ReadyPlanet.com
dot dot dot
dot
สำหรับสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot


https://picasaweb.google.com/112099154293866924400
http://www.sanyasi.org/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=17&Category=sanyasiorg&thispage=1&No=1561822
https://plus.google.com/112099154293866924400/posts?banner=pwa
http://www.youtube.com/watch?v=fAns8GJzYeQ&list=RDfAns8GJzYeQ
http://www.youtube.com/watch?v=eiMBAC1rRmI
https://picasaweb.google.com/112099154293866924400/2557?noredirect=1
https://picasaweb.google.com/112099154293866924400/mqOgZJ
https://plus.google.com/u/0/photos/104334518550952231607
http://www.thaidhamma.net/


dot
ตำรับยารักษาโรคเรื้อรัง

 

 

 

ตำรับยาไทยแผนโบราณ
สำหรับโรคเรื้อรัง
โดย   หมอเมือง สันยาสี
 
...........................................................................................................
โรคมะเร็งเบาหวานความดันสูง
อ้วนลงพุงผอมเต็มทีราศีหมอง
อัมพฤกษ์อัมพาตพยาธิปอง
ต้องทดลองยาไทยอาจหายดี
 
            ชีวิตของคนและสัตว์มีจุดกำเนิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างเพศผู้กับเพศเมีย ระหว่างเชื้อของตัวผู้กับไข่ของตัวเมีย แล้วมีวิญญาณลงปฏิสนธิ วิญญาณที่ปฏิสนธินี้แลคือพระเจ้าที่สร้างชีวิตของผู้นั้น จะโตขึ้นแบบไหน จะดีหรือเลวอย่างไรก็อาศัยวิญญาณผู้จุติลงมาปฏิสนธินั่นแลว่าได้สั่งสมวิบากกรรมมาแบบไหน ก็จะบันดาลรูปร่างนั้นให้ดีหรือเลวไปตามนั้น
            วิญญาณที่ปฏิสนธิลงในครรภ์ของแม่ในครอบครัวที่อดมื้อกินมื้อ อาหารแต่ละชนิดแทบจะหาคุณค่ามิได้ก็ใช่ว่าจะทำให้เด็กในท้องต้องมีรูปร่างที่เลวอัปลักษณ์สติปัญญาต่ำต้อยเพราะขาดธาตุอาหาร เพราะปรากฏออกบ่อยครั้งว่าลูกของคนที่ยากจนที่สุดกลับคลอดออกมาในลักษณะที่ร่างกายสมบูรณ์ สติปัญญาเฉียบแหลม โตขึ้นสามารถนำพาตัวเองเป็นใหญ่คับบ้านคับเมืองมีชื่อเสียงก้องโลก   ถ้าใครไม่เชื่อลองศึกษาชีวิตของดร.เอ็มเบ็ดก้าร์ ชาวอินเดียผู้เกิดในครอบครัวจัณฑาลซึ่งต่ำกว่าวรรณะศูทรอีก ต่ำต้อยยิ่งกว่าสัตว์เลี้ยงทั่วไป ยากจนราวกับขอทาน แต่ด้วยกุศลวิบากแต่ชาติปางก่อนทำให้มีสติปัญญาเหนือกว่าเด็กทั่วไป ทำให้มหาราชาแห่งรัฐเมตตาอุปถัมภ์ส่งเรียนจนไปเรียนถึงอังกฤษและอเมริกา ได้ปริญญาระดับด็อกเตอร์ถึง 2 สาขา   เป็นผู้ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญให้ประเทศอินเดียใช้มาถึงทุกวันนี้ (โดยไม่เคยมีใครยกทัพจับปืนทำรัฐประหารยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว) และเป็นผู้นำพุทธศาสนากลับเข้าสู่อินเดียเมื่อกึ่งพุทธกาล เป็นผู้นำวรรณะศูทรและจัณฑาลเข้านับถือพุทธศาสนาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนชาวพุทธในอินเดียยกย่องนับถือท่านยิ่งกว่าพระสงฆ์ที่ห่มผ้าเหลือง อนุสาวรีย์ของท่านมีอยู่ทุกหนแห่งในภาคใต้ และที่หน้ารัฐสภา เมืองนิวเดลลีประเทศอินเดีย ชาวพุทธอินเดียเดินผ่านจะยกมือไหว้ แล้วกล่าวว่า“พิมพา” ซึ่งเป็นอีกชื่อหนึ่งของท่าน 
            วิญญาณที่ปฏิสนธิลงในครรภ์ของแม่ในครอบครัวที่มั่งมีสมบัติมีอำนาจล้นฟ้าล้นดิน มีเหลือกินเหลือใช้ ยิ่งมีลูกในท้องยิ่งแสวงหาแต่อาหารที่อุดมด้วยคุณค่าบริบูรณ์ด้วยวิตามินแร่ธาตุมาบำรุงบำเรอ ทั้งหมอทั้งพยาบาลทั้งนักวิชาโภชนาการผู้ลือชื่อล้วนเป็นที่ปรึกษา หวังจะให้ทารกในท้องคลอดออกมาสมบูรณ์ทั้งร่างกายและสติปัญญา จนกลายเป็นยอดมนุษย์ ก็ใช่ว่าลูกที่คลอดออกมาจะได้สมใจปรารถนา ซึ่งก็รู้เห็นกันทั่วไปว่าลูกผู้ดีมีตระกูล ลูกหมอลูกอาจารย์นักวิชาการผู้มีชื่อเสียงของประเทศกลายเป็นดาวน์ซินโดรม   หรือออทิสติก เสียมากต่อมาก   ก็ไม่ใช่เพราะวิญญาณที่ลงมาปฏิสนธิเป็นพระเจ้าในท้องนั่นหรือที่สร้างชีวิตของผู้นั้น   สะสมบุญนำกรรมแต่งมาแตกต่างกันก็ทำให้มีชีวิตต่างกัน
            นั่นเป็นปฐมเหตุของร่างกายที่เกิดมาบนโลกใบนี้ อันเหตุและปัจจัยจากอดีตชาติเป็นพระเจ้าปรุงแต่งไว้
 
            เมื่อเกิดมามีชีวิตดำเนินไปบนโลกใบนี้ก็ถูกเหตุปัจจัยบนพื้นโลกปรุงแต่งต่อไปอีก ทั้งอาหารแต่ละคำที่กล้ำกลืน ทั้งอากาศที่หายใจเข้าออก ภูมิประเทศ สังคมประเพณีวัฒนธรรมล้วนเป็นมูลเหตุและปัจจัยปรุงแต่งร่างกายให้แตกต่างกันไปอีกทอดหนึ่ง
            เกิดเป็นฝรั่งอยู่ในถิ่นหนาวกินแต่ขนมปังหมูแฮมไข่แดงฮ็อตด็อกสลัดผักนมเนย อุดมด้วยโปรตีนวิตามินแร่ธาตุตั้งแต่เล็กจนโต ทำให้รูปร่างใหญ่โตสมบูรณ์ ยิ่งอายุมากพุงก็ใหญ่ออกๆ      เกิดในถิ่นอัฟริกากินแต่ของป่า อากาศก็ร้อนอบอ้าวแห้งแล้ง ทำให้ร่างกายสูงโย่งเย่งผอมดำราวกับยีร๊าฟ    เกิดในเอเชียเป็นไทยลาวจีนเวียตนามกัมพูชาเกาหลีญี่ปุ่น กินแต่ข้าวกับผักเป็นอาหารหลัก ยิ่งพี่ไทยเราน้ำพริกปลาร้ากะปิผักลวกผักนึ่ง ทำให้ผิวพรรณวรรณะงดงามเหลืองอร่ามดังทองทา แต่ตัวเล็กนิดเดียว    ต่อมาญี่ปุ่นเป็นชาติแรกที่ดำเนินรอยตามฝรั่งคือพัฒนาเรื่องอาหารการกิน เปลี่ยนชีวิตมากินนมกินเนยให้มาก ปรากฏต่อมาว่าคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่รูปร่างใหญ่โตพอๆกับฝรั่ง     เกิดเป็นแขกฮินดูแขกอิสลาม ชอบกินแพะกินแกะ ทำให้มีหนวดเคราคล้ายแพะเห็นมั๊ย คนจีนชอบกินแต่หมู อายุมากขึ้นพุงก็โตขึ้นๆหน้าก็คล้ายหมูเข้าทุกที   เดี๋ยวนี้คนไทยก็ชักเอาอย่าง เศรษฐกิจดีก็เลยมีไก่มีหมูกินกันทุกบ้าน คนไทยก็มีรูปร่างหน้าตาคล้ายหมูเข้าไปหลายคนแล้ว
 
            ทีนี้เมื่อโรคเกิดขึ้นมันก็แตกต่างกันตามสิ่งแวดล้อม ภูมิประเทศ ประเพณีวัฒนะธรรมที่อยู่อาศัย   เช่นกัน   คนที่ทำงานใช้แรงงานน้อยที่สุด เคลื่อนไหวร่างกายน้อยที่สุด กินดีอยู่ดีมากที่สุด ย่อมเกิดโรคได้มากที่สุด เช่นคนทุกวันนี้ไง เป็นมะเร็งเบาหวานความดันสูง อ้วนลงพุงอัมพฤกษ์อัมพาต ระบาดกันถ้วนทั่ว เกิดจากโรคกินดีอยู่ดีทั้งนั้น 
            คนที่ทำงานในโรงงานย่อมเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจและผิวหนัง   ชาวนาชาวสวนย่อมเสี่ยงต่อสารพิษจากยาฆ่าแมลงและปราบวัชพืชทำให้เป็นมะเร็งและโรคผิวหนังกันมาก   คนที่อาศัยในเมืองใหญ่สูดดมอากาศบนท้องถนนทุกวันย่อมทำให้เกิดโรคได้สารพัด   คนที่ใช้รถใช้ถนนทุกวันย่อมเกิดโรคอุบัติเหตุตายก่อนวัยอันสมควร   เช่นเดียวกับทหารที่ใช้ชีวิตในสนามรบย่อมต้องเกิดโรคเลือดตกยางออกเพราะแพ้กระสุนปืนและระเบิด 
            คนที่ใช้ชีวิตตามชนบท กินแต่ผักข้างรั้วกินถั่วกินงา   นานๆกินเนื้อกินไก่กินไข่หมูสักมื้อสองมื้อ และใช้แรงงานในชีวิตประจำวัน กลับมีร่างกายที่แข็งแรงไม่ค่อยเจ็บป่วย ทั้งมีอายุยืนยาว
            สมัยเป็นเด็กเป็นลูกศิษย์วัด ที่ข้างวัดมีตายายครอบครัวหนึ่งอายุแปดสิบเศษอยู่กันสองคนลูกหลานที่ออกไปอยู่เรือนใหม่ก็มีข้าวปลาอาหารมาส่งบ้าง แกทำกินเองบ้าง   แต่ร่างกายแข็งแรงมาก วันหนึ่งถามแกว่าตากินข้าวกับอะไร แกตอบว่ากินกับน้ำพริกเมื่อวานซืน
            ตามประเพณีวัฒนะธรรมของคนเหนือเจอกันต้องถามกันเรื่องกินก่อน “กินข้าวกับหยัง    กินข้าวแล้วกา” เดินผ่านบ้านใครก็ตะโกนถามด้วยประโยคแบบนี้   คนตอบก็ตอบไป กินกับน้ำพริกผักนึ่ง     กินกับแกงจิ้นหมู แกงจิ้นงัว แกงกบแกงเขียด อะไรก็ว่าไป แล้วก็ย้อนถามคนถามว่าแล้วบ้านนี้ล่ะกินกับอะไร     เวลากำลังกินข้าวใครผ่านมาก็เรียกมากินข้าวด้วยกัน เป็นประเพณีวัฒนะธรรมที่อบอุ่น เป็นกันเอง   ใครไปใครมาเยี่ยมเยือนถึงบ้านก็จะรีบขวนขวายหาข้าวปลาอาหารมาต้อนรับ   อย่างน้อยถ้าไม่เลี้ยงข้าวปลาอาหารก็มีเซี่ยนบุหรี่เมี่ยงหมากพลูมาวางให้ ทำเมี่ยงอม (เมี่ยงคือใบชาหมัก) มวนบุหรี่ใบตองสูบควันโขมง สูบกันไปคุยกันไป   นินทากันไป ใครไปทำอะไรทั้งดีและร้ายเดี๋ยวก็ลงในวงนี้หมดแหละ ยิ่งหลายคนยิ่งหลายเรื่อง   ใครอย่าไปทำอะไรไม่ดีไว้เชียวโดนเล่านินทากันทั้งหมู่บ้าน
            คนสมัยก่อน ( ก่อนพ.ศ.2510 ก็แล้วกัน) โดยทั่วไปแล้วไม่ค่อยเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง   เท่าที่พบเห็นก็มักป่วยเป็นไข้หวัด ไข้เลือดออก ไข้มาเลเรีย ไข้รากสาด ไข้อีสุกอีใส (โรคนี้มักแพร่กันในหมู่เด็กนักเรียน) ไข้คางทูมและวัณโรคเป็นต้น โรคพวกนี้เกิดจากเชื้อโรคติดต่อทั้งนั้น เป็นโรคที่เกิดจากภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อมซึ่งแต่ก่อนยุงชุมกว่าเดี๋ยวนี้ ยังไม่รู้วิธีปราบปราม ก็ทำให้เกิดโรคเยอะ   ต่อมาหน่วยไข้มาลาเรียก็ออกฉีดพ่นดีดีทีทุกบ้านทุกปี ทำให้ยุงก้นปล่องตายเกลี้ยง ไข้มาลาเรียก็สูญพันธุ์ไป แต่ก็ยังเหลือไข้เลือดออกมาถึงทุกวันนี้ เพราะปราบยุงลายนี้ปราบยากเหลือเกิน  
วิธีรักษาไข้เลือดออกแบบชาวบ้าน
            แต่ผมมีวิธีรักษาไข้เลือดออกแบบชาวบ้านมาเล่าให้ศึกษากัน ชะงัดเสียจนหมอแพทย์และพยาบาลงงเป็นไก่ตาแตกว่าเป็นไปได้ไง พยาบาลว่าเดี๊ยนไม่เชื่อเด็ดขาด แต่พอเจอเข้ากับตัวหมดมุกเลยครับ หาเหตุผลไม่ได้แต่ก็เป็นไปแล้วราวกับเจอนักมายากล
            แม่ผมนี่แหละเป็นหมอรักษาไข้เลือดออกประจำหมู่บ้าน   แต่ก่อนนั้นยายกลิ้งในหมู่บ้านเดียวกันนั่นแหละเป็นหมอ ใครมีอาการป่วยเป็นเวลา และปวดเมื่อยตามร่างกายแทบจะเป็นจะตาย ง่วงหลับง่วงนอนจนลืมตาไม่ขึ้น กินข้าวก็อาเจียน เบื่ออาหาร ไข้มาเป็นพักๆเดี่ยวตัวร้อนเดี๋ยวตัวเย็น   กินยาอะไรก็ไม่หาย ก็สงสัยไว้ก่อนว่าท่าจะเป็นไข้เลือดออกเสียแล้ว ต้องไปตามยายกลิ้งมาดู 
            สมัยโน้นไม่ค่อยมีจักรยานใช้กันหรอก (ไม่ต้องกล่าวถึงมอเตอร์ไซด์หรือรถยนต์) ตั้งแต่หัวบ้านถึงท้ายบ้านก็เดินกันแหละครับ คนไปหาหมอก็เดิน ไปเจอหมอก็พาหมอเดินมาหาคนป่วย หมอก็ใจดี คนบ้านเดียวกันมีอะไรก็ช่วยกัน ไม่ได้เงินทองอะไรหรอกครับ เดินมาถึงบ้านคนป่วยก็จับดูเนื้อดูตัว “โอ้โฮ ตัวเย็นเหนียวเหนอะเชียว น่ากลัวไข้เลือดออกจริงๆ   เป็นมากี่วันแล้ว   ญาติคนป่วยตอบว่า “3 วันแล้วจ๊ะ”   แกว่า “ไหนดูรูตูดหน่อยสิ” เหอะๆๆ... ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ สาวแก่แม่ม่ายชายหนุ่มชายแก่โดนยายกลิ้งแหกดูรูตูดหมด ยายแกดูแป๊ปเดียวก็อ่านโรคออก   “มีเม็ดคล้ำๆขึ้นรอบทวารเชียว หนักแล้วนะเนี่ย   แต่ไม่ต้องกลัวเกี่ยวเอาน้ำเลือดน้ำหนองออกชั่วโมงสองชั่วโมงก็จะสร่างไข้กินข้าวได้
            แล้วยายกลิ้งก็ล้วงเอาเข็มเย็บผ้าออกมา จุดเทียนไขขึ้น เอาปลายเข็มลนไฟฆ่าเชื้อเสร็จแล้วก็จับแขนคนป่วย เอามือรูดเอาเลือดตั้งแต่ต้นแขนให้ไหลมาที่ปลายนิ้วมือแต่ละนิ้ว เริ่มแรกก็นิ้วหัวแม่มือก่อน เอาด้ายรัดปลายนิ้วมือที่เลือดไหลมาบวมเปล่งไว้ ใช้เข็มแทงตรงเนื้อนิ้วมือที่หมอเจาะเลือดผู้ป่วยตรวจนั่นแหละ รีดเอาเลือดหยดลงในแก้วน้ำใส ก็จะเห็นเลือดจับตัวเป็นก้อนเป็นลิ่ม ยิ่งอาการหนักก็จะมีก้อนมาก ถ้าป่วยไม่หนักเลือดจะไม่เป็นลิ่มเป็นก้อนเท่าไร   ยายกลิ้งจะรูดเลือดลงปลายนิ้วทุกนิ้วเจาะทุกนิ้ว จนครบทั้ง 10 นิ้ว   จากนั้นก็แหกรูตูดเอาหนามผักชะอมเกี่ยวตุ่มสีดำๆคล้ำๆที่ขึ้นตามทวารของผู้ป่วย เอาสำลีเช็ดเลือดออกแล้วเอาลูกมะแว้งขมบีบใส่เป็นการฆ่าเชื้อ   เป็นอันจบพิธี  
            ผ่านไปราวชั่วโมงคนป่วยก็จะสร่างไข้ อาการง่วงสะลืมสะลือจะหมดไป จากนั้นจะหิวข้าวหลังจากเบื่ออาหารมาหลายวัน กินข้าวเสร็จก็เหมือนคนปกติ   ไม่เห็นกินยาอะไรเลย    พวกผมพี่ๆน้องๆรอดตายเพราะยายกลิ้งทั้งนั้น ต่อมาแม่ผมก็เอาวิธีของยายกลิ้งมาใช้ ใครเจ็บป่วยด้วยไข้เลือดออกต้องเรียกหายายจำปี แม่ผมเลยกลายเป็นหมอรักษาไข้เลือดออกมาตั้งแต่พ.ศ. สองพันห้าร้อยสิบกว่าๆมาแล้ว จนแกตายไปด้วยโรคอยู่ดีกินดีเมื่อปลายปี 2548 นี่เอง (โรคอยู่ดีกินดีคือโรคเส้นหัวใจตีบ โรคเบาหวาน โรคความดันสูงแต่แม่ผมเป็นเส้นหัวใจตีบแบบไม่รู้ตัวและเดินตายขณะไปห้องไอซียู แต่ยูไม่ทันได้ซีมี ไอก็ลาตายเสียก่อน แม่ไม่เคยป่วยเลยครับแม้ลีลาตายก็สดสวยไม่ซ้ำแบบใคร ไม่ทรมานใดๆเลย) แต่หมอไข้แบบนี้ไม่ได้ค่ารักษาจากคนป่วยหรอกครับ นอกจากความเคารพนับถือกันในพื้นบ้าน ส่วนเครื่องมือของหมอแม่ก็ปรับปรุงใช้เข็มฉีดยาของหมอเป็นเข็มแทงนิ้ว   ใช้ยางรัดนิ้วแทนด้ายเย็บผ้า ใช้แอลกอฮอร์ฆ่าเชื้อแทนลูกมะแว้ง แต่ไม่ทราบว่าแม่ใช้เข็มอะไรมาแทนหนามชะอม   เพราะมันต้องใช้ของคมๆงอๆจึงเกี่ยวตุ่มเล็กๆในรอบขอบทวารหนักได้   แม่ค่อนข้างได้เปรียบยายกลิ้ง เพราะสามีคนก่อนของแม่ (ก็พ่อผมนี่แหละครับ) เป็นหมอฉีดยาประจำหมู่บ้านและตำบล ค่อนข้างมีชื่อเสียงในสมัยโน้น แม่เลยรู้วิธีใช้เข็มฉีดยาและแอลกอฮอร์   ต่อมาแม่มีลูกเป็นหมอยาสมุนไพร แม่ก็พลอยเป็นหมอยาไปด้วย รู้จักใช้สมุนไพรหลายๆอย่างมารักษาผู้ป่วยในหมู่บ้านที่มาปรึกษา 
            ความรู้นี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์ และยินดีให้วงการแพทย์นำไปค้นคว้าและใช้งานต่อไป จะได้ช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกแบบง่ายๆไม่ต้องสิ้นเปลืองยารักษาและเตียงคนป่วย   แต่บริษัทยาไม่ชอบครับ ไม่ได้ขายยา และโรงพยาบาลเอกชนก็ไม่ชอบ เพราะไม่ได้ตังค์ผู้ป่วยนอนเรื้อรังในโรงพยาบาล
 
เด็กบ้านนอกช่วยตัวเองยามเจ็บป่วย
          คนบ้านนอกสมัยโน้นมักมีความรู้เรื่องการใช้สมุนไพร หรืออาจจะเป็นบางครอบครัวก็ได้ โดยเฉพาะในสายญาติของผมทั้งฝ่ายพ่อและแม่มักมีความรู้เรื่องสมุนไพรกันดีพอใช้ ในบริเวณสวนบ้านจึงมีสมุนไพรหลาย ๆ อย่างหลงเหลือให้เห็น ถามแม่ว่าต้นไม้พวกนี้มาจากไหน แม่บอกว่าลุงของแม่เป็นหมอยาจึงปลูกยาไว้หลายอย่าง   ที่บ้านยายจะมีถุงยาแก้ซึ่งเป็นรากไม้หลายๆชนิด มีเขี้ยวเสือเขี้ยวหมูเขี้ยวหมี มีหินสำหรับฝนยา เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยอันดับแรกแม่ก็เอาถุงยาแก้ของยายมาใช้ เอาของทุกชนิดในถุงนั้นชุบน้ำฝนกับหิน ได้น้ำยารวมกันในขันน้ำก็เอาให้พวกเราดื่ม หายบ้างไม่หายบ้าง ก็แล้วแต่ชนิดของไข้   เรื่องไปหาหมอที่โรงพยาบาลนี่ครอบครัวเราไม่มีประวัติในโรงพยาบาลเลยครับ และไม่เคยเห็นโรงพยาบาล ยิ่งสมัยพ่อมีชีวิต ใครเจ็บป่วยก็วิ่งมาหาพ่อให้ไปตรวจไข้ไปฉีดยา พ่อก็มีเครื่องมือเหมือนหมอสมัยนี้ มีหูฟัง   หยูกยาเข็มทุกอย่างก็อยู่ในกระเป๋าหนังสี่เหลี่ยมสีน้ำตาล    พ่อมีหนังสือเกี่ยวกับยามากมายเป็นตั้งๆ ทั้งยาคนยาสัตว์ ผมเป็นเด็กชอบเอามาเปิดดู แต่ยาที่พ่อใช้เป็นยาที่ฝรั่งผลิตขึ้น ไม่ใช่สมุนไพรในบ้าน พอสิ้นพ่อ(ผมแค่ 4 ขวบเอง) เวลาป่วยเป็นไข้ที่ไม่ใช่ไข้เลือดออกก็ต้องไปหาหมอฉีดยาในหมู่บ้านนั่นแหละมาฉีด   ไม่เคยไปโรงพยาบาลกันเลยทั้งหมู่บ้าน สมัยต่อมาหมอเหล่านี้บางคนได้กลายเป็นแพทย์ตำบล
            เวลามีอาการไอ ผมได้รับการสั่งสอนให้ไปเก็บเอายอดตองแตกมา 2-3 ใบเอาเกลือใส่ 1 เม็ดห่อแล้วหมกไฟอมกลืนกินน้ำและเคี้ยวกินจนหมด มันก็หายนะครับ   เวลาไปเหยียบหนามเมื่อถอนหนามออกแล้วก็เด็ดยอดตองแตกเอายางหยดใส่แผล   เมื่อโดนมีดบาดได้แผลจนเลือดไหลก็เอายางจากยอดใบตองแตกนี่แหละหยดใส่แผล เลือดก็หยุดไหล    เวลาหัวโนก็เอาเสื้อสีดำขอดเป็นก้อนกลมเป่าลมจากปากใส่ใกล้ๆจนมันอุ่นๆ ก็เอานาบหัวที่โน ทำบ่อยๆ จนมันหายโน    เวลาท้องผูกแม่จะสวนทวารล้างท้อง   เวลาท้องร่วงก็จะหาผักหรือผลไม้ฝาดๆมากิน หายบ้างไม่หายบ้าง ถ้าปวดมากก็ต้องวิ่งไปหาซื้อยาธาตุน้ำขาวมากินก็หายครับ นั่นคือการรักษาโรคที่ไม่หนักหนาสาหัสของเด็กและชาวบ้านนอกทั่วๆไปในสมัยโน้น  
 
            ความจริงแล้ว การรักษาโรคปัจจุบันทันด่วนเช่นเลือดตกยางออกและโรคติดเชื้อต่างๆต้องพึ่งการแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งมีเครื่องมือและยาครบทุกชนิด ยิ่งปัจจุบันยิ่งมีสถานประกอบการแพทย์พยาบาลทุกแห่งหนที่รัฐบาลได้จัดตั้งเพื่อราษฎรทั้งหลาย    แต่โรคเรื้อรังนี่สิ ไม่ว่าแพทย์ประเทศไหนก็ล้วนแต่ส่ายหน้า รักษากันไม่ค่อยจะหาย ทั้งสิ้นเปลืองทรัพย์สินเงินทองกันมากมาย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
 
ปรัชญาการแพทย์ 2 ระบบ
1. การแพทย์แผนปัจจุบัน        การแพทย์แผนใหม่นี้เขาไปศึกษามาจากต่างประเทศ ผู้เรียนแพทย์คือเรียนรู้กายวิภาคสรีรวิทยา เรียนให้รู้การเกิดขึ้นของโรคต่างๆ และเรียนรู้วิธีใช้ยาต่างๆที่หลายๆบริษัทผลิตขึ้น ว่ายาชนิดไหนใช้กับโรคอะไร   แต่แพทย์ไม่รู้หรอกว่ายาแต่ละชนิดนั้นเขาผลิตมาจากอะไร  และผลิตอย่างไร   เพราะการผลิตยาเป็นเรื่องของเภสัชกร ซึ่งก็คือบริษัทโรงงานยักษ์ใหญ่ระดับโลกทั้งหลายทั้งในเยอรมัน สวิสเซอร์แลนด์ อังกฤษ อเมริกา ว่าจ้างนักวิทยาศาสตร์เป็นผู้ค้นคว้า และทดสอบโดยกลุ่มแพทย์ เมื่อได้ผลก็ประกาศใช้ และเชิญเภสัชกรและแพทย์จากประเทศต่างๆ ไปประชุมสัมมนาเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีเพียงเพื่อให้รู้จักยาของเขาและเลือกซื้อหรือกลับไปกระตุ้นให้รัฐบาลของประเทศตัวเองซื้อไปใช้ในโรงพยาบาลต่างๆ    ทั้งแพทย์และเภสัชกรในระบบการแพทย์ปัจจุบันในประเทศไทยจึงเป็นเพียงผู้ศึกษายาที่บริษัทยาต่างๆผลิตขึ้นมาจำหน่ายเท่านั้นเอง หามีความรู้ที่จะผลิตยาขึ้นใช้เองไม่ 
2. การแพทย์แผนเก่า  การแพทย์แผนโบราณหรือการแพทย์แผนไทย แบ่งเป็น 2 สาขา คือเวชกรรมและเภสัชกรรม    เวชกรรมใช้เวลาเรียน 3 ปี จึงมีสิทธิ์สอบเอาใบประกอบโรคศิลป์ ส่วนเภสัชกรรมเรียน 1 ปีก็มีสิทธิ์สอบเอาใบประกอบโรคศิลป์   ถ้าสอบไม่ได้ก็เรียนอีกจนรู้มากขึ้นชำนาญมากขึ้นปีต่อไปก็ไปสอบอีก จนกว่าจะผ่าน 
            การเรียนเภสัชกรรมจะเป็นจุดเริ่มต้นของแพทย์ไทย   ต้องเรียนรู้ต้นไม้ใบหญ้าชิ้นส่วนของสัตว์และธาตุวัตถุทั้งหลายที่จะนำมาใช้ประกอบยา   เมื่อรู้ทุกอย่างก็เรียนการประกอบยารักษาโรค ป่วยเป็นโรคอะไรต้องใช้สมุนไพรชนิดไหน    ต้องรู้หมดจึงจะสอบผ่าน  
            ส่วนเวชกรรมเรียนการวินิจฉัยโรค อาการแต่ละอย่างของคนป่วยหมายถึงโรคอะไร แล้วจะใช้สมุนไพรชนิดไหนรักษา   ถ้าโรคเปลี่ยนแปรไปจะเปลี่ยนยาหรือเพิ่มตัวยาชนิดไหน ต้องใช้อะไรเป็นกระสายยา   ผู้ที่จบเวชกรรมจะเก่งกว่าผู้จบเภสัชกรรมอย่างเดียว    บางท่านจบสองสาขาแล้วเรียนผดุงครรภ์เป็นหมอตำแยอีกต่างหาก แต่เก่งตำราอย่างไรก็สู้ผู้มีประสบการณ์ไม่ได้   เรียนมาสอบผ่านแต่ไม่เคยใช้งานจริงไม่นานความรู้ก็สูญสิ้นจากสมอง 
            ผู้ที่เป็นแพทย์แผนไทยหรือแผนโบราณจึงรู้จักทั้งวินิจฉัยโรค และรู้จักตัวสมุนไพรทุกชนิด รู้จักนำสมุนไพรเหล่านั้นมาปรุงยารักษาคนไข้ด้วยตัวเอง ไม่ง้อบริษัทยาทั้งหลาย นี่แลคือต้นเหตุว่าทำไมการแพทย์แผนไทยจึงไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐแต่ละยุคสมัย ทำไมยาสมุนไพรจึงถูกต่อต้านย่ำยีใส่ความอยู่ร่ำไปด้วยข้อหา“สารเสตอรอยด์” ซึ่งเป็นสารที่หมอแผนโบราณไม่รู้จักคุณค่าหน้าตาว่าเป็นอย่างไร   
            ด้วยความที่การแพทย์สมัยใหม่ทั้งแพทย์และเภสัชกรเรียนรู้การใช้ยาจากบริษัทผู้ผลิต ข้อนี้เป็นต้นเหตุทำให้แพทย์ระบบใหม่ไม่มีความรู้ในยาที่จะรักษาโรคเรื้อรังทั้งหลาย   เพราะบริษัทแม่เขาไม่ยอมผลิตขึ้นมาขายนั่นเอง   ซึ่งผมแน่ใจว่าเขารู้ว่าโรคความเสื่อมเกิดจากอะไร จะรักษาอย่างไรจึงจะหาย แต่การได้คนป่วยเรื้อรังไว้มันเป็นขุมทรัพย์มหาศาลมากกว่าทำให้หายจากอาการป่วย เพราะยาที่ใช้รักษาโรคเรื้อรังนั้นล้วนตั้งราคาไว้สูงทั้งๆที่มีที่สุดคือความตายไว้รอท่า 
            แต่ถ้าเป็นโรคติดเชื้อ เลือดตกยางออก ผ่าตัดเป็นไข้พวกนี้พึ่งแพทย์แผนใหม่ดีที่สุด เพราะยาของเขาดีจริงๆ ซึ่งมันก็ไม่หนีไปจากสารเสตอรอยด์ที่เขาใส่ความว่าหมอแผนโบราณเอาไปผสมยาขายนั่นแหละ  กินปุ๊บหายปั๊บก็ได้ แต่ยาปลอดภัยที่ไม่ผสมเสตอรอยด์ก็มีเยอะ   ไม่อยากกล่าวหากันทั้งหมด   เหมือนที่เขากล่าวหาเราหรอกด้วยจะเป็นบาปกรรมติดตัว
 
โรคเรื้อรัง
            โรคเรื้อรัง หมายถึงโรคที่เป็นยืดเยื้อรักษาไม่รู้จักหาย (ไม่หมายถึงโรคเอดส์ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อเรื้อรัง) เช่นโรคมะเร็ง เบาหวาน ความดันสูง โรคเก๊าท์ เส้นหัวใจตีบ เส้นเลือดตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น โรคเหล่านี้เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย   คืออวัยวะภายในซึ่งมีหน้าที่หลักมันเสื่อมถอย ทำงานไม่คงเส้นคงวา เช่นตับเสื่อม ทำให้ไม่สามารถขจัดสารพิษในร่างกายได้ ไม่สามารถสะสมและคัดกรองอาหารไว้ใช้เลี้ยงเซลล์อย่างมีประสิทธิภาพ   ไตเสื่อม ทำให้ไม่สามารถขับถ่ายของเสียและเกินใช้ออกจากร่างกายได้   เมื่อร่างกายเต็มไปด้วยขยะก็เกิดการเน่าเสียไปทั้งระบบ เลือดก็เสีย ม้ามซึ่งมีหน้าที่ผลิตต่อมน้ำเหลืองต่อต้านเชื้อโรคก็เสีย   จากนั้นโรคต่างๆก็ทยอยกันเกิดขึ้น ไขมันในเลือดเยอะก็ทำให้การหมุนเวียนโลหิตติดขัด เลือดเข้มเลือดข้น เส้นเลือดแตกเปราะ   นี่ไงโรคเส้นเลือดแตกโรคเส้นเลือดตีบและโรคหัวใจตีบ หัวใจโต หัวใจล้มเหลว มาจากต้นเหตุเดียวกัน 
            เมื่อเลือดไม่มีคุณภาพ นำไปหล่อเลี้ยงตรงไหนก็ล้วนทำให้เซลล์อ่อนแอ เมื่อเซลล์ส่วนรวมอ่อนแออวัยวะทั้งหลายก็อ่อนแอพร้อมกันไป ต่อมไร้ท่อต่างๆก็ขี้เกียจทำงาน   ม้ามก็ขี้เกียจทำงาน แล้วจะเหลือหรือ มะเร็งก็ตามมาอย่างง่ายดาย   เพราะมะเร็งคือการที่เซลล์บางส่วนทำงานอย่างอิสระ ไม่ขึ้นตรงกับระบบ กลายเป็นเซลล์หัวดื้อถือดี ถึงเวลาตายมันกลับไม่ยอมตาย ทั้งยังสร้างเซลล์ใหม่เพิ่มขึ้นอีกทวีคูณ นั่นไงคือสารลุกลามโรคมะเร็งที่การแพทย์แผนใหม่หาสิ่งภายนอกเข้าไปทำลายแล้วทั้งเซลล์มะเร็งทั้งชีวิตคนป่วยก็มอดดับไปพร้อมๆกันในขณะที่ธุรกิจของบริษัทยาเจริญเติบโตขึ้น ผลิตเครื่องมือและเคมีใช้ปราบโรคเพิ่มขึ้น   และมันก็แปลก โรคมะเร็งนี้เกิดขึ้นในร่างกายของผู้มีอันจะกินเป็นส่วนมาก   ค่ารักษาเท่าไรเขาไม่เกี่ยงเพราะหวังจะหาย แต่ไม่เห็นมีคนหาย แม้ท่านนายกชาติชาย และบิ๊กจ๊อด คับติ้วผู้ร่ำรวยกันระดับพันล้านหมื่นล้านก็ยังถูกมะเร็งย่ำยีจนตาย    ผมเชื่อนะ เขาไม่อยากให้หายหรอก ฝรั่งเก่งจะตายมีหรือจะค้นไม่พบวิธีรักษามะเร็งที่แท้จริง    แต่วิธีที่เขาค้นพบและนำมาใช้จะต้องหาวิธีที่สลับซับซ้อน สิ้นเปลืองทรัพย์สินเงินทอง เพราะมันทำให้สร้างธุรกิจได้  ถ้ามันหายกันง่ายๆ ธุรกิจยาของเขาไม่เติบโตหรอกครับ เชื่อผมสิ
 
 
ต้นเหตุของโรคเรื้อรัง
          โรคเรื้อรังเกิดขึ้นจากสาเหตุหลายประการ เท่าที่นึกออกเดี๋ยวนี้คือ 
ร่างกายขาดการเคลื่อนไหว   คืออยู่สุขสบายจนเกินไป ขี้เกียจออกกำลังกาย ขี้เกียจเดินขี้เกียจวิ่ง ส่วนมากจะเป็นกับคนที่ทำงานในห้องแอร์นั่งทั้งวัน เดินนิดหน่อย พอเลิกงานก็นั่งรถกลับบ้าน กินแล้วนอนดูทีวีต่อ ดูไปกินไปทั้งขนมนมเนยเต็มตู้เย็น ร่างกายก็อ้วนเอา   เมื่อกล้ามเนื้อไม่ได้รับการขยับขยายยืดเส้นยืดสายมันก็หมักเอาของเสียเก็บไว้ตามซอกตามมุมต่าง ทั้งไขมันส่วนเกินวิตามินเกลือแร่ส่วนเกินน้ำตาลส่วนเกินสารพิษต่างที่ได้รับเข้าไปในชีวิตประจำวันมันก็เข้าไปแอบซุกตัวในซอกมุมที่มันชอบ เช่นโปรตีนที่มากเกินไปก็กลายเป็นกรดยูริคซุกซ่อนอยู่ตามข้อ ก่อให้เกิดโรคเก๊าต์ ไขมันส่วนเกินเกาะเพ่นพ่านในทุกส่วนของร่างกาย ที่ไหนไม่ว่าดันไปเกาะตามเส้นเลือดสำคัญ เช่นเส้นเลือดหัวใจก็ก่อให้เกิดเส้นหัวใจตีบ เส้นเลือดสมองก็ก่อให้เกิดอัมพฤกษ์อัมพาต 
ถูกสารพิษอย่างใดอย่างหนึ่ง อาจเป็นสารพิษที่ปนเข้าไปกับอาหารในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็ทราบกันดีว่าพืชผักที่เรากินเข้าไปต้องถูกฉีดพ่นด้วยสารพิษที่บริษัทข้ามชาติผลิตขึ้นมาให้เกษตรกรใช้   จะหันไปใช้ยาปราบศัตรูพืชจากชีวภาพเขาก็รวมหัวกันในรัฐสภาตรากฎหมายห้ามมีพืชที่ใช้ผลิตสารชีวภาพได้ เช่นสะเดาตะไคร้หอมขมิ้นชันขิงข่าดาวเรืองสาบเสือกากเมล็ดชาพริกขึ้นฉ่ายชุมเห็ดเทศดองดึงและหนอนตายหยากกำหนดเป็นวัตถุอันตรายหากมีการครอบครองหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายจะต้องมีการขออนุญาตให้ถูกต้อง   ก็ดูเอาเถอะว่าพิษสงของธุรกิจปราบศัตรูพืชมันร้ายแรงขนาดไหน มันทำให้ท่านรัฐมนตรีทั้งหลายอดกินพริกกันก็ยอม เงินตัวเดียว กรรม…(รัฐมนตรีชุดที่นายกรูปหล่อ ๆ ไง)
ชาวบ้านในหมู่บ้านของผมมีอาชีพทำการเกษตร เช่นปลูกยาสูบ ปลูกผักทุกชนิด มาตั้งแต่โบร่ำโบราณ แต่ก่อน พ.ศ.2510 ก็ไม่ค่อยเห็นใครป่วยแปลก ๆ   พอมาถึงสมัยปลูกยาสูบ เจ้าของบริษัทใบยาก็เอาสารเคมีปราบศัตรูพืชชนิดต่าง ๆ มาบังคับให้ใช้ ผลต่อมา ชาวบ้านเป็นมะเร็งตายกันมาก   พอเลิกยาสูบชาวบ้านก็หันมาปลูกผักแทน ก็ยังใช้ยาปราบศัตรูพืชกันอยู่ มะเร็งก็ยังไม่หายขาดไปจากชีวิตของชาวสวน นี่คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด จากชาวสวนที่ได้รับสารพิษโดยตรง พลเมืองที่บริโภคพืชผักในท้องตลาด และสูบบุหรี่จากโรงยาสูบต่างก็ได้รับสารพิษเรียงคิวกันเป็นมะเร็งมาจนทุกวันนี้ 
เคยมีชาวสวนมาเล่าให้ฟังว่า พ่อค้าที่มาสั่งสินค้าไปจำหน่ายเขาก็อยากได้ผลิตผลที่สวยงาม ไม่มีแมลงร่องรอยกัด จึงบอกให้ชาวสวนว่า ให้ฉีดยาก่อนเก็บ ๓ วัน    ฝ่ายชาวเขาบนดอยสูงเอากะหล่ำมาขายในตลาด เมื่อของขายไม่หมดเขาก็จะเอาไปทิ้ง ชาวบ้านพื้นล่างก็เลยถามว่า “ทำไมไม่เอาไปกิน หรือเอาไปให้หมูให้ไก่กินก็ยังดี   ชาวเขาตอบว่า “ที่บ้านเราเขาไม่กินหรอก ไก่ หมู เราก็ไม่ให้กิน   ก่อนเก็บมาขายเขาให้เราฉีดยาพิษก่อน”
นอกจากสารเคมีในยาปราบศัตรูพืชแล้ว คนเรายังได้รับพิษจากสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน เช่นสูดควันไอเสียจากท้องถนน จากการทำงานในโรงงาน จากโรงงานใกล้บ้าน จากแหล่งน้ำ เป็นต้น 
            สารพิษเหล่านี้ นอกจากเป็นต้นเหตุของมะเร็งแล้ว ยังทำให้อวัยวะทั้งหลายอ่อนแอ พิกงพิการ เป็นต้นเหตุให้เกิดโรคเรื้อรังอื่น ๆ ตามมา เช่นไตเสื่อมเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคเก๊าต์ นิ่วในไต ในท่อปัสสาวะ สมรรถภาพทางเพศเสื่อมถอย ไขมันในเลือดสูง ความดัน อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจชนิดต่าง ๆ   โรคเบาหวาน เป็นต้น         ตับเสื่อม ก็เป็นต้นเหตุของทุกโรค เพราะตับมีหน้าที่กำจัดพิษในร่างกาย   เมื่อตับเสื่อม แม้พิษน้อยนิดก็เป็นอันตรายต่อร่างกายได้
 
ปรัชญาการรักษาโรคเรื้อรังแบบการแพทย์แผนเก่า
         
          เมื่อหมอพื้นบ้านรู้ว่ามะเร็งก็ดี โรคเรื้อรังต่างๆก็ดีล้วนเกิดขึ้นจากความล้มเหลวของอวัยวะภายใน และอวัยวะภายในล้มเหลวก็เพราะสารพิษและสิ่งเน่าเสียที่สะสมอยู่ในลำไส้และสายเลือดพร้อมทั้งในเซลล์ต่างๆ   หมอพื้นบ้านก่อนที่จะประกอบยารักษาโรคนั้นๆ จึงประกอบยาล้างโรคเสียก่อน ยาล้างโรคคือยาถ่ายน้ำเลือดน้ำเหลือง ถ่ายของที่หมักหมมในลำไส้ในสายเลือดและในเซลล์ต่างๆ ออกให้หมด ยาและอาหารจึงสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ   เรียกว่าเข้าไปแก้ไขระบบก่อน ล้างของเสียให้หมดไปจากร่างกายระบบการทำงานของร่างกายโดยองค์รวมก็จะดีขึ้นเอง
            ยกตัวอย่างง่ายๆ ในยุคสมัยที่คอมมิวนิสต์กำลังตื่นตัวในหลายๆประเทศ โลกนี้ก็แบ่งออกเป็น 2 ค่ายใหญ่ๆ คือค่ายคอมมิวนิสต์กับเสรีนิยม   คอมมิวนิสต์มีจีนกับรัสเซียเป็นหัวหน้า   ส่วนเสรีนิยมมีอเมริกาเป็นหัวหน้า   อเมริกาเกลียดคอมมิวนิสต์ก็พยายามใช้อาวุธปราบคนที่ฝักใฝ่ในลัทธิคอมมิวนิสต์   แต่ลัทธิคอมมิวนิสต์มันเกิดมาจากความล้มเหลวของระบบการปกครอง ความไม่ยุติธรรมในสังคม การเอารัดเอาเปรียบกัน ความยากจนของประชาชน การที่รัฐบาลข้าราชการรังแกกดขี่ประชาชน ทำให้ประชาชนลำบากยากจนไร้ที่พึ่ง ฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็ชูความเสมอภาค   ในประเทศคอมมิวนิสต์คนจนคนรวยเสมอภาคกันหมด   คนได้ยินได้ฟังและศึกษาระบบคอมมิวนิสต์ก็เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นักศึกษาปัญญาชนก็อยากเป็นคอมมิวนิสต์ ยิ่งถูกทางการกวาดล้างเข่นฆ่า นักศึกษาปัญญาชนต่างก็เผ่นหนีเข้าป่าจับอาวุธขึ้นสู้กับรัฐบาลร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์   ยิ่งปราบด้วยอาวุธคอมมิวนิสต์ก็ยิ่งขยายตัวเพิ่มเติม   จนที่สุดบิ๊กจิ๋ว พล.เอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้รับความรู้จากอาจารย์ใหญ่ของคอมมิวนิสต์คือประเสริฐทรัพย์สุนทรแนะนำให้ใช้แนวทางสันติ การเมืองนำการทหาร ชักชวนให้นักศึกษาปัญญาชนกลับเข้าเมืองเพื่อช่วยกันพัฒนาบ้านเมือง จึงร่างแผนเสนอรัฐบาลของพลเอกเปรม แผนนั้นถูกนำมาใช้ คอมมิวนิสต์จึงแตกพ่ายหายจากประเทศ   และบ้านเมืองก็ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่นั้น
            แต่แท้จริงแล้วมะเร็งในสังคมไทยยังไม่หายขาด เพราะแผนที่เคยใช้เป็นเพียงวัคซีนหลอกมะเร็งเท่านั้น   ปัญหาพื้นฐานของสังคมยังไม่ถูกแก้เพราะระบบการเมืองที่ใช้ยังไม่สมบูรณ์แบบและการล้างน้ำเลือดน้ำเหลืองเสียออกจากสังคมไทยยังไม่สำเร็จสำเร็จ หมอรักษาเกิดตายเสียก่อน คนไข้กำลังกระเตื้อง พอขาดยาเท่านั้นมะเร็งก็เกิดขึ้นอีก เป็นมะเร็งลุกลามไปทุกหย่อมหญ้า ตอนนี้รัฐบาลก็ใช้วิธีของอเมริกา คือปราบมะเร็งด้วยการฉีดคีโมและฉายรังสี   ตอนนี้มะเร็งคล้ายกับหยุดชะงัก แต่ที่กำลังกระจายตัวอยู่ภายในโดยเครื่องมือตรวจไม่พบนั้นจะมีอีกเท่าไร    นักการเมืองผู้ค้าสารเคมีและเครื่องมือปราบมะเร็งก็รวยเอาๆ แต่ประเทศชาติก็แย่เอาๆ   แล้วทำไงล่ะทีนี้ 
            ยาสมุนไพรที่จะใช้รักษาโรคมะเร็งหรือโรคเรื้อรังนั้นมันไม่ได้ไปฆ่าไปทำลายโรคนั้นโดยตรงนะครับ เมื่อมันล้างของเสียออกจากร่างกาย ไตทำงานดีขึ้น ตับทำงานดีขึ้น อาหารที่กินเข้าไปถูกนำไปใช้ได้ดีขึ้น เซลล์ต่างๆได้รับอาหารที่บริสุทธิ์ก็แข็งแรงขึ้น ก็กลับทำให้อวัยวะหลักต่างๆทั้งตับไตหัวใจม้ามปอดทำงานได้ดีขึ้นแข็งแรงขึ้น เมื่อม้ามและต่อมไร้ท่อทั้งหลายทำงานได้ดีขึ้นเซลล์ร้ายก็หยุดชะงัก เซลล์ใหม่ก็แข็งแรงขึ้น มะเร็งจึงหาย โรคเรื้อรังอื่นๆก็หาย   ร่างกายก็แข็งแรงตลอด ผิวพรรณก็ผุดผ่องเป็นยองใย จิตใจก็ร่าเริงเบิกบาน ชีวิตส่วนตัวก็มีความสุข ชีวิตครอบครัวก็มีความสุข สังคมรอบข้างก็ล้วนน่าดู ไม่ขวางหูขวางตา    ดังนั้นเราต้องศึกษาการรักษาโรคแบบแผนโบราณให้ดี
            ถ้าท่านได้อ่านตำรับยาเล่มนี้จบและพินิจพิเคราะห์ให้ดี ท่านจะพบว่า ตัวสมุนไพรที่นำมาประกอบเป็นยารักษาโรคเรื้อรังนั้นมีสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการขับถ่ายเช่นยาดำแสมทะเลดีเกลือชุมเห็ดเทศเป็นต้น สมุนไพรที่แก้ระบบน้ำเลือดน้ำเหลืองเช่นหัวยาข้าวเย็นเหนือ หัวยาข้าวเย็นใต้หัวยั้งพลูคาวขอบชะนางเป็นต้น สมุนไพรที่มีฤทธิ์บำรุงเลือดเช่นฝาง ดอกคำฝอยแกแลเลือดค่างเทียนทั้งห้าเป็นต้น สมุนไพรที่มีฤทธิ์หยุดการกระจายตัวของเชื้อเช่นทองพันชั่ง หนอนตายอยากขันทองพยาบาทเป็นต้น นอกนั้นก็เป็นสมุนไพรตัวช่วยแก้ระบบเกี่ยวกับการทำงานของลำไส้ขับลมช่วยย่อยอาหาร เราจะเห็นว่าสมุนไพรแต่ละชนิดล้วนช่วยเหลือกันทำงานเป็นระบบ ไม่ใช่ให้อย่างใดอย่างหนึ่งไปทำงานเช่นยาเคมีของฝรั่งที่ส่งเข้าไปปราบเอาให้เป็นให้ตาย ซึ่งเซลล์ร้ายตายเซลล์ดีก็ตายไปด้วย เป็นการรักษาผิดวิธี เหมือนรัฐบาลใช้อาวุธปราบมะเร็งคอมมิวนิสต์นั่นแหละ
            ถ้าผู้ใดได้เรียนวิชาเภสัชกรรมหรือเวชกรรมแผนโบราณ ได้เรียนรู้สรรพคุณสมุนไพรเจนจบครบถ้วนแล้วก็ไม่จำเป็นต้องจำตำรับยาต่างๆเหล่านี้   สามารถเลือกสมุนไพรใช้ได้ตามใจชอบ สิ่งไหนมีสิ่งไหนขาดจะใช้ตัวไหนแทนล้วนคว้าเอาใกล้มือได้ตลอด 
            ตำรับยาดังต่อไปนี้มีไว้สำหรับคนที่ไม่รู้หรือรู้แต่ไม่ชำนาญ แต่อยากเอาไปรักษาอาการป่วยของตนเองหรือของญาติสนิทมิตรสหาย ก็สามารถเลือกใช้ได้ตามใจชอบ สูตรยาเหล่านี้ล้วนเป็นของหมอพื้นบ้านผู้มีชื่อเสียงตามภาคต่าง ๆโดยเฉพาะภาคกลางและภาคใต้ได้ใช้รักษาคนหายมานักต่อนัก
 
ตำรับที่1. ยาล้างน้ำเลือดน้ำเหลืองเสียออกจากร่างกาย
            การจะกินยารักษาโรคเรื้อรังต่างๆให้ได้ผล แพทย์แผนโบราณท่านประกอบยาให้คนป่วยกินเพื่อล้างน้ำเลือดน้ำเหลืองเสียออกจากร่างกายดังต่อไปนี้
            หัวไพล              2 ส่วน              ขมิ้นอ้อย         1 ส่วน                       มะขามเปียก     3 ส่วน
            เกลือทะเล        1 ส่วน                เกลือสินเธาว์    1 ส่วน                       ยาดำ               1 ส่วน                                                       มหาหิงคุ์        1 ส่วน                   ดีเกลือฝรั่ง       1 ส่วน                      พริกไทยล่อน 1 ส่วน
คำว่าส่วนนี้ถ้าจะใช้มาตราวัดน้ำหนักชนิดไหนก็ใช้อัตราส่วนของมาตรานั้น เป็นหลัก สมัยก่อนคนไทยใช้น้ำหนักเป็นชั่งตำลึงบาทสลึงเฟื้อง  ถ้าใช้เดี๋ยวนี้คนอ่านสมัยใหม่ก็ไม่เข้าใจกันและเครื่องชั่งก็ไม่เอื้ออำนวยก็ต้องเป็นกรัมเป็นขีดเป็นกิโลกรัมจึงจะเข้าใจและใช้กันง่าย    แต่การใช้สมุนไพรประกอบยาก็เป็นไปตามความต้องการของผู้ป่วยว่าต้องการทำมากหรือน้อย ผมจึงบอกเป็นส่วนๆ แล้วนำไปจัดสรรเอาเองตามต้องการ
            ยาตำรับนี้มีใช้กันหลายหมอ แต่ละหมอก็มีอัตราส่วนที่แตกต่างกันไป แต่ใช้เพื่อล้างโรคล้างน้ำเลือดน้ำเหลืองเสียเช่นเดียวกัน บางหมอบอกว่าใช้รักษามะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม บางหมอบอกว่าใช้รักษาแผลเรื้อรังในกระเพาะและลำไส้ มะเร็งลำไส้   บางหมอบอกว่ารักษามะเร็งทั้งปวง    เท่านี้ก็พอมองภาพรวมออกว่าสรรพคุณยาเป็นแบบไหน
            การปรุงยาขนานนี้ยากครับ   มียุคหนึ่งผมปรุงไว้ประจำตั้งชื่อว่ายามหาเสน่ห์   เพราะใครได้กินยาขนานนี้นอกจากจะล้างของเสียออกจากร่างกายทำให้หายจากอาการป่วยเรื้อรังแล้ว ร่างกายจะสวยสดงดงามผุดผ่องดังทองทา ฝ่ายหญิงก็ทำให้ช่องคลอดกระชับราวกับเป็นสาวน้อย คนไหนมีกลิ่นตัวกลิ่นนั้นก็จะหาย คนไหนได้กินก็ติดใจ   แต่เพราะความปรุงยากและเจ้าตัวหมอก็ชอบย้ายถิ่นฐาน   จึงไม่ได้ปรุงมานานแล้ว
            วิธีปรุงยา หัวไพล ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน ต้องนำมาล้างฝานให้บางตากแดดให้แห้งกรอบ เตรียมไว้   มะขามเปียกเลือกเอาแต่เนื้อนำมาขยำกับน้ำเกลือที่ใส่เกลือทะเลและเกลือสินเธาว์และดีเกลือลงไปต้มจนละลายดีแล้ว พริกไทยซื้อมามันก็แห้งดี แต่ตากแดดอีกสักแดดสองแดดมันก็แห้งสนิทเตรียมไว้    ยาดำซื้อมามันเหมือนยางมะตอย ทั้งเหม็นทั้งเหนียว ต้องเอาใส่หม้อดินปิดฝาให้สนิทตั้งบนไฟถ่านจนมันไล่เอาน้ำออกหมดก็จะได้ยาดำเป็นก้อนแข็ง เรียกว่ายาดำสะตุ    ส่วนมหาหิงคุ์ก็แบบเดียวกับยาดำ มีวีธีทำอย่างเดียวกัน ก็จะได้มหาหิงค์แห้งกรอบดี    นำตัวสมุนไพรที่แห้งกรอบตามน้ำหนักที่ชั่งดีแล้วใส่ในเครื่องบดพร้อมกัน จนได้ผงยาแล้ว จึงเอามะขามเปียกผสมเกลือลงคลุกเคล้ากับยาผงจนเข้ากันได้ดีจึงปั้นเป็นเม็ดๆขนาดปลายนิ้วก้อย (เม็ดลูกกลอน) ตากแดดหรืออบให้แห้งสนิทก็เก็บใส่กระปุกไว้กิน
            วีธีรับประทาน   ก่อนนอน ครั้งละ 3-5 เม็ด (ตามธาตุหนักเบา) ต้องกินให้เป็นยาถ่าย ถ้ายังไม่ถ่ายเป็นน้ำก็ต้องเพิ่มจำนวนเม็ดยาขึ้นอีกครั้งแรกกินติดต่อกัน 3 วัน ต่อไปกินอาทิตย์ละครั้ง  แต่บางคนมีอาการท้องผูกประจำ ก็ควรกินยานี้ประจำ คืนละ 1 เม็ด 2 เม็ด 3 เม็ดก็ต้องพิจารณาดูแต่ละวันว่าขนาดไหนจึงจะพอเหมาะกับตนเอง   ยาไทยไม่ถึงกับคร่ำเคร่งเรื่องอัตราส่วน กินมากไปก็ไม่เสียหายอะไรมาก กินน้อยก็ไม่เห็นผล
            หลังจากกินยาถ่ายตำรับนี้แล้ว ก็ปรุงยาตำรับต่างๆที่ต้องการกินเป็นประจำ โรคเรื้อรังนั้นๆก็จะหายขาด บางคนกินแต่ยาขนานนี้ก็หายจากโรคต่างๆอย่างอัศจรรย์
            ถ้าทำกันไม่เป็นก็บอกนะครับ หากมีคนต้องการกันมากก็อาจต้องผลิตขึ้นมาอีก 081-1795197
            แต่ผมมีสมุนไพรเดี่ยวอีกตัวที่ใช้รักษาโรคเรื้อรังได้ผลดีมาก นั่นคือลูกว่านขันหมากเศรษฐี สมุนไพรที่มีชื่อเสียงมาแต่โบราณ แต่หาได้ยากที่สุด   ทุกวันนี้มีหลายคนที่หาลูกว่านสุกไม่ได้ก็เอาต้นว่านมาต้มกับหัวยาข้าวเย็น กินรักษามะเร็ง บอกว่าได้ผลดี แต่ผมยังไม่ได้ทดลอง เพราะผมมีลูกว่านอยู่เสมอ ไม่จำเป็นต้องใช้ต้นเลย
            การใช้ลูกว่านขันหมากรักษามะเร็งนั้น ก่อนอื่นต้องกินยาถ่ายโรคที่กล่าวมาเสียก่อน หลังจากนั้นก็ให้กินว่านขันหมากประจำ คืนละ 2 แคปซูล ว่านขันหมากจะเข้าไปฟื้นฟูระบบต่าง ๆ ให้กลับคืน โรคเรื้อรังเช่นมะเร็งเป็นต้นก็จะหายขาด   ถ้าจะให้ดี เพื่อเป็นการป้องกันพิษภัยที่อาจเกิดตามมา ควรกินรางจืดแคปซูลหลังอาหาร มื้อละ 2 แคปซูล   กินติดต่อกันได้ไม่เป็นไร   ทั้งจะช่วยล้างพิษที่อาจติดเข้าไปในอาหารทุกมื้อ และยังสามารถล้างพิษตกค้างในเซลต่าง ๆ ได้อีกด้วย   และกินหนอนตายอยากก่อนอาหารเช้า-เย็น มื้อละ 2 แคปซูล  สมุนไพรตัวนี้มีฤทธิ์ในการควบคุมตัวมะเร็งไม่ให้กระจายออกไป    นี่คือการรักษาที่ไม่ซับซ้อนวุ่นวาย  ไม่ต้องวิ่งหาสมุนไพรมากมายมาทำยา 
 
ตำรับที่ 2. แก้ท้องผูก แก้โรคเรื้อรังทั้งปวง     
            บอระเพ็ด           6          ส่วน                        กระเทียม           3          ส่วน
          พริกไทยล่อน     2          ส่วน                              ขิงแห้ง              1          ส่วน
            ยาดำ                3          ส่วน                              ลูกยอ               เท่ายาทั้งหลาย
คำว่าเท่ายาทั้งหลายคือเอาน้ำหนักยาอื่นๆรวมกันได้เท่าไรก็เอาลูกยอน้ำหนักเท่านั้น ถ้าจะทำยาผงก็ตากหรืออบให้แห้งเสียก่อน   ถ้าจะทำเป็นยาหมักก็เอาทั้งหมดมาตำรวมกัน   ส่วนยาดำก็ต้มเสียก่อนจนละลายแล้วเอามาคลุกยาทั้งหมด 
            วิธีรับประทานก็แบบเดียวกับยาตำรับแรก ถ้าเป็นยาเปียกก็ขนาดหัวแม่มือก่อนนอนวันละครั้ง   ถ้าปรุงตำรับแรกก็ไม่ต้องใช้ตำรับที่ 2 เพราะผลลัพธ์ออกมาเท่ากัน
ตำรับที่ 3. รักษาโรคมะเร็งทั้งปวง
            ทองพันชั่งทั้งห้า              1          ส่วน    เหงือกปลาหมอ              1          ส่วน
            ข้าวเย็นเหนือ                  1          ส่วน    ข้าวเย็นใต้                      1          ส่วน
            พญารากดำ                   1          ส่วน      แก่นขี้เหล็ก                    1          ส่วน
            ฝักราชพฤกษ์                  3          ฝัก
            เอาสมุนไพรแต่ละชนิดล้างสับเป็นชิ้นๆ ตากให้แห้งเสียก่อน           แล้วชั่งให้ได้ตามสัดส่วน (มากน้อยต่างกันนิดหน่อยไม่เป็นไร) ใส่หม้อเคลือบ หรือหม้อแสตนด์เลส หรือหม้อดิน ใส่น้ำให้ท่วมยาให้มากๆ จนเกือบเต็มหม้อนั่นแหละ ต้มให้เดือดอย่างน้อย 30 นาที แต่ภาษาหมอแผนโบราณท่านมักจะบอกว่าต้ม 3 เอาหนึ่ง คือน้ำ 3 ส่วน ต้มเคี่ยวจนเหลือน้ำ 1 ส่วน รับประทานก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1 ถ้วยชาหรือจอกแก้วยาดอง
            ชื่อตัวยาแต่ละชื่อมีลักษณะอย่างไร มีสรรพคุณอย่างไร จะนำมาแนบไว้ข้างท้ายเล่มพร้อมภาพสมุนไพรชนิดนั้นเท่าที่จะหาถ่ายมาได้    แต่โปรดทราบก่อนว่าตำรับยาส่วนมากเป็นของหมอภาคใต้ จึงมีชื่อสมุนไพรบางชนิดของคนใต้เช่นยาหนูต้น รากหมากหมก(หนอนตายอยาก)เป็นต้น บางชื่อผมก็ไม่รู้ว่าหมายถึงสมุนไพรตัวไหน เช่นยาหนูต้น   ต้องสอบถามคนใต้ดูเถิด
 
ตำรับที่รักษามะเร็งผิวหนัง
            ข้าวเย็นเหนือ                  100 กรัม          ข้าวเย็นใต้                      100 กรัม
            กำมะถันเหลือง               100 กรัม           เกลือทะเล                     4 กำมือ
            ต้มเคี่ยวอย่างน้อย 30 นาที กินก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1 ถ้วยชา   เจ้าตำรับบอกว่ายานี้รักษาคนหายมามากแล้ว ที่ไม่หายก็จะยังอยู่สภาพเดิม ไม่ลุกลามต่อไป
            เอาลูกน้อยหน่าตายพรายตากแดดให้แห้งและลูกมะนาวตากแห้งฝนกับน้ำปูนใส ทาแผลมะเร็งจะหายเร็วขึ้น
ตำรับที่รักษามะเร็งทั่วไป
          เปลือกตะโกนา   พริกไทยล่อน น้ำหนักเท่ากัน ทำผงละลายน้ำผึ้ง รับประทานวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าเย็น   ขนาดเม็ดในพุทรา 15วันเห็นผล
ตำรับที่รักษามะเร็งทั่วไป
          ข้าวเย็นเหนือ                  1 ขีด                            ข้าวเย็นใต้                      1 ขีด
            ชิงชี่ยอดแดง                  1 ขีด                            ยาหนูต้น                       1 ขีด
            รากหมากหมก                1 ขีด                            สำลิงา                          1 ขีด
            กระดูกม้า                      1 ขีดครึ่ง
กระดูกม้านั้นย่างไฟให้สุกก่อน แล้วลงหม้อต้มกับตัวสมุนไพรอื่นๆ กินก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1 ถ้วยชา ท่านว่าหายมาหลายคนแล้ว    ชื่อสมุนไพรบางชื่อเป็นภาษาใต้ เช่นยาหนูต้น รากหมากหมก สำลิงา ต้องถามคนแก่ทางใต้พอจะรู้จัก ผมอยู่เหนือต้องไม่รู้แน่   และไม่ค่อยผ่านตา จึงขอออกตัวก่อนครับ
 
ตำรับที่รักษามะเร็งทั่วไป
ทองพันชั่ง          เหงือกปลาหมอ              ข้าวเย็นเหนือ                  ข้าวเย็นใต้
            พญารากดำ      ขันทองพยาบาท             กำแพงเจ็ดชั้น                 หัวร้อยรู
            แก่นไม้สักหิน                  โมกทั้งสอง                     พยับเมฆ(หญ้าหนวดแมว)
ทุกอย่าง 100 กรัม ( 1 ขีด) เท่ากัน   ต้มเคี่ยว กินวันละ 2 เวลา ก่อนอาหารเช้า-เยน ครั้งละ 1 ถ้วยชา ขนานนี้ดูชื่อและสรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิดแล้วน่าสนใจ สมควรหาปรุงให้คนป่วยกิน น่าจะหายเร็วทั้งมะเร็งและโรคเรื้อรังอื่น ๆ ด้วย  
ตำรับที่ 8 รักษามะเร็งทั้งปวง
            กระดูกควายเผือก           ไม้สักหิน            ข้าวเย็นเหนือ                 ข้าวเย็นใต้
            ต้นไข่เน่าทั้งห้า              ทองพันชั่ง          กำมะถันเหลือง               ใบชุมเห็ดไทย
น้ำหนักอย่างละ 100 กรัม เท่ากัน ต้มกินก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1 ถ้วยชา
สำหรับทองพันชั่ง ถ้ามีดอกเหลืองจะให้สรรพคุณดีกว่าอย่างดอกขาวนกกระยาง   ถ้ามีทั้งสองให้
ใช้ทั้งสอง
 
ตำรับที่ 9 รักษามะเร็งทั้งปวง
            เปลือกตะโกนา   พริกไทยล่อน     เหงือกปลาหมอ    หัวไพล   ใบชุมเห็ดเทศ
อย่างละ 100 กรัม ตากแห้ง ทำผง ผสมน้ำผึ้ง กินครั้งละปลายนิ้วก้อยหลังอาหารเช้า-เย็น เจ้ายาบอกว่า 4 อาทิตย์มะเร็งหายหมด 
ตำรับที่ 10 รักษามะเร็งทั้งปวง
          เปลือกตะโกนา            ทองพันชั่งทั้งห้า               พริกไทยดำ  
อย่างละ 100 กรัม ทำผง ผสมน้ำผึ้งกินวันละ 2 เวลาก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1 หัวแม่มือ
คำว่าทั้งห้า หมายถึงเอาทุกส่วนตั้งแต่ราก ต้น เปลือก   ใบ ดอก ผล 
ตำรับที่ 11 รักษามะเร็งต่อมลูกหมาก
            หญ้าลิ้นงู      100 กรัม    รากหญ้าคา   100 กรัม   น้ำตาลทรายแดง 200 กรัม
ใส่น้ำท่วมยา ต้มเคี่ยวให้เดือดอย่างน้อย 30 นาที   ดื่มวันละ 4 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน
กินอย่างน้อย 2 หม้อจึงเห็นผล  ยาขนานนี้จะช่วยกระตุ้นให้ไตทำงานดีขึ้น จึงขับปัสสาวะได้ดี
ตำรับที่ 12 ยาทาแผลมะเร็งผิวหนัง
          แก่นประดู่          แก่นไม้สัก          สมอทะเล          ลูกกระเบา         เนื้อลูกสะบ้า      ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ น้ำหนักเท่ากัน มะพร้าว 1 ซีก สุมไฟแบบเผาถ่าน รองเอาน้ำมันที่หยดจากควันไฟมาทาแผลหายแล
 
ตำรับที่ 13 รักษามะเร็งทั้งปวง
            สารส้ม     แก่นขี้เหล็ก        รากตะโกนา       รากตะโกบ้าน   ข้าวเย็นเหนือ        ข้าวเย็นใต้          รากมะขาม   หนักอย่างละ 100 กรัม   เกลือ 1 ถ้วยชา   ดองสุราครบ 7 วัน รับประทานก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1 ถ้วยชา 
ตำรับที่ 14 รักษามะเร็งทั้งปวง
            ข้าวเย็นเหนือ      ข้าวเย็นใต้         
ต้มใส่น้ำตาลทรายแดงเอารสให้ถูกคอ รับประทานต่างน้ำ ไม่ช้ามะเร็งก็หาย
ตำรับที่ 15 รักษามะเร็งต่อมลูกหมาก
            หญ้าลิ้นงู           1 ตำลึง            ทองพันชั่ง          ถั่วแระ   หมาหมก        
     กำมะถันเหลือง     ข้าวเย็นเหนือ      ข้าวเย็นใต้          อย่างละ 6 บาท 
ต้มดื่มวันละ 3 เวลาหลังอาหาร ครั้งละ 1 ถ้วยชา
ตำรับที่ 16 รักษามะเร็งกรามช้าง
            กรามช้าง   แก่นประดู่          แก่นฝาง            สีเสียดเทศ         ใบทับทิม           เกลือแกง           สัดส่วนเท่ากัน ต้มให้เดือด ใช้ทั้งอมและรับประทานวันละ 3 เวลาหลังอาหาร 1 ถ้วยชา (กรามช้างเป็นสมุนไพรนะครับ เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพัน ใบขนาดฝ่ามือ มีร่องใบชัดเจนคล้ายใบหัวยาข้าวเย็นเช่นกัน เถาเป็นหนามเช่นกัน ยอดสีแดง ทางอีสานเรียกว่าเขียง ถ้าเข้าป่าพบจะถ่ายมาลงในปทานุกรมภาพสมุนไพร )
ตำรับที่ 17 รักษามะเร็งผิวหนัง
            หญ้ายองไฟ       ปูนขาว              ดินประสิว          กำมะถันเหลือง               น้ำตาลโตนด
ตำให้แหลก เอาน้ำมันมะพร้าวตั้งไฟ ใส่ยาจนเดือด แล้วเอาน้ำมันมะพร้าวทาแผลมะเร็ง 
ตำรับที่ 18 ป้องกันมะเร็ง
            ทองพันชั่งทั้งห้า              หญ้าลิ้นงูทั้งห้า   ถั่วแระทั้งห้า       กรูทั้งห้า
สับให้ละเอียด    ตากแดด คั่วไปให้หอม เก็บใส่กระปุก ไว้ชงกินต่างน้ำชา ป้องกันมะเร็งดีนักแล
ตำรับที่ 19 รักษามะเร็งต่อมลูกหมากและทางเดินปัสสาวะ
            หญ้าลิ้นงูดอกขาว           รากหญ้าคา        น้ำตาลทรายแดง 
ต้มเคี่ยวให้นานอย่างน้อยเดือด 30 นาที รับประทานก่อนอาหารเช้า-กลางวัน-เย็น ครั้งละ 1 ถ้วยชา
ประมาณ 3 หม้อหายแน่
ตำรับที่ 20 ป้องกันและรักษามะเร็งทั้งปวง
          หัวไพล     ขิง    กะทือ   กระชาย      พริกไทยแห้วหมู   รากแจง
            ข้าวเย็นเหนือ   ข้าวเย็นใต้    มะขามเปียก       อย่างละ 1 ขีด เกลือทะเล 1 ชาม  
ทำเป็นยาหมักคล้ายกะปิ กินก่อนนอนวันละหัวแม่มือ 
ตำรับที่ 21 รักษามะเร็งเต้านมและมดลูก
            ต้นเขยตายทั้งห้า   ต้มกับน้ำซาวข้าว กินต่างน้ำ   ถ้าเป็นมะเร็งเต้านมให้ใช้ยาพอกด้วย    เอาใบฝ้ายสด   แป้งข้าวหมาก   ข้าวไหม้   ขมิ้นอ้อย   อย่างละ 1 กำมือ ตำให้ละเอียด พอกวันละ 2 ครั้งเช้าเย็น ยาสูตรนี้มีคนใช้หายกันมาก หลวงพ่ออินทร์วัดโขลงคูบัว ราชบุรี ให้แก่น้องชายผมไว้ ต่อมาน้องชายเอาไปรักษาเมียฝรั่งซึ่งหมอบอกว่าเป็นมะเร็งมดลูกขั้นสุดท้าย อยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน เมียฝรั่งกินยานี้จนหาย มีลูกผมแดงได้อีกคนหนึ่ง มีชีวิตจนทุกวันนี้   แต่ครูคนหนึ่งเป็นญาติกัน ให้กินยานี้แต่กินไม่ได้บอกว่าขม จึงไปรักษาที่โรงพยาบาลมหิดลทั้งฉายแสงทั้งฉีดคีโม เป็นครูเบิกค่าใช้จ่ายได้ไม่เป็นไร แต่ชีวิตเบิกคืนไม่ได้ อยู่ได้ไม่นานก็เอาศพกลับไปเผาที่บ้าน
            ต้นเขยตายนี้หาได้ยาก ไปมาทั่วประเทศ พบว่าจังหวัดที่มีเขยตายมากที่สุดคือแพร่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผู้เขียนเอง ยิ่งสมัยเป็นเด็กวิ่งเล่นตามที่รกร้างว่างเปล่า มันมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ใบของมันคล้ายใบลำไย ดอกเหมือนดอกสะเดา ลูกสุกสีชมพู กลม เล็กกว่าผลตะขบหน่อย รสหวาน แต่ถ้าติดเมล็ดจะขมขื่น เด็ก ๆ อย่างผมชอบเก็บกินเล่น (ผมสั่งเมล็ดมาเพาะที่ปากช่อง ไม่ขึ้นแม้แต่ต้นเดียว ฝีมือจริง ๆ) นอกจากเขยตายก็มีตองแตก ที่ชอบขึ้นพื้นที่เดียวกัน แต่เดี๋ยวนี้ถูกถางถูกไถทิ้ง หาได้ยากกว่าเดิม แต่ก็พอหาได้ง่าย ๆ กว่าจังหวัดอื่น ๆ   ถ้าใครต้องการให้โทร.084-1737066 คนนี้มีอาชีพหาสมุนไพรจำหน่ายโดยตรง ผมก็สั่งจากเขาเช่นกัน 
 
ตำรับที่ 22 รักษามะเร็งทั้งปวง
          ข้าวเย็นเหนือ      200 กรัม    ข้าวเย็นใต้    200 กรัม  สมอไทย            15 ลูก
            น้ำตาลทรายแดง    400 กรัม   เกลือสินเธาว์  50 กรัม    หัวร้อยรู             50 กรัม
            ยาดำ    100 กรัม    ใบมะกรูด    50 ใบ ใบมะนาว   50 ใบ     เนื้อมะพร้าว  1 ผล
ต้มรับประทานวันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า-กลางวัน-เย็นและก่อนนอน        หายทุกรายว่างั้น
ตำรับที่ 23 รักษามะเร็งและวัณโรค
          ทองพันชั่งทั้งห้า 100 กรัม เหงือกปลาหมอ 100 กรัม   ข้าวเย็นเหนือ      100 กรัม
            ข้าวเย็นใต้   100 กรัม  พญารากดำ   100 กรัม    ขันทองพยาบาท  50 กรัม
            กำแพงเจ็ดชั้น     50 กรัม   หัวร้อยรู    50 กรัม    แก่นไม้สักหิน       50 กรัม
            โรคทั้งสอง         50 กรัม                        พยับเมฆ            50 กรัม
ต้มเคี่ยวให้เดือดราว 30 นาทีแล้วรินน้ำเก็บไว้   เติมน้ำเคี่ยวอีก ให้ได้ 3 เที่ยว แล้วทิ้งกาก เอาน้ำยามารวมกัน เก็บใส่ตู้เย็นไว้ รับประทานก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ วันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา
ตำรับที่ 24 รักษามะเร็งทั้งปวง
ฝีปลวก 1 รัง     ขมิ้นอ้อย 1 หัวใหญ่        ข้าวเย็นเหนือ 1 ชั่ง        
ข้าวเย็นใต้ 1 ชั่งงาช้าง 1 ชั่ง   เขากวาง 1 ชั่ง   หวายตะค้า 1 ชั่ง 
อแรด 1 ชั่ง   เนระพูสี 1ชั่ง รากกระทงลาย 1 ชั่ง
ต้มกินวันละ 3 เวลา   3-4 หม้อก็หาย (ผมนำมาใส่ให้ครบเครื่อง แต่ไม่น่าใช้เพราะต้องหาสิ่งที่หาได้ยากและเบียดเบียนสัตว์ใหญ่ คงไม่สนุกเท่าไร)
ตำรับที่ 25 รักษามะเร็งทั้งปวง
            ทองพันชั่งทั้งห้า(ดอกสีเหลือง) ต้มกินต่างน้ำทุกวันหายแล  
            ทองพันชั่งดอกสีเหลืองนี้ผมแสวงหาอยู่นาน ในที่สุดก็พบไม้ชนิดหนึ่งมีใบและต้นเหมือนทองพันชั่ง   แต่มีหนามรอบข้อ มีดอกแบบเดียวกับทองพันชั่งแต่สีเหลือง ชาวบ้านบางแห่งเรียกว่าอังกาบ จึงแน่ใจว่าเป็นต้นเดียวกัน ต่อมาไปกินข้าวที่เขาสามมุข ชลบุรี เห็นไม้ชนิดนี้ขึ้นอยู่ตีนเขา ข้างร้านอาหาร จึงหักมาชำไว้ ได้ต้นนี้เป็นแม่พันธุ์มาจนบัดนี้ แต่ยังไม่ได้ขยายพันธุ์เลยครับ ในตำรับยาของร.ต.อ.เปี่ยมบุณยะโชติได้กล่าวสรรเสริญสรรพคุณไว้มากนัก แต่หมออื่นๆไม่มีใครกล่าวถึงเลย แต่มีชื่ออังกาบผสมในตำรับยารักษามะเร็งด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่ายาดีมักมีหนามเหมือนกับหวงต้นไม่อยากให้ใครมาทำลายง่ายๆ 
            วิธีใช้ทองพันชั่งนี้คนโบราณเขามีเคล็ด ต้องเอาธูป 3 ดอกไปพลีคือขอกับต้นทองพันชั่ง เวลาไปอย่าให้เงาทับต้น กล่าวขอว่า“แม่ทองพันชั่งเจ้าขาลูกขออัญเชิญท่านไปเป็นหมอรักษาคนป่วยโรคมะเร็ง เมื่อได้กินแล้วขอให้หายวันหายคืนเถิด แล้วจะทำบุญใส่บาตรกรวดน้ำอุทิศให้” เมื่อกล่าวจบก็ขุดต้นขึ้นมา ล้างให้สะอาด สับเป็นชิ้นๆ ต้มเคี่ยวอย่างน้อย 30 นาที ดื่มก่อนอาหารเช้า-กลางวัน-เย็นและก่อนนอน   มะเร็งมดลูกก็หายมาแล้ว
 
ตำรับที่ 26 รักษามะเร็งทั้งปวง
รากชุมเห็ดไทย    รากทองพันชั่ง       ไม้ขันทองพยาบาท      
หัวหนอนตายอยาก          แก่นปรู             ข้าวเย็นเหนือ     
ข้าวเย็นใต้          อย่างละ 2 ขีด   กำมะถันเหลือง 1 ขีด
ต้มรับประทานเช้า-กลางวัน-เย็น ครั้งละ 1 ถ้วยชา
 
 
ตำรับที่ 27 รักษามะเร็งทั้งปวง
    เหงือกปลาหมอ 2 ขีด     กระชาย  1 ขีด มะคำไก่ 1 ขีด   สมอไทย 1 ขีด   สมอเทศ 1 ขีด
ต้มรับประทานก่อนอาหารวันละ 3 มื้อ ครั้งละ 1 ถ้วยชา
ตำรับที่ 28 รักษามะเร็งทั้งปวง
เปลือกตะโกนา   พริกไทยล่อน      อย่างละ 1 ขีด   ทองพันชั่งทั้งห้า 2 ขีด
ตากแห้งบดผงผสมน้ำผึ้ง รับประทานก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง ๆละปลายนิ้วก้อย
ตำรับที่ 29 รักษามะเร็งลำไส้และแผลลำไส้
  ใบมะขามแขก    3 ขีด     ใบมะขามไทย 3 ขีด       ใบส้มป่อย 50 กรัม ลูกคัดเค้า 1 ขีด
  เนื้อฝักราชพฤกษ์ 50 กรัม   ลูกขี้กาแดง 50 กรัม   ลูกขี้กาขาว 50 กรัม   ยาดำ 20 กรัม
  เกลือสินเธาว์ 50 กรัม     เนื้อมะขามเปียก 1 ขีด   ต้มเคี่ยวไม่ต่ำกว่า 30 นาที รับประทานก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1 ถ้วยชา   หายทุกรายว่างั้น
ตำรับที่ 30 รักษามะเร็งทั้งปวง
กำมะถันเหลือง   3 บาท กระดูกควายเผือก 1 ชั่ง   ข้าวเย็นเหนือ 1 ชั่ง  ข้าวเย็นใต้ 1 ชั่ง       หางไหลแดง   8 บาท   รากระย่อม  8 บาท   กระดูกหมี 22 บาท เถาวัลย์เปรียง 10 บาท
ยาดำ 4 บาท   
ต้มกินวันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร ครั้งละ 1 ถ้วยชา 3 เดือนหายว่างั้น
 
ตำรับที่ 31 รักษามะเร็งและตัวบวมพอง
ขี้เหล็กทั้งห้า   สมอพิเภก   สมอไทย    มะขามป้อม  ใบมะกา  รากตองแตก     หัวแห้วหมู       บอระเพ็ด  ขมิ้นอ้อย   โกฏน้ำเต้า   อย่างละ 3 บาท      เถาวัลย์เปรียง 12 บาท   เทียนทั้งห้า อย่างละ 1 บาท   ยาดำ 2 บาท ดีเกลือฝรั่ง 4 บาท ฝักราชพฤกษ์ 5 ฝัก
ต้มกินทุกเช้า-เย็นก่อนอาหาร ครั้งละ 1 ถ้วยชา แก้น้ำเหลืองเสีย รักษาโรคเรื้อรังทั้งปวงรวมทั้งมะเร็งด้วย
ตำรับที่ 32 รักษามะเร็งลำไส้ และถ่ายน้ำเหลือง
            น้ำมะนาว   1 กระป๋อง     น้ำขมิ้น 1 กระป๋อง    ชุมเห็ดเทศ 1 กระสอบต้มเอาน้ำ 3 กระป๋อง
            ยาดำ   สารส้ม   เกลือแกง   ดินประสิว   ใบส้มป่อย   ใบมะขาม เถาวัลย์เปรียง   แก่นขี้เหล็ก 
             เนื้อไม้ตำเสา   รากตองแตก   ผักเป็ดแดง   ใบมะกา   หัวข่า   หัวปุดเล็ก   หัวปุดใหญ่ หัวไพล
อย่างละ 12 บาท   ต้มเคี่ยวให้เดือดอย่างน้อย 30 นาที   กินเช้า--เย็น ครั้งละ 1 ถ้วยชา    รักษาโรคเรื้อรังได้
ตำรับที่ 33 รักษามะเร็งและโรคเรื้อรัง
            มะกรูด 1 ลูก   กะทือ 1 บาท หัวไพล 1 บาท เกลือ 3 บาท มะขามเปียก 5 บาท 
ตำเข้าด้วยกัน กินเช้า-เย็นครั้งละปลายนิ้วก้อย 
ตำรับที่ 34 รักษามะเร็งทั้งปวง
          ข้าวเย็นเหนือ      ข้าวเย็นใต้          เหงือกปลาหมอแดง        อย่างละ 10 บาท กำมะถันเหลือง 2 บาท
ต้มกินวันละ 3 ครั้งๆละ 1 ถ้วยชา หายทุกราย
ตำรับที่ 35 รักษามะเร็งมดลูก และมุตกิดระดูเสีย
รากกระเทียม      รากยอ   ลูกจันทน์           โคกกะออม        อย่างละ 4 บาท
สารส้ม              ผักกาดน้ำ          อย่างละ 2 บาท
ต้มกินก่อนอาหาร เช้า-กลางวัน-เย็น   ครั้งละ 1 ถ้วยชา
ตำรับที่ 36 รักษามะเร็งมดลูกและมุตกิดระดูเสีย
รากมะละกอ      บานไม่รู้โรยดอกแดง        บานไม่รู้โรยดอกขาว        รากเข็มแดง        เถาอีปล้อง
เถามวก             แก่นฝาง     หญ้าไซ อย่างละ 3 บาท สารส้ม 2 สลึง
ต้มกินก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1 ถ้วยชา
ตำรับที่ 36 รักษามะเร็งและโรคเรื้อรังทั้งปวง
หัวแห้วหมู          เปลือกตะโกนา               รากแจง             เถาวัลย์เปรียง
เปลือกมะคำไก่   หัวกระชาย         สมอไทย            รากขลู่
สัดส่วนเท่ากัน ตากแห้ง บดเป็นผง ผสมน้ำผึ้งปั้นลูกกลอน รับประทานเช้า-เย็น       ครั้ง 3 เม็ดลูกกลอน
            ตำรับที่ 37 รักษามะเร็ง
          ข้าวเย็นเหนือ      ข้าวเย็นใต้          รากตะลุ่มนก      ไม้หมีกัด            ไม้ฟ้าผ่า            กระดูกช้าง
            กระดูกควายเผือก   กระดูกหมาดำ   กระดูกเสือ      กระดูกเลียงผา   กระดูกแรด         กระดูกกวาง
            กระดูกจระเข้      รากไม้ค้อนตีหมา            ยาหนูต้น           ขี้เหล็กทั้งห้า       รากข่อย รากไทรย้อย
            ตำเสาทั้งห้า       รากกำจาย         รากกระดูกไก่ขาว            รากกระดูกไก่ดำ  รากปลาไหลเผือก
            แก่นขนุน           รากหนอนตายอยาก        แก่นสักขี            ชุมเห็ดเทศ         บอระเพ็ด    หัศคุณไทย
            หัศคุณเทศ         ต้นตายปลายเป็น                สลัดได   เจตมูลเพลิง   น้ำตาลโตนด   หน่อมะพร้าวงอก
ทั้งหมดสัดส่วนเท่ากัน ต้มเคี่ยวให้เดือดอย่างน้อย 30 นาที รับประทานก่อนอาหารเช้า-กลางวัน-เย็น ครั้งละ 1 ถ้วยชา   ห้ามอาบน้ำ 7 วัน ห้ามของแสลง 7 เดือน
            ยาขนานนี้ผมนำมาลงให้ศึกษา แต่ไม่น่าใช้เป็นยาเพราะหาสมุนไพรยาก โดยเฉพาะกระดูกสัตว์ป่า   และตัวยาก็มากเกินไป    ความจริงตำรับที่มีตัวยาหลายสิบตัวผมตัดทิ้งหมด บางตำรับแทบจะยกปทานุกรมพืชสมุนไพรมาทำยาเลยทีเดียว คล้ายกับว่าผู้ปรุงยาพบเห็นอะไรข้างทางเดินล้วนจับมาทำยาหมด      ถ้าเป็นเช่นนั้นไม่เห็นจะตั้งตำรับให้จดจำกันทำไม   บอกไปเลยว่าสมุนไพรต้นไม้พันธุ์ไม้ทุกชนิดเจออะไรก็เอามาต้มเป็นยารักษาโรคได้   แบบนี้มันไม่มีหลัก 
 
ตำรับที่ 38 รักษามะเร็งทั้งปวง
            เถาก้องแกลบ    พยับหมอก          กระแตไต่ไม้       รากระย่อม         เกล็ดนาคราช     ทองพันชั่ง
            ถั่วแระ   กระดูกควายเผือก           สำลิงา ชิงชี่ยอดแดง      หมากหมก(หนอนตายอยาก) รากหนูต้น
ทั้งหมดอย่างละ 6 บาท หญ้าลิ้นงู 4 ขีด   ข้าวเย็นใต้ครึ่งกิโลกรัม   ต้มรับประทานเช้า-เย็น 3-4 หม้อ 
 
 
ตำรับที่ 39 รักษามะเร็งมดลูก
          ข้าวเย็นเหนือ      ข้าวเย็นใต้     อย่างละ 10 บาท    บานไม่รู้โรยดอกขาว        บานไม่รู้โรยดอกแดง        กระดูกกูรำ         รากกำจาย   รากหนอนตายอยาก        ขันทองพยาบาทเถาวัลย์เปรียง     สารส้ม รากกล้วยตีบ      รากผักหนาม    ก้องแกลบ    งวงตาล    ดินประสิว   อย่างละ 1 บาท 
ต้มกินเช้า– เย็น ครั้งละ 1 ถ้วยชา หายแน่นอนว่างั้น
 
ตำรับที่ 40 รักษามะเร็ง ฝีภายใน
          รากครอบจักรวาล    รากเฉียงพร้านางแอ   รากชุมเห็ดเทศ    ต้มดื่มวันละ 3 ครั้ง ๆละ 1 ถ้วยชา
ตำรับที่ 41. รักษามะเร็ง ฝีภายใน
ย่านาง   เปล้าน้อย           เปล้าใหญ่          กระวาน กานพลู หัวไพล สีเสียดเทศ
น้ำหนักเท่ากัน   บดเป็นผง ใช้น้ำซาวข้าวเป็นกระสาย กินก่อนอาหาร เช้า-เย็น
ตำรับที่ 42.รักษามะเร็ง
ชุมเห็ดเทศทั้งห้า ๔ บาท ขมิ้นอ้อย ๔ บาท            ฟ้าทะลายโจร ๒๐ บาท
ข้าวเย็นเหนือ ๔ บาท      ข้าวเย็นใต้ ๔ บาทบานไม่รู้โรยดอกขาวทั้งห้า ๔ บาท
ทองพันชั่งทั้งห้า ๔ บาท ยาดำ ๕ บาท
ต้มรับประทานวันละ ๑ ครั้ง หลังอาหารเย็น ต้องหายภายใน ๔ หม้อว่างั้น
 
ตำรับที่ 43. รักษามะเร็ง
หัวข่า    แสมสาร     แสมทะเล     หัวหอม  ดีเกลือ      หัวกระชาย
น้ำหนักเท่ากัน ต้นกินวันหละ ๑ ครั้ง หลังอาหารเย็น หรือก่อนนอน
ตำรับที่ 44. รักษามะเร็ง
หัวไพล             กะทือ                กะเทียม             พริกไทย ขิง
ข่า        ดีปลี     ว่านเปราะ          ว่านร่อนทอง       ว่านกลีบแรด
รากช้าพลู          เกลือทะเล         เกลือสินเธาว์      ยาดำ    มหาหิงคุ์
            น้ำหนักเท่ากัน แล้วเอาสมอไทยและสมอเทศน้ำหนักเท่ายาทั้งหมดรวมกัน ทำผงแล้วผสมน้ำผึ้งปั้นเม็ดลูกกลอน (ลูกกลอนไม่ได้หมายถึงมีสารเสตอรอยด์สักหน่อย) รับประทานก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๓ เม็ด นอกจากรักษามะเร็งแล้วยังรักษาโรคเรื้องรังต่าง ๆ เช่นปวดเมื่อยตามข้อตามกระดูก แก้หอบ หืด แก้ไอ แก้เหน็บชา แก้กษัย ๑๐๘ จำพวก   เรียกว่ารักษาทั้งระบบ ก็เป็นแบบนี้เกือบทุกตำรับ แต่จะใช้คำว่ารักษามะเร็งเป็นหลัก
 
 
ตำรับที่ 45 รักษามะเร็ง
ขิง        ไพล      ขมิ้นอ้อย            ขมิ้นชัน             กะทือ                ดีปลี
ว่านกลีบแรด      ว่านน้ำ สมอไทย           สมอพิเภก สมอเทศ    น้ำหนัก ๑ ขีด เท่ากัน       
เนื้อฝักราชพฤกษ์ ๑๐ ฝัก     เกลือทะเล    เกลือสินเธาว์ อย่างละ ๑ ถ้วยแกง
ยาดำ ๒ ขีด       มะขามเปียก ๓ ขีด
 ตำผสมกันทำเป็นยาหมักคล้ายกะปิ รับประทานก่อนนอน วันละ ๑ ข้อหัวแม่มือ แก้โรคทั้งปวง ปวดเมื่อยตามเส้นก็ได้ ใช้ได้ทั้งหญิงและชาย   กะเทยก็ไม่ห้าม บำรุงเลือดก็ได้ ทำให้ผิวพรรณสวยงาม
ตำรับที่ 46 รักษามะเร็งและโรคเรื้อรัง
ข้าวเย็นเหนือ      ข้าวเย็นใต้          แห้วหมู              เนระพูสี             บอระเพ็ด
สัดส่วนเท่ากัน ใส่โหลดองสุราให้ท่วมยา ใส่พิมเสนสักหยิบมือ เก็บไว้อย่างน้อย ๗ วัน
รับประทานก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา
ตำรับที่ 47 รักษามะเร็ง และโรคเรื้อรัง
กรุงเขมา            รากแฝกหอม      รากคัดเค้า         แก่นสน ดอกบุนนาค
โกฏจุฬาลำพา    ใบมะนาว          พริกไทย ขิง        ยาดำ น้ำหนัก๕๐ กรัมเท่ากัน
ต้มเคี่ยวให้เดือดอย่างน้อย ๓๐ นาที รับประทานหลังอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา
ตำรับที่ 48 รักษามะเร็ง
กระดูกควายเผือก     เปลือกต้นไข่เน่า     เนื้อไม้สัก     ข้าวเย็นเหนือ        ข้าวเย็นใต้
อย่างละ ๕ ตำลึง    ขันทองพยาบาท ๑ ตำลึง     ฟ้าทะลายโจร เท่ายาทั้งหลาย
ทำเป็นยาผง รับประทานกับน้ำร้อน ก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๓ ช้อนชา   แต่ผมว่าหาแคปซูลมาใส่ กินครั้งละ ๓ แคปซูล ง่ายกว่าเยอะ เพราะเป็นยาขม คนไม่ชอบขม แค่ถูกลิ้นก็อ๊วกแล้ว    แต่ยาที่เข้าฟ้าทะลายโจรนี่กินนาน ๆ ไม่ค่อยดี ยิ่งสูงอายุยิ่งไม่ควรกินติดต่อกันนาน จะทำให้การหมุนเวียนโลหิตเสีย เพราะเป็นยาที่เย็นมาก ผมลองกินติดต่อกัน ๒ อาทิตย์ เกิดชาตามมือตามเท้า ต้องแก้ด้วยยาเบญจกูล   ถ้าช้าอาจเกิดอัมพฤกษ์ ถ้าจะใช้จริง ๆ ต้องผสมขิง และพริกไทย ลงไปด้วย  
ตำรับที่ 49 รักษามะเร็ง 
เปลือกตะโกนา   พริกไทยล่อน      เหงือกปลาหมอ หัวไพล
ใบชุมเห็ดเทศ     อย่างละ ๓ บาท     ยาดำ ๒ บาท  
ตำผง ผสมน้ำผึ้ง รับประทานก่อนอาหารเช้า-เย็น ขนาด หัวแม่มือ
 
 
ตำรับที่ 50 รักษามะเร็ง
ข้าวเย็นเหนือ      ข้าวเย็นใต้          หัวกะทือ            อย่างละ    ๕ บาท
เกลือทะเล ๑๐ บาท       เกลือสินเธาว์ ๕ บาท     ยาดำ ๔ บาท   มะขามเปียก ๑๐   บาท
ตำให้เข้ากันดี ทำเป็นยาหมักแบบกะปิ เก็บใส่กระปุกไว้กิน   รับประทานก่อนนอน วันละ หัวแม่มือ
ตำรับที่ 51   รักษามะเร็ง
ทองพันชั่งทั้งห้า เปลือกตะโกนา   พริกไทยล่อน      อย่างละ ๕ ตำลึง
ทำเป็นยาผง ผสมน้ำผึ้งปั้นลูกกลอน รับประทานหลังอาหารเช้า-เย็น ขนาดหัวแม่มือ
ตำรับที่ 52 รักษามะเร็ง
ข้าวเย็นเหนือ      ข้าวเย็นใต้          แก่นขี้เหล็ก        เปลือกตะโกนา เกสรบัวทั้ง ๕ ชนิด
หนักอย่างละ ๒ บาท   เกลือ ๑ ถ้วยชา    มะขามเปียก ๔ บาท
ดองสุราครบ ๑๐ วัน จึงรับประทานวันละ ๒ ครั้ง หลังอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา
 (เรื่องก่อนหรือหลังอาหารนี่อย่าได้เคร่งครัดนัก ขอให้เป็น ๒ เวลา เช้า-เย็น เป็นใช้ได้
ตำรับที่ 53 รักษามะเร็ง
            เกลือทะเล ๔ บาท          เกลือสินเธาว์ ๑ บาท        ไพล ๖ บาท              มะขามเปียก ๖ บาท  
ยาดำ ๖ บาท   ข้าวเย็นเหนือ ๖ บาท ข้าวเย็นใต้ ๖ บาท    ทองพันชั่ง ๖ บาท   พริกไทยล่อน ๓ บาท       ยาทั้งหมดนี้ให้ทำเป็นผง บรรจุแคปซูลก็ได้ ผสมน้ำผึ้งปั้นลูกกลอนก็ได้ (แต่อย่าบอกแพทย์นะ เขาจะว่ากินยาผสมสารเสตอรอยด์) ให้รับประทานก่อนนอน ครั้งละหัวแม่มือ หรือ ๕ แคปซูล    ยาสูตรนี้น่าปรุงที่สุด ถ้าผมจะปรุงยารักษาโรคมะเร็งและโรคเรื้อรังจำหน่าย ผมจะใช้สูตรนี้แหละ ไม่ห้ามไม่หวง ไม่กลัวคู่แข่ง ใครก็ได้ทำจำหน่ายเถิด จะได้ช่วยคนป่วยมะเร็ง 
 
ตำรับที่ 54 รักษามะเร็งและฝีทั้งปวง
            ทองพันชั่ง ๒ บาท           ฝีหมอบ ๑ บาท           หัวร้อยรู ๒ สลึง            เปลือกขี้หนอน ๑ บาท   กำแพงเจ็ดชั้น ๒ บาท    เหงือกปลาหมอ ๒ บาท     ข้าวเย็นเหนือ ๒ บาท     ข้าวเย็นใต้ ๒ บาท       ขันทองพยาบาท ๑ บาท     แก่นไม้สัก ๑ บาท 
นำยาทั้งหมด ทำความสะอาดให้ดี สับเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ใส่หม้อดิน หรือหม้อแสตนด์เลส ใส่น้ำให้เยอะ ๆ หน่อย ต้มให้นาน เดือดอย่างน้อย ๓๐ นาที รับประทานก่อนอาหาร เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน ครั้งละ ๑ ถ้วยชา หายแน่ เชื่อสิ    แต่การทำยาต้มนี่นะ ให้ต้มเคี่ยวแบบ ๓ เอาหนึ่ง แล้วเทใส่ภาชนะไว้ แล้วใส่น้ำขนาดเดียวกัน ต้ม ๓ เอาหนึ่ง เช่นกัน ทำ ๓ เที่ยว แล้วเอาน้ำยาทั้งหมดมารวมกัน เก็บใส่ภาชนะแช่ตู้เย็นไว้ดื่ม หรือใส่หม้อเคลือบไว้ ตั้งไฟอุ่นทุกเช้า-เย็น จะได้ตัวยาที่สม่ำเสมอ รักษาโรคได้ประสิทธิภาพนัก   ส่วนกากยาก็เททิ้งไป
ตำรับที่ 55 รักษามะเร็งและฝีทั้งปวง
ข้าวเย็นเหนือ     ข้าวเย็นใต้          หัวยั้ง    รากมะกรูด
ใบพลูแก      ใบพลูคาว   กำมะถัน             รากสะแก
ต้มเอาน้ำรับประทานหลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน ครั้งละ ๑ ถ้วยชา   หายจริง มีคนหายมาแล้วครับ   ถ้ายาต้มกินยากก็ให้บดเป็นผง บรรจุแคปซูล รับประทานครั้งละ ๓ แคปซูล เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน  
ตำรับที่ 56 รักษามะเร็งและฝีทั้งปวง
ข้าวเย็นเหนือ     ข้าวเย็นใต้     ใบส้มป่อย     ใบส้มเสี้ยว
ใบมะขาม     ใบมะกา     ลูกสมอไทย    และยาดำ อย่างละ ๑ บาท
ต้มเคี่ยวให้เดือดอย่างน้อย ๓๐ นาที รับประทานก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา
ตำรับที่ 57 รักษามะเร็งและฝีทั้งปวง
หัวไพล ๑๕ บาท           ขมิ้นอ้อย ๙ บาท      ยาดำ ๕ บาท
มหาหิงคุ์ ๔ บาท     เกลือสินเธาว์ ๔ บาท     ดีเกลือ ๔ บาท
เกลือทะเล ๑๑ บาท     มะขามเปียก ๑๑   บาท     พริกไทยล่อน ๕ บาท
ต้มกินก่อนนอนวันละ ๑ ถ้วยชา หรือทำเป็นยาหมักแบบกะปิ กินก่อนนอน ครั้งละ หัวแม่มือ    หายแน่
ตำรับที่ 58 รักษาอัมพฤกษ์ อัมพาต
ใบบัวบก            เปลือกมะรุม       เกลือทะเล         หมาก               เบี้ยจั่น               ฟืน
            ต้มรับประทานต่างน้ำ หายแน่นอน ( แต่ผมหมอเมืองไม่แน่ใจนะครับ ผมว่ามันผิดหลัก อัมพฤกษ์ อัมพาต มันเกิดมาจากเส้นเลือดในสมองตีบ หรือแตก มันควรใช้ยาร้อนมากกว่ายาเย็น อย่างเปลือกมะรุมนี่พอเห็นด้วย นอกนั้นสงสัยครับ แต่ก็ลงไว้เพื่อแสดงภูมิปัญญาแพทย์ชนบทแต่ละแห่ง หรือแต่ละท่าน   หรือเอาไว้เป็นหลักฐานให้แก่นักค้นคว้าทางการแพทย์นำไปวิจัยแยกแยะหาเหตุผลกันต่อไป
ตำรับที่ 59  รักษาอัมพฤกษ์ อัมพาต
ผักเสี้ยนผี ๑ กิโลกรัม    ใบหนาด ๒ บาท            ฝักราชพฤกษ์ ๓ ฝัก
เถาวัลย์เปรียง ๑ ตำลึง ยาดำ ๒ บาท
ต้มรับประทาน หลังอาหารเช้า – เย็น     ครั้งละ ๑ ถ้วยชา   ๓-๔ หม้อ หายแล ว่างั้น
ตำรับที่ 60 รักษาอัมพฤกษ์ อัมพาต
            ขนานนี้ยกปทานุกรมพืชมาทำยาเลยครับ แต่นำมาให้ดูเป็นตัวอย่างยาที่มีตัวยามาก นี่ยังไม่เกินไปนะครับ บางขนานมีไม่ต่ำกว่าร้อยชนิด หมอผู้หาตัวสมุนไพรมาทำยาจะตายก่อนคนป่วยด้วยซ้ำ 
            ขี้เหล็กทั้งห้า       มะคำไก่ทั้งห้า     แก่นลั่นทม         ขมิ้นเครือ           เถาวัลย์เปรียง     สมอทะเล          แสมสาร            เปล้าน้อย           เปล้าใหญ่          ปลาไหลเผือก     ดีงูต้น                เหมือดคน
            ขันทองพยาบาท ฝิ่นต้น               ข่าต้น                ขมิ้นอ้อย            กะทือ                ไพล
            กระชาย             เปราะหอม         เถาวัลย์เหล็ก      พญามือเหล็ก     สมอไทย            สมอเทศ
            กำลังวัวเถลิง      กำแพงเจ็ดชั้น     ใบมะกา            โกฏิทั้ง ๙          หัวดองดึง          เทียนทั้งห้า
            ลูกจันทน์           ดอกจันทน์         กระวาน             กานพลู             ดอกคำฝอย        สารส้ม
            เถาสะค้าน         รากเจตมูลเพลิง ขิงแห้ง              ฝักราชพฤกษ์      เกลือกสินเธาว์    ยาดำ
อย่างละ ๒ บาท หรือจะมากว่านี้ก็ได้ แต่ต้องมีอัตราส่วนเท่ากัน    เป็นตัวยามากว่า ๕๐ ชนิด ยาที่ใช้สมุนไพรมากชนิดส่วนมากจะทำเป็นยาผง กินกับน้ำร้อน ครั้งละ ๑ ช้อนคาว หลังอาหารเช้า-เย็น และก่อนนอน 
ตำรับที่ 61 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
            หัวแห้วหมู          สะค้าน              ขิง                    ข่า                    ไพล                  กระชาย
            กะเทียม             ช้าพลู                แกแล                รากแจง             ลูกคัดเค้า
            สมอไทย           สมอเทศ            แสมทะเล          เถาวัลย์เปรียง     ยาดำ   
ทั้งหมดสัดส่วนเท่ากัน   ตากแห้ง   ทำเป็นยาผง บรรจุแคปซูล หรือผสมน้ำผึ้งปั้นเม็ดลูกลอนก็ได้ รับประทานก่อนนอน ครั้งละ ๕ แคปซูลหรือเม็ดลูกกลอน    เป็นยาระบายถ่ายคล่อง สมควรกินเวลาเดียวคือ ก่อนนอน ถ้ากิน ๓ เวลา หลังอาหาร ก็ต้องถ่ายวันละมากกว่า ๓ เวลา คนป่วยเดินไม่ได้ก็เดือดร้อนคนดูแล เอากะโถนอึไปทิ้งทั้งวัน    แต่ให้สังเกตให้ดี คนเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตนี้มักเกิดจากท้องผูกก่อนนะครับ   ความจริงท้องผูกนี้เป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังทั้งหลายทั้งปวงเลยทีเดียว    คนที่ถ่ายวันละหลาย ๆ ครั้งมักไม่มีปัญหา (ยกเว้นคนป่วยโรคเอดส์ ท่าจะแย่หน่อย) อย่างมากก็ลำไส้เป็นแผลเรื้อรัง กินหนอนตายอยากอย่างเดียวก็หายวันหายคืน อย่าวิตกกังวลไปเลยครับ 
 
ตำรับที่ 62 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
พริกไทยล่อน      เปลือกมะรุม       ขิง        รากชุมเห็ดไทย
                                        สมุลแว้ง            สะค้าน           ช้าพลู     พิมเสนต้น
ทำเป็นยาผง เอาน้ำส้มซ่าเป็นกระสาย (น้ำร้อนง่ายดีครับ) รับประทานหลังอาหาร เช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนคาว จะหายในไม่ช้า ขนานนี้เข้าท่าดี เพราะเป็นยาร้อน จะทำให้โลหิตเดินสะดวก เส้นประสาททำงานได้คล่องตัว 
ตำรับที่ 63 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หัวหอมแดง        รากขี้กาแดง       รากมะอึ ก          แก่นสน บอระเพ็ด           สมอไทย
ต้มรับประทานก่อนอาหารเช้า-เย็น และก่อนนอน ครั้งละ ๑ ถ้วยชา ไม่เกิน ๔ หม้อ หายแน่ ว่างั้น (หมายถึงเจ้ายาว่าไว้นะครับ)
ตำรับที่ 64 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
แก่นสน             แก่นจันทน์                     กรุงเขมา                        กะพังโหม
ต้มเคี่ยวให้เดือดอย่างน้อย ๓๐ นาที รับประทานก่อนอาหาร เช้า- กลางวัน-เย็น และก่อนนอน ครั้งละ ๑ ถ้วยชา(ขนานนี้รักษาลม ตามความเชื่อว่าโรคนี้เกิดจากลมอัมพฤกษ์และลมอัมพาต  ความรู้ผมไม่ถึง ไม่กล้าวิจารณ์ เพราะเรามักวิจารณ์จากความรู้ของคนสมัยใหม่ แต่ให้ดูการฝังเข็มของหมอจีนสิ มันเหนือสรีรวิทยาและกายวิภาคศาสตร์แผนปัจจุบัน เขาทำได้ และหายจริง ทำให้เลือดหยุดไหล สกัดความเจ็บปวด ทำได้หมด
ตำรับที่ 65 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
แก่นมะซาง        เปลือกมะซาง     เปลือกไข่เน่า      ชะเอมเทศ         สักขี
จันทน์แดง         จันทน์ขาว         ดอกพิกุล            ดอกบุนนาค       ดอกสารภี
เกสรบัวหลวง หนักอย่างละ ๔ บาท
ต้มหรือทำผงก็ได้ ละลายน้ำดอกไม้แทรกพิมเสนเป็นกระสาย เป็นยาแก้โรคลม บำรุงหัวใจ )
ตำรับที่ 66 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
            เถารางแดง        เถาวัลย์เปรียง     สมุลแว้ง            ดอกมะลิ           ดอกพิกุล           ดอกบุนนาค
            เกสรบัวหลวง     เกสรบัวสัตตบงกช           จันทน์ขาว          จันทน์แดง         กฤษณา             กะลำพัก
            แฝกหอม           รากมะนาว                     เปราะหอม                     โกฏหัวบัว
ทั้งหมดใช้น้ำหนักเท่ากัน จะใช้มาตราส่วนแบบไหนก็ได้ ตากแห้ง บดเป็นผง   รับประทานกับน้ำร้อน ครั้งละ ๑ ช้อนคาว ๓ เวลา หลังอาหาร         ดูตัวยาสมุนไพรแต่ละชนิดก็ล้วนเป็นยาหอมแก้โรคลมทั้งนั้นครับ เพราะคนโบราณท่านเรียกว่าลมอัมพฤกษ์ ลมอัมพาต            เวลานวดท่านก็กดที่จุดลมเช่นกัน แต่ร่างกายของเรานี้มันเร้นลับอยู่นะครับ   พริกเข้าตาเอาน้ำรดหัวแม่เท้ามันยังหาย   ตาเป็นต้อ เอายาพอกที่ข้อมือก็ยังหาย สตรีคลอดลูกเลือดตกหนัก เอายาพอกหัวแม่เท้าเลือดยังหยุดไหล หาเหตุผลไม่ได้ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
 
ตำรับที่67 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ดีงูเหลือม    ๔ บาท        พิมเสน   ๔ บาท    รากพริกไทย ๘ บาท       รากกรุงเขมา ๘ บาท
ทำเป็นยาผงละลายน้ำผึ้ง รับประทานหลังอาหาร เช้า-เย็น ครั้งละ หัวแม่มือ จะพูดได้ชัดเจนขึ้น
ตำรับที่ 68 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หญ้าปากควาย    ใบพลูแก่    ใบผักคราดหัวแหวน      ใบแมงลัก
ใบพรมมิ            ข่าตาแดง    สารส้ม        เกลือทะเล
สัดส่วนเท่ากัน ทำเป็นยาผง ละลายสุราแทรกพิมเสนหยิบมือ รับประทานก่อนอาหารเช้า-เย็น หายจากลิ้นกระด้างคางแข็ง (ตำราของพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน)
ตำรับที่ 69 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หัสคุณไทย         หัสคุณเทศ         เปล้าน้อย           รากเจตมูลเพลิง
ยางสลัดได     ตรีกฏุก     รากตองแตก       เทียนดำ
ทำเป็นยาผง รับประทานกับสุรา หรือน้ำร้อน ก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๒ ช้อนชา
ตำรับที่ 70 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หัวไพล ใบพลับพลึง       เทียนดำ อบเชย   อย่างละ ๒ บาท ใบมะขาม ๑๖ บาท
ตำให้ละเอียด ห่อผ้า นึ่งให้ร้อน ใช้ประคบเส้นทุกวัน ๗ วันจึงจะหาย
 
ตำรับที่ 71 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ลูกพิลังกาสา      ผักแพวแดง        กระวาน             การบูร               ว่านน้ำ              มหาหิงคุ์
พริกไทยล่อนเท่ายาทั้งหลาย    ทำเป็นยาผง ละลายน้ำร้อนหรือสุรา
รับประทานก่อนอาหาร เช้า-เย็น ครั้งละ ๒ ช้อนชา ๓-๔ อาทิตย์จะหายจากโรคแล.
ตำรับที่ 72 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หัวไพล              พริกไทยล่อน
 น้ำหนักเท่ากัน ทำเป็นผง ละลายน้ำผึ้งรับประทานครั้งละหัวแม่มือ ก่อนอาหารเช้า-เย็น  กิน ๑ เดือน โรคร้ายหายหมด กิน ๒ เดือน ผิวพรรณสวยงามดุจวัยรุ่น 
ตำรับที่ 73 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หัวขิง                หัวข่า                หัวกะทือ            หัวกระชาย         หัวไพล      กระเทียม
พริกไทยล่อน      ดอกดีปลี           ยาดำ    หนักอย่างละ ๑ ขีด        เกลือทะเล ๓ ขีด
ทำเป็นยาผง กินกับน้ำร้อน หลังอาหารเช้า และก่อนนอน ครั้งละ หัวแม่มือ
ทำให้การหมุนเวียนโลหิตดีมาก รักษาได้ทุกโรค
ตำรับที่ 74 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หัวขิง    หัวข่า    หัวไพล     หัวกะทือ     พริกไทย      ดีปลี     กระเทียม     ดองดึง     กระวาน
กานพลู      สะค้าน         ช้าพลู     รากเจตมูลเพลิง     เจตพังคี     เกลือทะเล    มหาหิงคุ์     ยาดำ
น้ำหนักเท่ากัน ทำเป็นยาผง กินกับน้ำร้อน หรือสุรา ก่อนอาหารเช้า- เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง
ตำรับที่ 75 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หัวไพล     หัวกะทือ     หัวขิง     หัวกะชาย      แห้วหมู     พริกไทย
รากแจง      ข้าวเย็นเหนือ      ข้าวเย็นใต้     มะขามเปียก   อย่างละ ๑ ขีด      เกลือทะเล ๑ ชาม
ทำเป็นยาผง กินกับน้ำร้อนหรือสุรา ก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง
ตำรับที่ 76 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ขมิ้นอ้อย     ขิง      พริกไทย     สารส้ม     เกลือทะเล     ดินประสิว
น้ำหนักเท่ากัน   ทำเป็นยาผง รับประทานกับน้ำร้อนวันละ ๓ ครั้ง ก่อนอาหาร ครั้งละ ๑ ช้อนแกง   หายภายใน ๑ เดือน
ตำรับที่ 77 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
            ดีปลี                ช้าพลู                สะค้าน              เจตมูลเพลิง       ขิง                    พริกไทย
            แก่นสน             ลูกจันทน์                       ดอกบุนนาค       อย่างละเท่ากัน
ทำเป็นยาผง กินกับน้ำร้อน หรือสุรา ก่อนอาหาร เช้า-กลางวัน – เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง หายแล
ตำรับที่ 78 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ขนานนี้มีคนกล่าวขานกันมากว่ารักษาคนหายมาหลายคนแล้ว ดูตัวยาแล้วเห็นจะจริง
            ดอกดีปลี           ช้าพลู                สะค้าน              เจตมูลเพลิง       ขิง        พริกไทย
            เปลือกกุ่มน้ำ      เปลือกกุ่มบก      เปล้าใหญ่          เปล้าน้อย           แสมทะเล          สักขี
            แก่นสน             ข่าตาแดง          ข่าใหญ่             ข่าต้น                กระชาย             หัวไพล
            หัวกะทือ            หัวแห้วหมู          มะตูมอ่อน         ผิวมะกรูด          เทพทาโร            แก่นกันเกรา
            แก่นประดู่          เถาวัลย์เหล็ก      เถาวัลย์เปรียง     แก่นขี้เหล็ก        รากมะรุม           รากเจตพังคี
            บอระเพ็ด           ว่านน้ำ เป็นยา ๓๒ ชนิด เท่ากับอาการ ๓๒ 
ยาทั้งหมดใช้น้ำหนักเท่ากัน         ทำเป็นยาผง   กินกับน้ำร้อน หรือน้ำผึ้ง หรือน้ำสุรา ก่อนอาหาร เช้า-กลางวัน-เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง    ขนานนี้ผมจะปรุงไว้นะครับ   ใครต้องการก็โทร.สอบถามได้ 081-1795197
ตำรับที่ 79 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
เหงือกปลาหมอ   ๑ ตำลึง           เปลือกมะรุม   ๑ ตำลึง   หมาก ๒ ซีก     เบี้ย    ๓ ตัว
ต้มรับประทานก่อนอาหาร เช้า กลางวัน –เย็น และก่อนนอน มื้อละ ๑ ถ้วยชา หายทุกรายว่างั้น
ตำรับที่ 80 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
เทียนดำ             เทียนขาว           เจตมูลเพลิง       อย่างละ ๒ บาท
พญามือเหล็ก     กระวาน             กานพลู             อย่างละ ๔ บาท
ขิงแห้ง                         รากระย่อม         ดอกดีปลี           อย่างละ ๔ บาท
         ลูกผักชี              การบูร                                      อย่างละ ๔ บาท
 โกฏสอ                         โกฏเขมา           โหราเท้าสุนัข       อย่างละ ๑๐ บาท
                                 รงทองสะตุแล้ว    ๑๒ บาท                      ยาดำ       ๘ บาท
ทำเป็นยาผง ผสมน้ำผึ้งปั้นลูกกลอน    รับประทานก่อนอาหาร เช้า-เย็น ครั้งละ ๓ เม็ด   หายหมด
 
ตำรับที่ 81 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
มะกรูด              มะคำดีควาย      อย่างละ ๑๕ ผล
เถาวัลย์เปรียง     แก่นขี้เหล็ก        อย่างละ ๑๕ บาท
ยาดำ    ดีเกลือฝรั่ง         อย่างละ    ๖ บาท
เกลือทะเล  ๓ กำมือ   ใบมะกา    ๓ บาท             ใบส้มป่อย   ใบมะขาม   อย่างละ ๒ บาท
ขี้กาแดง ๓ ลูก              ฝักราชพฤกษ์ ๕ ฝัก ชุมเห็ดใหญ่ ๑ ต้น
ต้มให้เดือดอย่างน้อย ๓๐ นาที รับประทานก่อนอาหารเช้า   กลางวัน เย็น   ครั้งละ ๑ ถ้วยชา   หายแล
ตำรับที่ 82 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
            ใบสวาด                 หัวไพล        เถาเอ็นอ่อน     ผักเป็ดขาว   อย่างละ ๑ กิโลกรัม   ตำคั้นเอาน้ำทอดในน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันปาล์ม จนเด็ดน้ำแล้ว เอา การะบูร   ๑ กิโลกรัม      พิมเสน ๕ บาท          เมนท่อล ๑ บาท  ใส่ในโหลแก้วให้มันละลายก่อน แล้วเอาผสมลงในน้ำมันสมุนไพรที่ได้มา
เอาน้ำมันนี้ไว้ทา   ส่วนกากยาที่ตำคั้นเอาน้ำแล้วนั้น ให้ปั้นเป็นลูกกลอน รับประทานก่อนอาหาร เช้า-กลางวัน-เย็น   ห้ามอาบน้ำ ๗ วัน หายแล
ตำรับที่ 83 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
แสลงใจทั้งห้า    สัตตบรรณทั้งห้า             มะคำไก่ทั้งห้า
แจงทั้งห้า          เลี่ยนทั้งห้า         ขี้เหล็กทั้งห้า     เถาวัลย์เปรียงทั้งห้า         
น้ำหนักเท่ากัน ต้มรับประทานก่อนอาหาร เช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา
ตำรับที่ 84 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
พริกไทยล่อน      เปลือกมะรุม       ขิง        มะแว้งทั้งห้า
เทียนเยาวภาณี   ยาดำ    ชะลูด    สะค้าน พิมเสนต้น
น้ำหนักเท่ากัน ตากแห้งทำผง รับประทานกับน้ำร้อนก่อนนอน ครั้งละ ๑ ช้อนแกง
 
ตำรับที่ 85 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
เทียนทั้งห้า         ขี้เหล็กทั้งห้า       มะขามป้อม       บอระเพ็ด            อย่างละ ๒ บาท
ใบมะกา     โกฏน้ำเต้า      แห้วหมู       เถาวัลย์เปรียง อย่างละ ๒ บาท
ฝักราชพฤกษ์ ๕ ฝัก        ยาดำ   ๑ บาท
ต้มรับประทานก่อนนอนวันละครั้ง ๆ ละ ๑ ถ้วยชา   จะหายภายใน ๑ เดือน ว่างั้น
 
 
ตำรับที่ 86 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ผักแพวแดง ๑ ตำลึง     เปล้าน้อย ๑ บาท          ว่านน้ำ ๓ บาท             
ชะเอมเทศ ๓ บาทหางไหลแดง ๑ บาท  พริกไทย    ๑ บาท       
กระเทียม ๒ บาท          ปลาไหลเผือก ๑ ตำลึง     แก่นขี้เหล็ก   ๑ บาท
ทุบยาทั้งหมดให้แตก ห่อผ้าขาว ใส่โหลดองสุราให้ท่วมยา 
ประมาณ ๑ อาทิตย์ จึงรับประทานก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา
ตำรับที่ 87 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
จันทน์ขาว                      จันทน์แดง                     สมอเทศ                        สมอไทย
     ชิงช้าชาลี                  แก่นแสมสาร      แฝกหอม
สัดส่วนน้ำหนักเท่ากัน ต้มกินก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา   ไม่นานก็หายว่างั้น
ตำรับที่ 88 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ยานี้ชื่อมหาอนันต์ แก้ได้ทั้งอัมพฤกษ์ อัมพาต แก้ท้องมาน แก้หืดหอบ แน่นท้อง แน่นอก โรคเส้นหัวใจตีบ แก้สะดุ้งผวา แก้ลมขึ้นเบื้องสูง   แก้ท้องเดิน   เหมาะสำหรับทำเป็นยาประจำบ้าน เวลาเจ็บป่วยจะได้กินรักษา แต่มิใช่กินประจำเช่นยาอายุวัฒนะ   ตัวยามีดังนี้
            ลูกจันทน์     ๒ สลึง       ดอกจันทน์ ๑ บาท        กระวาน ๑ บาท     การบูร ๑ บาท      
            ดินประสิว ๑.๕๐ บาท    เกลือสินเธาว์ ๑.๕๐ บาท           ลูกพิลังกาสา ๒ บาท                
            ว่านน้ำ ๒ บาท             โกฏสอ ๒.๕๐ บาท        โกฏเขมา ๒.๕๐ บาท     เทียนดำ ๓ บาท                        เทียนแดง ๓ บาท          เทียนขาว ๓ บาท      เทียนตาตั๊กแตน ๔ บาท เทียนข้าวเปลือก ๔ บาท ขิงแห้ง ๑ บาท               รากเจตมูลเพลิง ๔ บาทสมอไทย ๕ บาท     บุกรอ ๕  บาท               
            หัสคุณเทศ ๕ บาท         พริกไทยร่อน ๓๕ บาท
ทำเป็นยาผง กินกับน้ำผึ้ง น้ำร้อน หรือน้ำสุรา    ครั้งละ ๑ ช้อนแกงก่อนอาหาร เช้า-กลางวัน-เย็น
ตำรับที่ 89 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
พริกไทยล่อน     ขิงแห้ง   เทียนดำ     มหาหิงคุ์     ว่านน้ำ     โกฏพุงปลา      ใบกระวาน
เถาสะค้าน     เกสรบัวหลวงแดง    เกสรบังหลวงขาว     หญ้าตีนนก     เกลือสินเธาว์
แก่นขี้เหล็ก        น้ำหนักเท่ากัน   ทำเป็นยาผง 
รับประทานกับน้ำต้ม   หรือน้ำสุรา            ก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง
ตำรับที่ 90 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
            เจตมูลเพลิง       แห้วหมู              กระเทียม           เปลือกมะรุม       สมอร่องแร่ง       พริกไทยล่อน
น้ำหนักเท่ากัน ทำเป็นยาผง กินกับน้ำต้ม หรือน้ำสุรา ก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง
 
ตำรับที่ 91  รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
            ผักโหม รากตองแตก       รากมะตูม          รากมะนาว         ขมิ้นอ้อย            ขี้กาแดง                        ขี้กาขาว
น้ำหนักเท่ากัน   บดเป็นผง กินกับน้ำต้ม หรือน้ำสุรา ครั้งละ ๑ ช้อนแกง   แก้มือเท้าเย็นได้ด้วย
ตำรับที่ 92 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หัวคล้า รากมะกล่ำ    รากกุ่มน้ำ       ไคร้น้ำ          บอระเพ็ด
น้ำหนักเท่ากัน ต้มกินก่อนอาหาร เช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา แก้มือเท้าเย็น ไม่มีแรง
ตำรับที่ 93 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ลูกจันทน์     ดอกจันทน์    กานพลู            อย่างละ ๒ บาท
มหาหิงคุ์     ยาดำ      การบูร        อย่างละ   ๑๐ บาท     พริกไทยล่อน ๓๖ บาท
ทำเป็นยาผง รับประทานกับน้ำต้ม หรือน้ำสุรา ก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง ๓ เดือนหาย ว่างั้น
ตำรับที่ 94 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
บอระเพ็ดพุงช้าง             ดอกดีปลี           ช้าพลู    เถาสะค้าน             รากเจตมูลเพลิง          ขิงแห้ง
ตากให้แห้ง น้ำหนักเท่ากัน ดองสุราตั้งแต่ ๑๐ วันขึ้นไป รับประทานเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา หายแน่นอน
ตำรับที่ 95 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ผักเสี้ยนผีทั้งห้า   ๑ กิโลกรัม       ใบหนาด ๒ บาท
ฝักราชพฤกษ์ ๓ ฝัก           เถาวัลย์เปรียง   ๑ ตำลึง         ยาดำ ๒ บาท
ต้มเคี่ยวอย่างน้อย ๓๐ นาที รับประทานก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา   ๕ หม้อหายว่างั้น
ตำรับที่ 96 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ขิง        ข่า        กระชาย      ไพล      แห้วหมู    สะค้าน
กระเทียม     ช้าพลู      แกแล       เถาวัลย์เปรียง     รากแจง      แสมทะเล
สมอไทย     สมอเทศ     สมอพิเภก     ลูกคัดเค้า     ยาดำ    อย่างละ ๙ บาท
ต้มกินก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา   หรือทำผง กินกับน้ำผึ้ง หรือน้ำสุรา   ครั้งละ ๑  ช้อนแกง 
 
ตำรับที่ 97 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ใบบัวบก ๔ บาท     เปลือกมะรุม ๔ บาท     เกลือทะเล ๑ กำมือ              ยาดำ ๒ บาท    หมาก ๓ ผล
เบี้ยจั่น ๓ ตัว    ใบมะขาม ๓ กำมือ         ต้มกินหลังอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา หายภายใน ๑ เดือน
 
 
ตำรับที่ 98 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
พริกไทยล่อน      เปลือกมะรุม       ขิง        ชุมเห็ดไทย
สมุลแว้ง            ช้าพลู         สะค้าน         พิมเสนต้น
น้ำหนักเท่ากัน ทำผง กินกับน้ำสุกหรือสุรา   หลังอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง 
ตำรับที่ 99 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
หญ้าปากควาย          ใบพลู         ใบแมงลัก          เกลือสะตุ
ใบผักคราดหัวแหวน        ใบพรมมิ            ข่าตาแดง          สารส้ม
น้ำหนักเท่ากัน บดเป็นผง รับประทานกับน้ำสุกหรือน้ำสุรา ก่อนอาหารเช้า-เย็น   ครั้งละ ๑ ช้อนแกง
ตำรับที่ 100 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ดีงูเหลือม           พิมเสน            รากพริกไทย      รากกรุงเขมา น้ำหนักเท่ากัน ทำเป็นผง ผสมน้ำผึ้ง รับประทานก่อนอาหารเช้า-เย็น 
ตำรับที่ 101 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
เทียนดำ อบเชย   หัวไพล ใบพลับพลึง   อย่างละ ๒ บาท    ใบมะขาม หนัก ๑๖ บาท
ตำห่อผ้าขาวนึ่ง ใช้ประคบเส้น
ตำรับที่ 102 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ลูกพิลังกาสา       ผักแพวแดง      กระวาน     การบูร    มหาหิงคุ์    พริกไทยล่อน
หนักอย่างละ ๔ บาท     บดเป็นผง ละลายน้ำสุกกินเช้า-กลางวัน-เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง   ๙ วันหายแล
ตำรับที่ 103 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
พริกไทยล่อน      เปลือกมะรุม       ขิงสด    รากชุมเห็ดเทศ
สมุลแว้ง            เทียนเยาวภาณี   ยาดำพิมเสนต้น ช้าพลู    สะค้าน
หนักเท่ากัน   ทำเป็นผง ละลายน้ำผึ้งกินเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนแกง 
ตำรับที่ 104 รักษาอัมพฤกษ์อัมพาต
ฟ้าทะลายโจร     ใบชุมเห็ดเทศ     เกลือสะตุ          หนักอย่างละ ๑๐ บาท
บดเป็นผง ผสมน้ำผึ้ง กินหลังอาหารเช้า-เย็น ขนาดปลายนิ้วชี้    
ยาสูตรนี้เจ้าของเป็นคนนครศรีธรรมราช หวงมาก เพราะเป็นหมออาชีพ ใช้รักษาคนหายมามากแล้ว  
ร.ต.อ.เปี่ยม บุณยะโชติ ไปอ้อนวอนขอเพื่อเอามาเผยแพร่ เจ้าของจึงยอมเปิดเผยสูตร
 
 
ตำรับที่ 105 รักษาริดสีดวงทวาร
            แก่นมะซาง        แก่นลั่นทม         แก่นขนุน           ยาดำ    เถาวัลย์เปรียง     อย่างละ ๔ บาท
            หัวไพล              ขมิ้นอ้อย            ใบชุมเห็ดเทศ     อย่างละ ๘ บาท
ต้มกินวันละ ๓ เวลา หลังอาหาร รับประทาน ๒ หม้อ ริดสีดวงจะไม่โผล่ออกมาอีกเลย
ตำรับที่ 106 รักษาริดสีดวงทวาร
แก่นมะซาง        แก่นลั่นทม         กานพลู อย่างละ ๔ บาท   ต้มกินแทนน้ำ จะหายแล
ตำรับที่ 107 รักษาริดสีดวงทวาร
พริกไทยล่อน ๑๐๘ เม็ด ตำให้ละเอียด ผสมไข่ไก่ดิบ รับประทานวันละ ๑ ครั้ง   ๓๐ วันจะหาย
ตำรับที่ 108 รักษาริดสีดวงทวาร
ช้าพลูทั้งห้า    ขลู่ทั้งห้า    ยาดำ    อย่างละ ๒ บาท
ต้มรับประทานก่อนอาหารเช้า-กลางวัน-เย็น ขนาด ๑ ถ้วยชา
ตำรับที่ 109 รักษาริดสีดวงทวาร
เหงือกปลาหมอ กระบือเจ็ดตัว     อย่างละ ๒ ขีด พริกไทย ๑ ขีด ขมิ้นอ้อย ๕๐ กรัม
ทำเป็นผง ผสมน้ำผึ้ง รับประทานหลังอาหาร เช้า-เย็น ครั้งละ ปลายนิ้วก้อย 
ตำรับที่ 110 รักษาริดสีดวงทวาร
ใบเหงือกปลาหมอ           ขมิ้นอ้อย            บดให้ละเอียด ละลายน้ำมันงา ทาหัวริดสีดวง
ตำรับที่ 111 รักษาริดสีดวงทวาร
            เปลือกมะรุม   สมอไทย   สมอเทศ   สมอพิเภก   ขมิ้นอ้อย   ใบเหงือกปลาหมอ   สัดส่วนเท่ากัน ต้นกินเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ แก้ว
ตำรับที่ 112   รักษาริดสีดวงทวาร
ดินประสิว          หัวไพล ข่า         เกลือทะเล         แห้วหมู    
มะขามเปียก อย่างละ   ๔  บาท     ยาดำ   ๖ บาท
ตำเข้าด้วยกันให้เป็นยาหมักแบบกะปิ   กินก่อนนอน ครั้งละ หัวแม่มือ
ตำรับที่ 113 รักษาริดสีดวงทวาร
ขนานนี้ใช้รักษาทั้งริดสีดวงทวาร ริดสีดวงลำไส้ และมะเร็งลำไส้   ดูตัวยาแล้วน่าใช้ น่าหาย
หนอนตายอยาก     เกลือสินเธาว์     เกลือสะตุ     แห้วหมู    
พริกไทยล่อน     บอระเพ็ด     ไพล       กระชาย       ยาดำ
น้ำหนักเท่ากัน   ตากแห้ง บดเป็นผง   ผสมน้ำผึ้งทำเม็ดลูกกลอน กินก่อนนอนวันละ ๕ เม็ด 
ตำรับที่ 114 รักษาริดสีดวงทวาร
ขนานนี้ก็ใช้ได้ทั้งริดสีดวงทวาร ริดสีดวงลำไส้ และมะเร็งลำไส้ด้วย
หัวไพล    เกลือทะเล      เกลือสินเธาว์      มะขามเปียก       ยาดำ    หนักอย่างละ ๔ บาท
ขมิ้นอ้อย               พริกไทยล่อน   ดีเกลือ   ฟ้าทะลายโจร     เหงือกปลาหมอ   อย่างละ ๗ บาท
            ทำเป็นยาผง แล้วผสมน้ำผึ้งปั้นเม็ดลูกกลอน   รับประทานก่อนนอน   วันละ ๕ เม็ด   ไม่ช้าก็หาย 
ตำรับที่ 115 รักษาริดสีดวง
ฝอยตำราว่าแก้ริดสีดวง ๑๖ จำพวก คือโรคเรื้อรังภายในนั่นเอง
หัวบุกรอ   ๔ บาท           หัวกระดาษแดง   ๑ บาท            ชะลูด   ๑ บาท
สะค้าน   ๑ บาท            โกฏหัวบัว   ๑ บาท                     เกลือทะเล    ๑ บาท
ทำเป็นยาผงผสมน้ำผึ้ง   กินเช้า-เย็น ครั้งละ หัวแม่มือ 
ตำรับที่  116 รักษาริดสีดวงทวาร
รากไทรย้อย        กล้วยน้ำหว้า      แห้วหมู      หัวผักกาด
น้ำหนักเท่ากัน   ทำผงผสมน้ำผึ้งกินก่อนนอน
ตำรับที่ 117 รักษาริดสีดวงทวาร
หัวไพล   ๗ บาท            ยาดำ   ๓ บาท   ขมิ้นอ้อย ๕ บาท           มหาหิงคุ์ ๒ บาท
เกลือทะเล ๑ ถ้วยชา      พริกไทย ๑ ถ้วยชาเกลือสินเธาว์   ๑ ถ้วยชา         มะขามเปียก ๑๑ บาท
ตำให้เข้ากันจนแหลกเหลว ใส่กระปุกไว้กิน ก่อนนอน ครั้งละ หัวแม่มือ
ตำรับที่   118 รักษาริดสีดวงบานทะโรค
ผักเสี้ยนผีทั้งห้า กระเพราทั้งห้า    แมงลักทั้งห้า      ขอบชะนางแดงทั้งห้า      แก่นขี้เหล็ก
ต้มดื่มก่อนอาหาร เช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา
ผักกระชับ          เปลือกยาง         ปูนขาว น้ำปัสสาวะ        ต้มรมปากทวารวันละ ๑ ครั้ง
ตำรับที่ 119  รักษาริดสีดวง
ขมิ้นอ้อย            ขมิ้นชัน บอระเพ็ด           เกลือ     ใส่การบูรหน่อยหนึ่ง  
ต้มดื่มเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา
ตำรับที่  120 รักษาริดสีดวงทวาร
หัวกลอย      เกล็ดนาคราช           ระงับพิษ            หญ้าปากควาย   เถาเงินกล่ำ
กระดูกควายเผือก     หญ้าลิ้นงู     สำลิงา ว่านหางช้าง       ถั่วแระ
รากหมากหมก    กรุงเขมา     ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้          กำมะถันเหลือง
น้ำหนักเท่ากัน  ต้มเคี่ยวให้เดือดอย่างน้อย ๓๐ นาที ดื่มหลังอาหาร ๓ เวลา  ครั้งละ ๑ ถ้วยชา
ตำรับที่ 121รักษาริดสีดวงทวาร
ไพล       ขมิ้นอ้อย           มะขามเปียก     เหงือกปลาหมอ    เกลือทะเล              ดีเกลือ     ยาดำ
น้ำหนักเท่ากันทำผง ผสมน้ำผึ้งปั้นเม็ดลูกกลอน   รับประทานก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ หัวแม่มือ
 
ตำรับที่ 122 รักษาเบาหวาน
ยอดขี้เหล็ก ๑๐ ส่วน      สารส้ม ๑ ส่วน 
ตำเข้าด้วยกัน รับประทานวันละ ๑ ก้อนหัวแม่มือ เบาวานหายขาด ถ้าเป็นไม่มากเดือนเดียวก็หาย
ตำรับที่ 123 รักษาเบาหวาน
ท่านให้เอามะเฟืองเท่าอายุของผู้ป่วย         ดองกับน้ำตาลกรวด ฝังข้าวเปลือกไว้ ๗ วัน
รับประทานทุกวันทั้งน้ำทั้งเนื้อ จนหมด ๓ หม้อ   ขณะเดียวกันท่านให้เอาแก่นไม้สัก ต้มดื่มแทนน้ำ โรคเบาหวานจะหายขาด ว่างั้น
ตำรับที่  124 รักษาเบาหวาน
แก่นขี้เหล็ก     ผักเสี้ยนผี     ขมิ้นอ้อย     หัวแห้วหมู
รากเจตมูลเพลิง   อย่างละ ๕ บาท      ฟ้าทะลายโจรเท่ายาทั้งหมดรวมกัน
ตากแห้ง บดเป็นผง ผสมน้ำผึ้งปั้นลูกกลอน ขนาดปลายนิ้วก้อย   กินเช้า-เย็น ครั้งละ ๓ เม็ด   หายแล
ตำรับที่ 125 รักษาโรคเบาหวาน
เถาบอระเพ็ด      หัวแห้วหมู          ขมิ้นชัน             ผักเสี้ยนผี
น้ำหนักเท่ากัน ตากแห้งบดผง ผสมน้ำผึ้งปั้นลูกกลอน หรือจะอัดแคปซูลก็ได้ รับประทานประจำเป็นยาอายุวัฒนะ    ผมเคยปรุงยานี้อยู่ราว ๒ ปี มีสรรพคุณดีมากอยู่ รักษาได้ทั้งเบาหวาน และลดความอ้วน แต่ผมผสมเกสรผึ้งลงไปด้วย    สูตรเดิมเป็นตำราลายแทงจากเมืองพิษณุโลก ให้ปริศนาไว้ว่า หึ่งอากาศ พาดยอดไม้ ไซร้ธรณี หนีสงสาร ไปนิพพานไม่กลับ    หมอโบราณแต่ละท่าน แต่ละภาคมักตีความหมายไม่เหมือนกัน   ที่แตกต่างกันจะเป็นหนีสงสาร บางท่านว่าหัวไพล บางท่านว่า   ขมิ้นอ้อย บางท่านว่าขมิ้นชัน   ตัวผมตีเป็นขมิ้นชัน เพราะพระใช้ขมิ้นชันย้อมจีวร บวชเพื่อหนีสงสาร เมื่อปรุงกินดูก็ดีครับ
ตำรับที่ 126 รักษาเบาหวาน
            เถาก้องแกลบ     หญ้าหนวดแมว กระแตไต่ไม้       รากขลู่   รากถั่วแระ         หนักอย่างละ ๔ บาท
            เปลือกสำโรง      หัวสัปปะรด        งวงตาลตัวผู้      ไส้มะละกอ        สารส้ม หนักอย่างละ ๒ บาท
            กำมะถันเหลือง   ๑ บาท 
ต้มกินเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา หายแน่
 
ตำรับที่ 127 รักษาเบาหวาน
เทียนดำ เทียนแดง           เทียนขาว           เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน
ตำให้ละเอียด แล้วใส่ในปูทะเลมีไข่ แล้วนึ่งให้สุก ราดด้วยน้ำผึ้ง รับประทานวันละ ๑ ตัว
แต่ต้องดื่มน้ำขิงต้มประจำแทนน้ำเปล่า ถ้าเป็นไม่มาก ไม่เกินอาทิตย์ก็หาย   ถ้าเป็นมากก็กินนานหน่อย
ตำรับที่ 128 รักษาเบาหวาน
รากหญ้าคา        รากตะไคร้          รากทองพันชั่ง    สัดส่วนเท่ากัน
ต้มดื่มเช้า-กลางวัน เย็น-ก่อนนอน ไม่นานก็หาย
ตำรับที่ 129 รักษาเบาหวาน
            เปลือกตะโกนา   บอระเพ็ด     รากไทรย้อย     สมอไทย         สมอพิเภก        หนักอย่างละ ๑๐ บาท
            หัวแห้วหมู          เถาวัลย์เปรียง   หนักอย่างละ   ๒๐ บาท    มะขามป้อม หนัก   ๔๐ บาท 
ทำเป็นยาผง ผสมน้ำผึ้ง   รับประทานหลังอาหาร ๓ เวลา ครั้งละ หัวแม่มือ
ตำรับที่ 130 รักษาเบาหวาน
ยาหนูต้น           รากหมากหมก    เถาวัลย์เปรียง     ชิงชี่                  สมอทะเล
ขลู่        รากทนดี     รากกระดูกไก่ดำ         รากกระดูกไก่แดง            รากกระดูกไก่ขาว
ขอบชะนางแดง              ขอบชะนางขาว   เปลือกสำลิงา     หนักอย่าละ ๕ บาท
ฟ้าทะลายโจร หนัก ๒๐ บาท ทำเป็นยาผง ผสมน้ำผึ้ง รับประทาน ๓ เวลา หลังอาหาร ขนาดหัวแม่มือ
ตำรับที่ 131 รักษาเบาหวาน
ถั่วแระ   ฝักราชพฤกษ์      หัวแห้วหมู          รากระย่อม                     กำมะถันเหลือง   ซังข้าวโพด
ไส้สับปะรด        รากมะละกอ      หญ้าหนวดแมว รากหญ้าคา        บอระเพ็ด
รากเจตมูลเพลิงแดง        รากเจตมูลเพลิงขาว
ทั้งหมดให้มีน้ำหนักเท่ากัน ทำเป็นยาผงผสมน้ำผึ้ง    กิน ๓ เวลา หลังอาหาร ขนากหัวแม่มือ
 
ตำรับที่ 132 รักษาเบาหวาน
ข้าวเย็นเหนือ      ข้าวเย็นใต้          ทองพันชั่ง          เหงือกปลาหมอ        กำแพงเจ็ดชั้น
แก่นไม้สัก          หัวร้อยรู       อย่างละ ๕ บาท      ฟ้าทะลายโจร เท่ายาทั้งหลาย
ทำเป็นยาผง ผสมน้ำผึ้ง รับประทานวันละ ๓ เวลา ก่อนอาหาร   ครั้งละ หัวแม่มือ
ตำรับที่  133 รักษาเบาหวาน(เริ่มเป็น)
ยอดขี้เหล็ก        ฟ้าทะลายโจร อย่างละ ๑๐ บาท            สารส้ม   ๑ บาท
บดผง ทำลูกกลอน รับประทานเช้า-กลางวัน-เย็น  ครั้งละ ๓ เม็ดลูกกลอน
ตำรับที่ 134 รักษาเบาหวาน
เอารังมดแดงจากต้นสะแกต้มรับประทาน หายแล
ตำรับที่ 135 รักษาเบาหวาน
เอาถั่วเขียว ต้มกับน้ำตาลทรายแดง กินทุกวัน เดี๋ยวก็หาย
ตำรับที่ 136 รักษาเบาหวาน
ต้นกระเม็ง ตากแดด คั่วเก็บไว้ ชงกินแบบน้ำชา กินทุกวัน เดี๋ยวก็หาย
ตำรับที่ 137 รักษาเบาหวาน
ต้นกระเม็ง                     ต้มใส่เกลือทะเล กินทุกวันเดี๋ยวก็หาย
ตำรับที่ 138 รักษาเบาหวาน
ลูกมะเฟือง ๑๐ ผล เฉือนเอาเหลี่ยมทิ้ง ตำเกลือโรย   ใส่น้ำตาลทรายแดง ๑ กิโลกรัม
แป้งข้าวหมาก ๒ ฝา หมักไว้ ๗ วัน รับประทานเช้า-เย็น เดี๋ยวก็หาย
ตำรับที่ 139 รักษาเบาหวาน
หญ้าใต้ใบ ๓ กำมือ ต้มกิน เดี๋ยวก็หาย
ตำรับที่ 140 รักษาเบาหวาน
รากหญ้าคา     รากตะไคร้     รากทองพันชั่ง           รากขลู่   อย่างละ ๑๐ บาท   ฟ้าทะลายโจรเท่ายาทั้งหลาย
ทำเป็นผง ผสมน้ำผึ้ง กินก่อนอาหารเช้า-กลางวัน-เย็น ครั้งละ หัวแม่มือ
ตำรับที่ 141 รักษาเบาหวาน
ข้าวเย็นเหนือ      ข้าวเย็นใต้          ทองพันชั่ง          เหงือกปลาหมอ หนักอย่างละ ๒ บาท
กำแพงเจ็ดชั้น     แก่นไม้สัก          หัวร้อยรู             หนักอย่างละ ๑ บาท
ต้มดื่มแทนน้ำชา รับรองหายแน่ว่างั้น
 
ตำรับที่  142 รักษาเบาหวาน
ทองพันชั่ง          เหงือกปลาหมอ ข้าวเย็นเหนือ      ข้าวเย็นใต้
หญ้าหนวดแมว ผลมะแว้งเครือ   หัวร้อยรู น้ำหนักเท่ากัน
ต้มเคี่ยว อย่างน้อย ๓๐ นาที รับประทานก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา      เป็นยาขับถ่ายโลหิต และรักษามะเร็งด้วย
ตำรับที่ 143 รักษาเบาหวาน
กระพังโหม            ลูกเร่ว     ใบเสนียด     รากไทรย้อย     กระดูกควายเผือก น้ำหนักอย่างละ ๔ บาท
อ้อยแดง ๓ ท่อน     น้ำตาลโตนด ๗ แว่น     กำมะถันเหลือง ๒ บาท       
ตาไม้ไผ่สีสุก ๗ ตา        มะพร้าว ๑ ซีก
ต้มเคี่ยวจากน้ำ ๓ ส่วน ให้เหลือ ๑ ส่วน รับประทานหลังอาหาร เช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา ๓ หม้อหายว่างั้น
ตำรับที่ 144 รักษาเบาหวาน
            ร.ต.อ.เปี่ยม บุณยะโชติ ได้เขียนเล่าเรื่องหนึ่งไว้ว่า “ วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ คุณชาญ ภู่ศิริ ได้มาที่บ้าน เล่าให้ฟังเรื่องยาแก้โรคเบาหวาน พรรคพวกรับประทานแล้ว ๒ คน ทั้ง ๆ ที่แผลถึงกระดูก รักษาไม่ได้แล้ว รับประทานยานี้ หายทั้ง ๒ คน   ผมถามว่าจะให้เป็นทานต่อไปหรือไม่ เขาบอกว่ายินดี” ตัวยามีดังนี้ครับ
            ๑. ลูกสะตอ      ต้องเลือกฝักที่มีเม็ดตั้งแต่ ๑๕ เม็ดขึ้นไป เอาแต่เม็ดในเท่านั้น        ๒. ยอดฝรั่ง ๙ ยอด
            เอามาตำให้ละเอียด ใส่น้ำ ๑ ลิตร ต้มให้เหลือครึ่งหนึ่ง จากนั้นเอาธูป ๙ ดอก ปักกลางแจ้ง บอกเจ้ายาว่า “ช่วยรักษาโรคให้หายขาด จะทำบุญให้” แล้วจึงทานยานั้น     ฉะนั้น ยาขนานนี้ควรทำให้มากได้ โดยเอาสะตอหลาย ๆ ฝัก ยอดฝรั่งก็ทวีคูณกันเข้าไป เติมน้ำทวีขึ้นไป ต้มเคี่ยว แล้วเก็บใส่ตู้เย็นไว้ดื่มจนหมด   แล้วทำใหม่ รับประทานหลังอาหาร เช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา
ตำรับยารักษาเบาหวานนี้ มีหลาย ตำรับ ใช้สมุนไพรเช่นเดียวกับรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งผมมีความเห็นพ้องว่าน่าจะเป็นแบบเดียวกัน   เพราะเป็นโรคอันเกิดจากความบกพร่องเสื่อมโทรมของอวัยวะภายใน   ก็ต้องกินยาแบบล้างโรค และบำรุงฟื้นฟูอวัยวะภายในให้แข็งแรง เดี๋ยวโรคก็หายเอง ผมจึงตั้งชื่อว่ารักษาโรคเรื้อรัง ดูจะสมเหตุสมผล ดังนั้น การรักษาเบาหวานน่าจะแบ่งเป็น ๒ ทาง คือรักษาเบาหวานโดยตรง คือหาสมุนไพรที่ใช้ลดน้ำตาลในเลือดเช่นเดียวกับแพทย์แผนปัจจุบัน   อีกทางคือ รักษาแบบแผนโบราณ คือแบบองค์รวม ทำให้โรคเรื้อรังหายได้ทุกโรค
ตำรับที่ 145 รักษาเบาหวาน
การใช้สมุนไพรเดี่ยวรักษาเบาหวานนั้น ได้อ่านพบในหนังสือหลักการใช้สมุนไพรรักษาโรคต่าง ๆ และคู่มือยาสมุนไพร ของ พ.ต.อ.ชลอ อุทกภาชน์   ท่านสรรเสริญอินทนิลน้ำเป็นอย่างยิ่ง  
พืชตระกูลอินทนิลนี้มี    อินทนิลบก   อินทนิลกลาง   อินทนิลน้ำ   ตะแบก และเสลา
อินทนิลน้ำมีชื่อเรียกตามภาคต่าง ๆ คือ ตะแบกดำ อินทนิลสีชมพู ฉ่องมู บาเอ บองอชะบา
อินทนิลบก และอินทนิลกลาง จะมีใบใหญ่หนากว่า แต่ไม่มีโอสถสารสำหรับรักษาเบาหวาน   อินทนิลน้ำมีใบเล็กสุด ขนาดเท่าใบชุดเห็ดเทศ   และบอบบางเหมือนใบชุมเห็ด ที่กรุงเทพ ฯ ปลูกเป็นทิวแถวที่เชิงสะพานพระปิ่นเกล้าฟากธนบุรี    ต้นตะแบกมีลำต้นขาวลาย ต้นหงิกงอ ส่วนเสลาจะคล้ายอินทนิลน้ำมาก แต่ใต้ท้องใบมีขนสีขาว และมีโอสถสารสำหรับรักษาโรคเบาหวานด้วย แต่มีโทษต่อการทำงานของหัวใจ อาจทำให้หัวใจมีปัญหาถ้ารับประทานมาก   จึงต้องศึกษาข้อแตกต่างของต้นไม้เหล่านี้ให้ดี
การใช้ใบอินทนิลน้ำรักษาเบาหวานนั้นต้องวัดระดับน้ำตาลในเลือดก่อน  ถ้าน้ำตาลในเลือดยังไม่สูงมาก คือต่ำกว่า ๑๓๐ ก็ใช้ใบอินทนิล ๑๒-๑๕ ใบ   แต่ถ้าสูงเกิน ๓๐๐ หน่วย ก็ต้อง ๒๕ ใบ   ใช้ติดต่อกัน ๑ เดือน ก็ต้องไปวัดอีก ถ้าน้ำตาลลดลงมาระดับ ๒๐๐ ก็ใช้ใบอินทนิล ๒๐ ใบ   เหมือนกับที่เรากินยาจากหมอ ครบเดือนก็ไปตรวจเลือดดูว่าน้ำตาลขึ้นหรือลง หมอจะลดหรือเพิ่มยาก็ดูระดับน้ำตาลนั่นแหละ   ถ้าน้ำตาลลดลงมาระดับปกติก็ให้หยุดยา เว้นไว้ทุกครึ่งเดือนลองไปตรวจดู ถ้าเพิ่มขึ้นก็กินยาอีก   จนกว่ามันจะเป็นปกติแบบถาวรก็ไม่ต้องกินยาอีกเลย คือหายแล้วนั่นเอง    แต่ที่ในตำรับยาแต่ละตำรับท่านลงท้ายว่าหายแน่นอน หายจริงนั้นไม่ทราบว่าหายจริงหรือหายระยะสั้น คือเพียงแต่ระดับน้ำตาลลดเท่านั้น แต่ผมก็เชื่อนะว่าถ้ากินยาล้างโรค มันหายจริง ๆ เพราะยาได้ขับเอาไขมันส่วนเกิน พิษต่าง ๆ ของเสียต่าง ๆ จากร่างกาย แล้วต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ก็จะทำงานได้ตามปกติ   โรคต่าง ๆ จึงหายได้   ดังนั้น ก่อนกินยาอะไรก็ตามต้องกินยาล้างโรคตามตำรับแรกที่ผมได้เขียนไว้แล้ว   ถ้าทำยาก ทำไม่เป็นก็ให้โทร.หมายเลข 081-1795197
เมื่อได้ใบอินทนิลมาแล้วก็เอาผึ่งให้แห้งในร่มแล้วเก็บใส่ถุงไว้ในที่อันสมควร    เวลาจะทำยาก็เอามาคั่วไฟพอหอม แล้วขยี้ขยำให้แหลก ชงน้ำร้อนกินแบบชงชา กินต่างน้ำเลยครับ  
การกินยารักษาโรคเบาหวาน หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ ควรงดอาหารและเครื่องดื่มบางประเภทเช่น อาหารรสหวานจัด เค็มจัด ไขมันจัด เหล้า เบียร์ ไวน์ กระแช่ สาโท น้ำอัดลมทุกชนิด แหนม ปลาร้า ปลาเจ่า ทุเรียน เนื้อวัวเนื้อควาย เก้ง กวาง หูฉลาม ปลาฉลาม ปลากระเบน ปลาไหล หอบทะเล ปูทะเล   หน่อไม้ หน่อไม้ดอง และสุรายาดองทุกชนิด อาหารต่าง ๆ เหล่านี้ออกฤทธิ์เป็นกรด ย่อมแสลงต่อโรคเบาหวาน    แต่ถ้าเป็นยาดองตามตำรับรักษาเบาหวานก็ลองดูครับ   เราต่างคนต่างก็ไม่รู้ ผมก็ลอกตำราเขามา ไม่เคยใช้เช่นกัน   ผมศึกษามาแล้วหลายทาง เชื่ออย่างเดียว ต้องล้างของเสียออกจากร่างกายเสียก่อน มันจึงรักษาได้ ถ้าไม่งั้นก็กินยาคุมไปจนตาย 
ตำรับที่ 146 แก้ตับทรุด
เปลือกสำโรง      เปลือกตาเสือ     เปลือกส้มเกลี้ยง เปลือกมะดัน      รากเต่าร้าง
หัวเต่าเกียด     หัวหอม หนักอย่างละ ๑ บาท     บอระเพ็ด วงรอบศีรษะคนป่วย        มะกรูด ๑ ลูก
ทำเป็นยาผง กินกับน้ำร้อน ครั้งละ ๑ ช้อนแกง ก่อนอาหาร เช้า-เย็น
ตำรับที่ 147   แก้ดีซ่าน
สมอไทย    รากมะอึก       จันทน์ขาว    ลูกกระดอม     ลูกมะตูม        อย่างละ ๓ บาท   บอระเพ็ด ๕ บาท
ต้มกินเช้า-กลางวัน-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา ก่อนหรือหลังอาหารได้ทั้งนั้น  
ตำรับที่ 148   แก้ดีซ่าน
บอระเพ็ด           ลูกกระดอม     หญ้าเกล็ดหอย      ลูกขี้กาแดง   
 ก้านสะเดา        ชะลูด    แฝกหอม           อย่างละ ๒ บาท
ต้มกิน เช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา 
ตำรับที่ 149 แก้ดีซ่าน
หัวไพล ใบมะขาม          ข่าใหญ่   ยาดำ   อย่างละ ๒ บาท           ดินประสิว ๑ บาท
ทำเป็นยาผง ผสมน้ำผึ้ง ปั้นลูกกลอน รับประทานเช้า-เย็น ครั้งละ ๓ เม็ด
ตำรับที่ 150 แก้ทางเดินปัสสาวะ หนองใน ไตเสื่อม
แก่นสับปะรด     รากลำเจียก        รากหญ้าคา        รากหญ้าชันกาดโคกกะออม
ส้มกุ้งน้อย          ส้มกุ้งใหญ่         หัวไพล ขมิ้นอ้อย อย่างละ ๓ บาท
ข้าวเย็นเหนือ      ข้าวเย็นใต้          รากไทรย้อย        อย่างละ ๔ บาท
 สารส้ม ๒ บาท           ต้มกินก่อนอาหาร ๓ เวลา ครั้งละ ๑ ถ้วยชา
ตำรับที่ 151 แก้แผลเรื้อรังในลำไส้
สารส้ม ๖ บาท รากเจตมูลเพลิง ๕ บาท ขิงแห้ง ๒ บาท
พริกไทย ๒ บาท            ข้าวเย็นเหนือ ๓ บาท   ข้าวเย็นใต้ ๓ บาท
ทำเป็นยาผง ผสมน้ำผึ้ง รับประทานก่อนอาหาร เช้า-กลางวัน-เย็น ครั้งละปลายนิ้วก้อย
 
ตำรับที่ 152 แก้นิ่ว เบาเป็นหนอง เบาขัด
แก่นสับปะรด     รากลำเจียก        รากหญ้าคา        รากหญ้าชันกาด
หน่ออ้อ     โคกกระสุน     บานไม่รู้โรย       อย่างละ ๒ บาท
ข้าวเย็นเหนือ      ข้าวเย็นใต้   อย่างละ ๕ บาท      สารส้ม ๖ สลึง
ต้มกินวันละ ๓ ครั้ง หลังอาหาร ครั้งละ ๑ ถ้วยชา หายแน่
ตำรับที่ 153 แก้ไข้ทับระดู และระดูทับไข้
ใบมะขาม          ใบส้มป่อย          ใบส้มเสี้ยว         หัวแห้วหมู
รากตองแตก       ตรีผลา ลูกขี้กาแดง        เถามวกแดง       พญามือเหล็ก
ลูกกระดอม           ขมิ้นอ้อย        เม็ดคูณ แก่นฝาง            รากจิงจ้อใหญ่
ทั้งหมดหนักอย่างละ ๑ บาท   ใส่ยาดำอีก ๒ บาท ใบมะกาอีก ๓ บาท
ตำให้แหลก ปั้นเป็นก้อนขนาดหัวแม่มือ รับประทานก่อนอาหาร เช้า-เย็น หายแน่
ตำรับที่ 154 แก้โรคเรื้อรัง
เถารางแดง     รากแจง     มะคำไก่     เปลือกตะโกนา
สมอไทย     กระชาย     หัวแห้วหมู 
น้ำหนักเท่ากัน    ต้มกินก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา
ตำรับที่ 155 แก้จุกเสียด แน่นท้อง
พริกไทย     มะตูมอ่อน     หัวข่า     หัวแห้วหมู     ว่านน้ำ
ทำเป็นยาผง กินกับน้ำสุรา หายเร็วทันใจ กินประจำแก้โรคได้ทั้งปวง
ตำรับที่ 156 แก้ดีซ่าน
กระเพราแดง      กระเพราขาว      ลูกผักชี              รากปลาไหลเผือก    อย่างละ ๒ สลึง
รากไผ่เหลือง      ชุมเห็ดเทศ อย่างละ ๑ บาท      ก้านสะเดา ๘ ก้าน   
สมอไทย ๔ ลูก เง่าสับปะรด ๒ บาท
ต้มกินวันละ ๒ ครั้ง เช้า-เย็น
ตำรับที่ 157 แก้นอนไม่หลับ
สมอไทย                        สมอเทศ                        กฤษณา        กะลำพัก     ชะลูด
จันทน์แดง                     จันทน์ขาว                      น้ำตาลกรวด      รากอ้อยแดง
สัดส่วนกะเอาพอสมควรแก่หม้อต้ม ต้มดื่ม จะหลับสบาย
ตำรับที่ 158 แก้นอนไม่หลับ
รากหญ้าคา        รากหญ้านาง      เนระพูสี        ว่านกลีบแรด   อย่างละพอสมควร
ต้มให้เดือด ดื่มก่อนนอน ๑ แก้ว จะหลับสบายดี
ตำรับที่ 159 แก้นอนไม่หลับ
ใบคนทา            ชะมด    พิมเสน
บดให้ละเอียด ผสมน้ำมะรุม ทาเปลือกตา ทำให้หลับดี
ตำรับที่ 160 แก้ปวดเมื่อย กำลังดี
ข้าวเย็นเหนือ     ข้าวเย็นใต้     แห้วหมู     เนระพูสี     บอระเพ็ด     พิมเสน
ดองสุรา ดื่มเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ จอก แล้วจะติดใจ แก้ได้หลายโรค
ตำรับที่ 161 แก้โรคเรื้อรัง   ทำให้ผิวงาม
หัวไพล มะขามเปียก เกลือ ยาดำ อย่างละ ๒ ตำลึง
พริกไทย ๔ บาท   ตำเข้าด้วยกันเป็นยาหมักแบบกะปิ
กินหลังอาหารเย็น หรือก่อนนอน ครั้งละ หัวแม่มือ
ตำรับที่ 162 แก้ปัสสาวะติดขัด แก้นิ่ว
รากหญ้าคา        รากหญ้าชันกาด รากลำเจียก        โคกกระสุน         เง่าสับปะรด       ยอดสับปะรด
ต้มดื่มต่างน้ำ   นิ่วละลายออกมาหมด
ตำรับที่ 163 แก้ปัสสาวะพิการ แก้นิ่ว
ไมยราบ     ลูกมะเฟือง     ผักกาดน้ำ     ใบอินทนิลน้ำ        
ลูกมะแว้ง    อย่างละพอสมควร    สารส้ม ๑ ก้อนหัวแม่มือ
ต้มดื่มวันละ ๔ ครั้ง ก่อนอาหารเช้า-กลางวัน-เย็น-และก่อนนอน ครั้งละ ๑ แก้ว   แก้เบาหวานได้ด้วย
ตำรับที่ 164 แก้ปัสสาวะพิการ
กระแตไต่ไม้       รากหญ้าไทร       รากไทรย้อย
หญ้าหนวดแมว รากมะละกอ      รากไม้ไผ่
ต้มกินต่างน้ำ หายแน่
ตำรับที่ 165 แก้ตับพิการ
หัวเต่าเกลียด      เถาลิ้นเสือ                      รากมะเดื่อหอม
หัวเต่านา                       ใบเงิน               ใบทอง
สัดส่วนเท่ากัน   ต้มดื่มเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ แก้ว
ตำรับที่ 166 แก้ตับพิการ ท้องโต ม้ามย้อย ระดูขาว
หัวไพล      ว่านน้ำ      ผิวมะกรูด      การบูร      มะขามเปียก    
 เหงือกปลาหมอ      กระเทียม      ขมิ้นอ้อย อย่างละ ๒ ตำลึง
เกลือสินเธาว์     ยาดำ     อย่างละ ๓ ตำลึง
ทำเป็นยาผง ผสมน้ำผึ้ง   รับประทานก่อนนอน ครั้งละ หัวแม่มือ
ตำรับที่ 167 แก้โรคของสตรี
มะกรูด   ๓๓ ผล     ยาดำ ๓ บาท     ดินประสิว ๑ บาท   
 เถาวัลย์เปรียง ๓ บาท     เกลือแกง ๑ ถ้วย     มะขามเปียก ๕ บาท
ต้มน้ำเกลือก่อน มะกรูดผ่าครึ่ง เมื่อน้ำเกลือเย็นแล้วเอายาทั้งหมดใส่ลงไป ปิดภาชนะ ตากแดดไว้ประมาณ ๑ อาทิตย์     รับประทานก่อนนอน ครั้งละ ๑  ถ้วยชา   ถ่ายน้ำเลือดน้ำเหลือง ขับของเสียออกจากร่างกาย ช่องคลอดสะอาดหมดจด
ตำรับที่ 168 แก้โรคของสตรี
รากเจตมูลเพลิง     ดินประสิว     สารส้ม     หนักอย่างละ ๒ บาท
หัวแห้วหมู เท่ายาทั้งหลาย   ทำเป็นยาผง ผสมน้ำผึ้ง รับประทานเช้า-เย็น ครั้งละ ปลายนิ้วก้อย
ตำรับที่ 169 แก้กระเพาะลำไส้อักเสบ แก้ธาตุพิการ
ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กระวาน กานพลู ขิงแห้ง ดีปลี ช้าพลู   สะค้าน   เจตมูลเพลิง 
 แห้วหมู จันทน์แดง แฝกหอม   เปราะหอม เนื้อไม้ รากสมุลแว้ง อบเชยเทศ
 มะตูมอ่อน รากขัดมอน รากไคร้เครือ สมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม
 โกฏสอ โกฏเขมา โกฏเชียง โกฏหัวบัว โกฏจุฬาลำพา
 เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนตาตั๊กแตน เทียนสัตตบุษ 
น้ำประสานทองสะตุ   ทั้งหมดใช้น้ำหนักเท่ากัน   นี่คือยาธาตุบรรจบ
บดเป็นผง กินกับน้ำร้อน หรือน้ำขิงต้ม หรือน้ำสุรา หรือน้ำผึ้ง ครั้งละ ๒ ช้อนชา 
ตำรับที่ 170 รักษาโรคหัวใจ
หากคนป่วยมีอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีกำลัง   เดินเหินก็เหน็ดเหนื่อย ให้ปรุงยานี้กิน
โกฏจุฬาลำพา     โกฏหัวบัว     โกฏเขมา     โกฏเชียง     โกฏสอ    อย่างละ ๒ บาท
เทียนดำ     เทียนแดง     เทียนขาว     เทียนข้าวเปลือก     เทียนตาตั๊กแตน   อย่างละ   ๒ บาท
                สมอไทย     สมอพิเภก     มะขามป้อม     พริกไทย     ดีปลี     ขิงแห้ง     เปราะหอม อย่างละ ๒ บาท
ลูกจันทน์     ดอกจันทน์     กระวาน     กานพลู    อย่างละ ๒ บาท
ขิงแห้ง     การบูร    ใบมะขามแขก    อย่างละ ๔   บาท 
ทำเป็นยาผง ผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นเม็ดลูกกลอนขนาดเม็ดพุทรา   ทานก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ เม็ด
 ตำรับที่ 171 แก้เส้นหัวใจตีบ
ดีบัว ๒ บาท        เกสรทั้งห้า ๑ บาท             กฤษณา ๒ บาท โกฏหัวบัว ๑ บาท
ต้มดื่มก่อนอาหาร เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน ครั้งละ ๑ ถ้วยชา
ตำรับที่ 172 แก้เส้นหัวใจตีบ และเส้นเลือดตีบ
                ขนานนี้ผมคิดสูตรขึ้นใช้เอง   แต่แรกนั้นผมปวดเส้นที่สะบักด้านขวามาก เที่ยวให้หมอนวดนวดจนเนื้ออักเสบก็ไม่หาย เพราะมันเป็นลึก ทีนี้หมอนวดส่วนมากก็เข้าใจผิด คิดว่าคำว่าเส้นมันคือเส้นเอ็น จึงทั้งควักทั้งดึง จะให้เส้นมันหย่อน มันจะได้หาย   มันก็ไม่หาย กลับเป็นมากขึ้น ไปหาหลายหมอครับ แถวเชิงสะพานพระปิ่นเกล้าเต็มไปด้วยหมอนวดแผนโบราณ จนถึงบางแค ปากทางพุทธมณฑลสายสอง หมอนวดระดับครูล้วนเคยนวดผมมาทุกคน    จนผมอ่อนใจ ที่สุดก็ใช้วิชาที่ร่ำเรียนมา คิดปรุงยาขึ้นกินเอง    เพราะตัวเองแน่ใจในสรรพคุณของกวาวเครือ ทั้งขาว แดง ดำ จึงนำมาผสมรวมกัน แล้วผสมยาเบญจกูลให้เท่ากับยากวาวเครือทั้งสาม ใส่แคปซูลกิน เช้า-เย็น ครั้งละ ๕ แคปซูล ไม่ถึงสองอาทิตย์ อาการปวดสะบักก็หายหมด  แถมร่างกายแข็งแร็ง อาการเหนื่อยง่ายก็หายหมด จึงมั่นใจว่าเป็นยาละลายไขมันไปด้วย จึงให้ญาติกินหลายคน ที่พุงพุ้ยก็ยุบ ที่เป็นเส้นหัวใจตีบก็หาย ที่ปวดตามเส้นทั้งปวงก็หาย แถมผู้หญิงกินแล้วบอกว่าไฝฝ้าหายหมด 
                ต่อมาย้ายไปเปิดร้ายขายยาอยู่เมืองแพร่ คุณป้า บ้านอยู่ตรงข้ามร้าน มีอาการปวดเส้นที่ไหล่และคอมานานหลายปี ไปหาหมอมาทั่ว ยาดี ๆ ขวดละ สองพันกว่าบาทก็ลงทุนซื้อมากิน แต่ไม่หาย หมอไหนดีก็ไปหามาหมด ไม่หาย ซึ่งสามีของป้าก็เป็นหมออนามัยด้วย   เมื่อมาปรึกษาผม จึงให้ยาขนานนี้ไปกิน   แกถามว่านานมั้ยจะหาย ผมว่าไม่เกิน ๑ เดือนก็หาย   แกกินติดต่อกันได้ ๕ วัน มาเล่าให้ฟังว่าเกือบหายแล้ว    พอผ่านไป ๘ วัน แกบอกว่าหายแล้ว ๆ ดีจริง ๆ   พอแกกินหมดขวด แกบอกว่าสบายจริง ๆ เหมือนไม่เป็นอะไรเลย ยาอะไรดีจริง ๆ    ตั้งแต่นั้นมา ใครเจ็บปวดเส้นเอ็น เส้นเลือดตีบ เส้นหัวใจตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาต ผมก็ให้ยาขนานนี้แหละไปกิน ผมให้ชื่อว่า “ตรีกวาวเบญจกูล” แม้ทุกวันนี้ ยาขนานนี้ก็เป็นยาที่สร้างชื่อเสียงให้กับหมอเมือง ขายดีจนผลิตไม่ทัน 
ตำรับที่ 173 แก้นิ่ว
หญ้างวงช้าง ๓ ต้น           สารส้มเท่าหัวแม่มือ
ต้มดื่มต่างน้ำ ละลายนิ่วออกมาหมด
ตำรับที่ 174 แก้นิ่ว
เง่าสับปะรด ๑ เง่า             รังบวบหอม ๑ อัน สารส้ม ขนาดหัวแม่มือ
ต้มดื่มต่างน้ำ ละลายนิ่วออกหมด
ตำรับที่ 175 แก้นิ่วในไต
รากหมากผู้            รากหมากเมีย        หัวเต่าเกียด           หัวไพล
ขมิ้นอ้อย                จันทน์แดง            จันทน์ขาว หนักอย่าละเท่ากัน
ต้มดื่มก่อนอาหาร วันละ ๓ ครั้ง ๆ ละ ๑ ถ้วยชา
ตำรับที่ 176 แก้ริดสีดวงบานทะโรค
น้ำนมราชสีห์ ๘ บาท       กะทือ ๑ บาท      ใบเสนียด ๔ บาท
เทียนดำ ๑ บาท   บอระเพ็ด ๑ บาท               ขมิ้นอ้อย ๑ บาท
ต้มดื่มเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา   จะทำให้แผลบริเวณขอบทวารหายอักเสบ ทำให้ริดสีดวงฝ่อ
ตำรับที่ 177 แก้แผลในลำไส้
เทียนดำ     เทียนขาว     ใบถั่วแระ     ใบผักเป็ด     อย่างละ ๖๐ กรัม
ใบกระเม็ง     ข้าวเย็นเหนือ     ข้าวเย็นใต้     อย่างละ ๑๕๐ กรัม
เปลือกกันเกรา     ๓๐๐ กรัม     มะพร้าวไฟ ๑ ผล 
ต้มยาทั้งหมด เอาน้ำและเนื้อมะพร้าวใส่ด้วย รับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยชา วันละ ๓ ครั้ง ก่อนอาหาร
 
 ตำรับที่ 178 แก้ถุงน้ำดีอักเสบหรือนิ่วในถุงน้ำดี
หอมแดง     รากขี้กาแดง     รากมะอึก     แก่นสน     สมอไทย    
บอระเพ็ด     แก่นจันทน์     กรุงเขมา     กระพังโหม     จันทน์ขาว
ใบพลูแก     ขิงแห้ง     ขัณทสกร   พิมเสน        อย่างละเท่ากัน 
ต้มรับประทานก่อนอาหารเช้า-กลางวัน-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยชา 
ตำรับที่ 179 แก้ต่อมลูกหมากอักเสบ
ผักกาดน้ำ ๔ ต้น                ยอดอ้อยแดง ๑ ยอด           น้ำตาลทรายแดง ๑ บาท 
ต้มดื่มครั้งละ ๑ แก้ว ก่อนอาหาร เช้า-เย็น
ตำรับที่ 180   แก้โรคไขข้อแห้ง
ถั่วเขียว น้ำตาลทรายแดง ต้มกับน้ำซาวข้าว   ดื่มเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ แก้ว  
ติดต่อกันประมาณ ๑ เดือน อาการข้อต่อจะดีขึ้น เดินเหินได้สะดวก
 ตำรับที่ 181 แก้ตาบอด
ร.ต.อ.เปี่ยม บุณยะโชติ ผู้รวบรวมสูตรยาโบราณต่าง ๆ ไว้หลายเล่ม ได้เล่าไว้ในหนังสือของท่านหลายครั้งว่า สมัยท่านเป็นเด็กอายุราว ๑๓ ปี ตามืดไปเฉย ๆ มองอะไรไม่เห็นเลย ก็เลยนึกถึงอนาคตว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร จึงคิดจะไปเรียนหนังตะลุง จึงไปมอบตัวเป็นศิษย์วัดซึ่งอยู่ใกล้ชายทะเล   อยู่มาวันหนึ่ง มีแขกอิสลามจากปัตตานี เดินเรือผ่านไปทางนั้นจึงขึ้นไปขอกินข้าวกินน้ำที่วัด   ขณะนั้นเด็กชายเปี่ยมก็นั่งอยู่ข้างหลังเจ้าอาวาส แต่ท่านกลับเรียกเด็กคนอื่นให้ไปหาข้าวหาน้ำมาเลี้ยงแขก   ฝ่ายแขกแปลกใจจึงถามว่า แล้วเด็กที่นั่งอยู่ด้านหลังท่านละครับทำไมไม่ใช้   เจ้าอาวาสหัวเราะหึ ๆ ตอบว่า ไอ้คนนี้ตามันบอด บอดตาใส มองอะไรไม่เห็นหรอก   ฝ่ายแขกได้ยินดังนั้นจึงถามว่า บอดมานานหรือยัง   เมื่อทราบว่ายังไม่เกิน ๓ ปี จึงว่า น่าจะหาย ๆ แล้วจึงให้สูตรยานี้ไว้ดังนี้
ยอดตำลึง ๑ กำมือ              ยอดไทรส้ม ๑ กำมือ 
ตำให้ละเอียด ใส่กระทงใบตอง ตากน้ำค้างไว้ ๑ คืน แล้วเอาผ้าขาวสะอาดห่อบิดเอาน้ำ ถ้าไม่มีน้ำให้เติมน้ำฝนนิดหน่อย แทรกดีงูเหลือมสักครึ่งหุน แล้วหยอดทุกวัน ทำทุกวัน ไม่นานตาที่บอดก็มองเห็นกลับคืน
 



สมุนไพรหมอเมือง

ถ้อยแถลง
สมุนไพรกับเส้นเลือดตีบ article
สมุนไพรกับโรคเก๊าท์
สมุนไพรกับโรคมะเร็ง
ว่านรางจืด ยอดสมุนไพรล้างพิษ
สมุนไพรกับโรคลำไส้
สมุนไพรรักษาโรคกะเพาะอาหาร article
สมุนไพรกับความอ้วน
ว่านขันหมาก อัศจรรย์เพิ่งพานพบ
กวาวเครือ ยอดสมุนไพรไทย
ตำรายาอายุวัฒนะ
โรคเอดส์และการรักษาแบบไทย ๆ
สมุนไพรสำหรับสุภาพสตรี
สมุนไพรเสริมสมรรถภาพทางเพศชาย



ก่อนหน้า1ถัดไป

ความคิดเห็นที่ 1 (98898)

ผมมีโรคผิวผนังเรื้อรัง เคยรักษาแผนปัจจุบัน  หายแล้วกลับมาเป็นใหม่  และยังลุกลามไปที่อื่น  ปัจจุบันเป็นที่ก้นและแผ่นหลัง  ลักษณะเป็นวง ภายในสีผิวค่อนข้างขาว ขอบวงมีลักษณะรอยช้ำสีแดงเรื่อ  เหงื่อออกจะมีอาการคัน เคยใช้ครีมป้องกันเชื้อราทา ก็ไม่หาย  อยากทราบว่าลักษณะนี้เป็นอาการโรคอะไร  มีสมุนไพรทาถู ให้หายใหมครับ ขอบคุณมาก

ผู้แสดงความคิดเห็น Thawat วันที่ตอบ 2010-10-29 14:05:49


ความคิดเห็นที่ 2 (99979)

ตอบความคิดเห็นที่ ๒

คุณเป็นโรคสะเก็ดเงิน หรือเรื้อนกวาง  

หมอแผนปัจจุบันยังร้องไห้กับโรคนี้เลยครับ    มีคนใช้น้ำควันเผาถ่านทาแล้วหายก็แนะนำต่อ ๆ กัน  แต่กลิ่นของมันเหม็นอย่างร้ายกาจ  กลิ่นคล้ายควันบุหรี่ แต่เหม็นกว่ามาก   คนที่แพ้กลิ่นบุหรี่จะยิ่งแพ้มากถ้าได้กลิ่นน้ำควันไม้   ผมให้คนทดลองทากลากเกลื้อนก็เห็นได้ผลดี  ให้คนเป็นเรื้อนกวางทา เขาทนกลิ่นไม่ได้เลยทาไม่ตลอด จึงไม่เห็นผล

ลองหามาทาดูนะครับ 

ผู้แสดงความคิดเห็น หมอเมือง สันยาสี วันที่ตอบ 2010-12-02 18:57:28


ความคิดเห็นที่ 3 (101580)

หลังเท้ามีตุ่มขึ้นมีน้ำใสและคันขึ้นลามเรื่อยๆฉีดยาก็ไม่หายทาก็ไม่หายมียาสมุนไพลช่วยไหมค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น hansu (mars_hansu-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-02-27 16:33:02


ความคิดเห็นที่ 4 (103233)

สวัสดีค่ะ คุณหมอเมือง

ขอคำแนะนำเกี่ยวกับเนื้องอกมดลูกค่ะ   รักษาอย่างไรคะ

 

ขอขอบคุณมาณที่นี้เป็นอย่างสูง

 

ผู้แสดงความคิดเห็น niana วันที่ตอบ 2011-07-27 13:23:50


ความคิดเห็นที่ 5 (103655)

 สวัสดีท่านหมอเมือง.

ชื่นชมท่านดว้ยใจจริงท่านมีความรู้มากมาย เมืองไทยเรานี้มีของดีแสนวิเศษ 

ขอบพระคุณที่ท่านได้อนุรักษ์และเผยแพร่เป็นวิทยาทาน.

                                          ขอให้สิ่งศักสิทธิ์ทั้งหลายยคุ้มครองท่าน ให้ท่านสุขกายสุขใจตลอดกาลกาล..

                                                                           อิงแอินทร์.

ผู้แสดงความคิดเห็น อิงอินทร์ วันที่ตอบ 2011-09-09 11:16:07


ความคิดเห็นที่ 6 (103656)

เรียนท่านหมอเมือง.

หนอนตายอยากเห็นมี่มากที่อำเภอภักดีชุมพล จ. ชัยภูมิ.

เพราเคยไปบวชขาวที่วัดป่าพัฒนาราม 2 .

มีแม่หมอมีนำมาต้ม รวมกับสมุนไพรอื่นให้ผู้มาปฏิบัติธรรม ดื่ม.

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อิงอินทร์ วันที่ตอบ 2011-09-09 11:22:10


ความคิดเห็นที่ 7 (103700)

ขอบพระคุณมากเลยนะค่ะ ที่ให้ความรู้ดีๆตั้งมากมาย เป็นวิทยาทานกับทุกๆคน หนูได้ความรู้มากมายเลยจากคุณหมอเมือง ขออนุญาต นำไปแนะนำคนอื่นๆ หรือเผยแพร่ให้คนอื่นๆได้ทราบบ้างนะค่ะ 

อ่านไปบางหัวข้อก็ ตลก หัวเราะสนุกสนานมากเลยค่ะ ของอะไรก็ตามที่เป็นธรรมชาติ ภูมิปัญญาชาวบ้าน ปลอดภัย ปลอดสาร ดีกว่า ยาเคมีบำบัดในปัจจุบัน ที่ส่วนใหญ่จะตกค้าง ส่งผลกระทบซึ่งจะเห็นผลในระยะยาว

ตัวท่าน และครอบครัวของท่านประเสริฐยิ่งนักค่ะ ขอขอบพระคุณด้วยใจจริงค่ะ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูงค่ะ


ส่วนด้านล่างนี้ขออนุญาตเผยแพร่ให้กับคนอื่นๆได้ทราบกันด้วยนะค่ะ คุณหมอเมือง

 

 

 

พอดีได้มีโอกาสได้ดูรายการ สุขภาพ ธรรมชาติบำบัด แล้วรู้สึกว่า คนเราที่เจ็บป่วยนั้น ล้วนมาจาก พฤติกรรมการกิน การดื่มน้ำ การนอน ขาดการออกกำลังกาย และการขับถ่าย ที่ผิดวิธีสะสมเป็นเวลานาน ซึ่งก็จะทำให้ธาตุดิน

 

น้ำ ลม ไฟ ในร่างกายเกิดอาการแปรปรวน ทำให้เกิดโรคต่างๆ
 
เช่น อาการเส้นพลิกง่าย ตึงเคล็ด เพียงแค่เอี้ยวตัว หลังยอก เพราะเส้นแข็ง ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งง่าย เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้ยาก
และอาจเป็นเพราะมีลมในเส้นด้วย  นั้นเกิดจากการกินที่ผิดวิธี คือกินแล้วย่อยไม่ดี ไม่ขับถ่าย เกิดการหมักหมม ทำให้เกิดแก๊ส ดันอัดตามเส้น
ลมปราณที่เลือดไหลเวียน พอนานๆเข้า อาหารย่อยไม่ได้หมด ก็จะทำให้เกิดพิษสะสมตามส่วนต่างๆของร่าย บางทีเกิดกรดไหลย้อน เกิดแก๊ส
ไหลย้อนขึ้น มีกลิ่นปาก หน้าแดง ตัวร้อน (มีแก๊สตีขึ้นมาเพราะไม่มีที่ระบาย) บางครั้งเจ็บศีรษะ สระผมไม่ได้ และตาแดง เนื่องจากพลังตับพุ่ง
ขึ้นสูง  แต่บางอย่างไม่แสดงให้เห็น เป็นฝี ภายในร่างกาย เสลดเหมือก จับเป็นผังผืดก็มี นานเข้าหากหากเลือดไหลเวียนไปไม่ได้ทั่วทุกส่วน
เกิดการติดขัด เป็นลิ่มเลือดตามจุดต่างๆ เมื่อเป็นเรื้อรังนานเข้า ก็ส่งผลให้เป็นไขข้ออักเสบ หรือเป็นซีด มะเร็ง  หรือหากเป็นจุดสำคัญ
ก็อาจเป็นอัมพฤกต อัมพาตได้ ส่วนด้านล่าง ระบบการย่อย การดูดซึม การขับถ่าย ก็รวนไปหมด เกี่ยวพันไปทั้งระบบ ปอด หัวใจ ตับ ไต ม้าม ฯลฯ
 
การที่อาหารเดินทางลงสู่กระเพาะ แล้วกระเพาะไม่ย่อย เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น
1. ดื่มน้ำเย็น หรือน้ำปริมาณเยอะ ระหว่างหรือหลังทานมื้ออาหาร น้ำย่อยที่กระเพาะก็จะเจือจาง
2. ทานอาหารที่เป็นพวกสำเร็จรูป (junk food) หรือพวกเนื้อสัตว์มากเกินไป ทำให้ย่อยยาก
3. ทานอาหารไม่ตรงเวลา    
4. ทานอาหารเยอะเกิน หรือ (ทานขนม ผลไม้อัดๆเข้าไป หลังมื้ออาหาร ควรพักแล้วทานเป็นช่วง
อาหารว่างน่าจะดีกว่า เพราะผลไม้จะดูดซึมได้ดีตอนท้องว่าง แต่หากทานหลังมื้ออาหาร มันจะเป็นกรด
หรือ แก๊สขึ้นได้ ยกเว้นมะละกอสุก หรือผลไม้ที่มีวิตามินเอ ดี อี เค แต่ก็ควรเว้นเวลาสักพัก)
5. ความเครียด
6. ทานอาหารเร็ว ไม่เคี้ยวให้ละเอียด
 
อีกทั้งยังต้องดูแลส่วนอื่นๆ
1. อย่าปล่อยให้ท้องผูก ให้ทานยาระบาย เช่น ขมิ้นชัน มะขาม ฯลฯ
2. นวดเท้า เป็นการบำบัดทุกส่วนของร่างกาย ใช้เท้าเปล่าย่ำพื้นทราย พื้นหญ้า หรือ นำกะลามาเดินเหยียบ
ให้เลือดไหลเวียน หรือหากผู้อื่นนวดเท้าให้ก็ได้
3. ให้ต้มน้ำขิง แล้วนำมาแช่เท้า แช่มือ แช่ตัว (หากใช้เสร็จ ก็สามารถเก็บนำมาต้มใช้ใหม่ได้ จนเสียค่อยนำไปเททิ้ง) 
4. ออกกำลังกาย ท่าที่ง่ายที่สุด ก็น่าจะเป็นการ แกว่งแขนเท้าบำบัดโรค และบิดตัว ศีรษะให้ได้มีการเคลื่อน
ไหวทั่วทั้งตัว เพื่อให้เลือดลมไหลเวียนได้ทุกส่วน (การออกกำลังที่เคลื่อนไหวช้าๆ แต่มีพลังเกิดขึ้นภายใน
น่าจะดีที่สุด) แนะนำ ฝึกพลังลมปราณ จะส่งให้ดูฉบับหน้า จากผู้ที่กำลังจะเป็นอัมพฤกษ์เดินไม่ได้ พอค่อยๆ
ได้ปฎิบัติ แล้วสุขภาพแข็งแรงดังเดิม 
 
ข้อสังเกต อาการบ่งบอกถึงโรคต่างๆ
 
1. โรคตับ  (ถือเป็นอวัยวะที่สำคัญมากๆ เพราะโดนแรงอัด และมีผลกับทุกส่วนของร่างกาย ส่วนใหญ่มักจะ
มีอาการผิดปกติในวัยมีอายุ เพราะสืบเนื่องจากพฤติกรรมการกินที่ไม่ตรงเวลา นอนดึก พอนานวันเข้าก็จะแสดง
อาการอันดับแรกคือ ระบบการย่อยอาหารแย่ลง ทานแล้วไม่ย่อยไม่ดูดซึม อาหารค้างอยู่ที่ลำไส้ ก่อให้เกิดกรด
แก๊ส ย้อนขึ้นมาส่วนบน ขวางทางไหลเวียนของลมปราณ ทำให้เลือดลมติดขัด ( ตามที่ได้เขียนไว้แล้วด้านบน ย่อหน้าที่2)
 
อาการบ่งบอก คือ ตัวเหลือง ท้องอืดไม่ย่อย หลังทานข้าวง่วงนอน หน้าแดง ตาแดง เจ็บศีรษะ เป็นตะคริว เพราะลมปราณ
ติดขัดช่วงล่าง ปกติคนเราส่วนบนหัวจะเย็นแล้วลงมาด้านล่างๆ ค่อยๆ อุ่น และร้อนช่วงล่าง  หากเท้ามีอาการเย็น (ช่วงล่าง
ตั้งแต่ท้องลำไล้ลงมาแสดงว่ามีปัญหาช่วงท้องนี้ เพราะเลือดไม่สามารถไหล ลงมาเลี้ยงช่วงล่าง ทำให้เลือดไหลเวียนติดขัด
แล้วจะเกิดอาการแน่นที่ช่วงชายโครงด้านหลัง เกิดแก๊ส)   วิธีแก้ไขคือ ปรับพฤติกรรมการกิน การนอน การออกกำลังกาย การขับถ่าย อย่าให้ตกค้าง  แล้วทานอาหารธรรมชาติที่มีสีเขียว  ถั่วเขียว ต้นพิลังกาสา สะเดา ผักบุ้งส้มตำ ของขมๆ ฟ้าทะลายโจร ช่วยบำรุงตับ
แต่ทั้งนี้ทุกอย่างต้องทานอย่างสมดุล
 
 
2. โรคไต (สาเหตุหลัก มาจากการทานยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จนเกิดการตกค้างที่กรวยไต ขับออกไม่หมด) ซึ่งส่งผล
กระดูก ผุกร่อน เปาะง่าย ฟันแตกหัก  ร่างกายบวม ระบบความจำเสื่อมเป็นโรคอัลไซเมอร์ ถุงใต้ตามีขนาดใหญ่หรือย้อย บ่งบอกถึงสมรรถภาพ
ของไตที่ทำงานแย่ลง  วิธีแก้ ปรับพฤติกรรมการกิน ก่อนทานอะไรนึกถึงสุขภาพของตัวท่านเองก่อนเป็นอันดับแรก เพราะไตนั่นจะกระทบกับระบบภายในทุกส่วน เพราะหากเสื่อมแล้ว ระบบความดันโลหิตสูง ส่งผลถึงหัวใจ ระบบการหายใจปอดเลือดเสียค้าง ทำให้ ออกซิเจนในร่างกายลดลง กระบวนการย่อยการสร้างน้ำดีในตับและการดูดซึมเมตาบอลิซึ่มก็ไม่มีประสิทธิภาพเพราะขาดออกซิเจนในเลือด ทำให้เกิดค้างของเสีย ระบบการขับถ่ายก็จะ แปรปรวน ขับ เหงื่อ ปัสสาวะ อุจจาระ  ออกไม่หมดตกค้าง  (ไม่ทานของที่ย่อยยาก เช่นพวกเนื้อสัตว์) บำรุงด้วยของดำๆ พวกเห็ดหูหนูดำ ถั่วดำ เห็ดหลินจือ กระชาย ผลหม่อน เกสรไหมข้าวโพดและซังข้าวโพด ใบข่อย เหง้าของเตย ดอกบานไม่รู้โรยเฉพาะดอกสีขาว
เหง้าสับปะรด หญ้าใต้ใบ ต้นหญ้าหนวดแมว จุ่ยเต็กเฉ่า
 
********ช่วยกันทำให้ผู้ป่วยน้อยลง หมอที่ดีที่สุดคือตัวท่านเอง**********
 
********  ยารักษาที่ดีที่สุด คืออาหารที่ได้จากธรรมชาติ ********
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

ส่วนด้านล่างมีคนส่งบทความเรื่องการแพทย์แผนจีนมาให้ค่ะ ลองศึกษาพิจารณากันดูนะค่ะ
 

 


 
สรุปคำบรรยายจากแพทย์แผนจีน
 
“เมื่อชีวิตสุขสบาย ต้องไม่ไป (ตาย) ก่อน 99”
 
            ทุกคนอยากมีชีวิตสุขสบายไร้โรคา ท่านทั้งหลายมาฟังการบรรยายก็มีจุดประสงค์อย่างเดียวกัน ผมขอถามว่า อายุขัยของคนเราสูงสุดคือเท่าไร บางคนบอกว่าสูงสุด 150 ปี  ต่ำสุด 120 ปี ซึ่งไม่ถูก มนุษย์เรามีระยะเจริญเติบโต 20-25 ปี อายุขัยเป็น 5-7 เท่าของระยะเจริญเติบโต คือต่ำสุด 100 ปี สูงสุด 175 ปี การจะอยู่ถึงร้อยปีไม่ใช่ฝันอีกแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากอยู่ถึงขนาดนั้นหรือไม่
                
            จะอยู่ร้อยปีก่อนอื่นต้องมีสุขภาพดี แล้วสุขภาพดีมาจากไหน?  มาจากพื้นฐาน 4 ประการในชีวิตประจำวัน 
ประการแรก คือภาวะจิตที่สงบสุข
ประการที่สอง คือรับโภชนาการที่สมดุล
ประการที่สามคือออกกำลังกายพอเหมาะ
ประการที่สี่คือนอนหลับเพียงพอ โดยปรกติแล้ว ประการที่สี่ชักจูงให้งดบุหรี่และเหล้า ผมขอแก้เป็นนอนหลับเพียงพอ ดั่งที่โบราณท่านว่า “อดนอนทุกวัน ชีวิตสั้นไป 10 ปี”
 
            พื้นฐานสุขภาพ 4 ประการ ต้องเรียงตามลำดับ สมัยนี้มีบทความมากมายเขียนถึงเรื่องนี้  แต่ถ้าไม่พูดถึงภาวะจิตใจเป็นประการแรก  แสดงว่าผู้เขียนไม่ใช่มืออาชีพ ไม่ต้องอ่านต่อแล้ว เพราะแพทย์แผนจีนจัดภาวะจิตใจเป็นอันดับหนึ่งในการบำรุงสุขภาพ  กล่าวคือ ภาวะจิตเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม และผลพวงต่างๆ เกิดจากพฤติกรรม
มองในแง่สรีระ คนเราอยู่ได้โดยอาศัยอวัยวะทั้ง 5 คือ ตับ หัวใจ ม้าม ปอด และไต ยกตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลออกใบมรณะบัตร มักจะระบุสาเหตุการตายว่า หัวใจวาย ตับวาย ไตวาย เป็นต้น
ถ้าผู้ป่วยตายด้วยเส้นเลือดหัวใจอุดตัน แสดงว่าเลือดเข้มข้นสกปรก แต่เลือดฟอกมาจากตับ แสดงว่าตับหมดสมรรถภาพในการฟอกพิษหรือกลั่นกรองเลือดให้บริสุทธ ิ์   ไหลเวียนไม่คล่องตัว ทำให้อุดตันในเส้นเลือด ผู้ป่วยโรคหัวใจจำนวนมาก ก่อนหัวใจวายมักจะบันดาลโทสะซึ่งเป็นสาเหตุทำลายการทำงานของตับด้วย เพราะฉะนั้น โปรดจำไว้ว่า อย่าโมโหโทโสซึ่งไม่ช่วยแก้ไขปัญหาใดๆ เลย นอกจากทำลายร่างกายท่านั้น ขอฝากคำขวัญให้ทุกท่าน “หัวเราะสามเวลา ห่างไกลโรคและยา หัวเราะสามเวลา หมอต้องผูกคอลา” 
 
            ทีนี้มาพูดเรื่องโภชนาการ อักษรจีนต้องเขียนตามลำดับก่อนหลัง ภาษาก็เช่นเดียวกัน เราพูดวา “ดุลยภาพแห่งโภชนาการ”หมายความว่า ดุลยภาพต้องมาก่อน โภชนาการจึงตามหลังมา WHO เตือนเราว่า คนเราเกิดโรคมาจากสาเหตุ (1) รูปแบบการดำรงชีวิตไม่เหมาะสม (2) กินอาหารไม่สมดุล หมายรวมถึงมากเกินและขาดแคลน นั่นคือ ไขมันมากเกิน แต่แร่ธาตุและวิตามินขาดแคลน สรุปคือ ไม่รู้จักกิน ทำให้เกิดโรค
 
            อยากจะถามว่า เรากินอาหารเพื่ออะไร? คำตอบคือ
(1) เพื่อดำรงชีพ
(2) เพื่อป้องกันโรค
(3) เพื่อรักษาโรค บรรดาโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เกิดจากการกินทั้งนั้น ในเมื่อกินแล้วทำให้เกิดโรคได้ ก็ต้องกินแล้วรักษาโรคได้เช่นกัน 
 
            แพทย์แผนจีนเป็นมรดกตกทอด 5 พันปี ให้คนรุ่นหลังใช้รักษาโรค 5 ขั้นตอน
 
ขั้นตอน 1 รักษาด้วยอาหาร หมอจะให้สูตรอาหารแก่คนไข้เป็นเวลาหลายเดือน ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้
ขั้นตอน 2 กวาดทราย ดูดด้วยสุญญากาศ บีบนวดและดึงดัน ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้
ขั้นตอน 3 ฝังเข็ม ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้
ขั้นตอน 4  ใช้เหล้าดอง ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้
ขั้นตอน 5 ใช้ยา ปัจจุบันหมอจะให้ยาทันทีที่คนไข้มาหา เป็นยาย่อมมีพิษ คุณกินยาทั้งเดือนทั้งปี ไม่มีวันที่โรคจะหายขาด
 
            Socrates บิดาแห่งแพทย์แผนปัจจุบัน เคยกล่าวเตือนว่า “จงกินอาหารให้เป็นยา อย่ากินยาเป็นอาหาร” จีนโบราณก็มีคำกล่าวว่า“ใช้อาหารรักษาโรคดีกว่ายา” แต่ทุกวันนี้มันกลับกันหมด
 
เรากินอาหารวันละ 3 มื้อ กินเพื่ออวัยวะชิ้นไหนกันแน่?
 
เราอยู่ได้เพราะอาศัยพลังงานจากอวัยวะทั้ง 5 พลังงานของอวัยวะได้มาจากการกิน แต่ทุกวันนี้เรากินตามใจและปาก ชอบอะไรก็กินมันทุกวัน อวัยวะทั้ง 5 ก็เหมือนกับคน มีรสนิยมแตกต่างกัน
  • ตับชอบกินสีเขียว
  • หัวใจชอบกินสีแดง
  • ม้ามชอบกินสีเหลือง
  • ปอดชอบกินสีขาว
  • ไตชอบกินสีดำ
คำว่าดุลยภาพหมายถึงกินหลากหลายชนิด
 
            แพทย์แผนจีนใช้วิธีมอง ฟัง ดม ถาม แมะ ก็สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ ในที่นี้ก็รวมทั้งการมองดูสี ทั้ง 5 บนใบหน้านั่นเอง ตัวอย่างเช่น
  • ตับมีปัญหา สีหน้าจะออกเขียว
  • หัวใจมีปัญหา สีหน้าจะออกแดง
  • ม้ามมีปัญหา  สีหน้าจะออกเหลือง
  • คนไข้หอบหืด สีหน้าจะออกขาว
  • คนไข้ไตเสื่อม สีหน้าจะออกดำ
 
ดังที่กล่าวแล้ว
·      ถั่วเขียวเหมาะสำหรับบำรุงตับ เพื่อให้ตับขับพิษออกจากร่างกาย แต่ก็ต้องกินให้ถูกวิธี คนทั่วไปมักจะต้มถั่วเขียวจนเละซึ่งไม่ถูกต้อง วิธีที่ถูกคือต้มให้น้ำเดือดประมารณ 5-6 นาทีก่อนที่ถั่วจะแตกเม็ด รินเอาน้ำออกซึ่งจะได้น้ำถั่วเขียวที่มีสีเข้มข้นที่สุด ดื่มแล้วมีสรรพคุณขับพิษสูงสุด จากนั้นเอาถั่วเติมน้ำต้มต่อจนเละกินเป็นอาหาร
·                              หัวใจชอบสีแดงให้กินถั่วแดง
·                              ม้ามชอบสีเหลืองให้กินถั่วเหลือง
·                              ปอดชอบสีขาวให้กินถั่วขาว
·                              ไตชอบสีดำให้กินถั่วดำ
 
ทำไมถึงให้กินแต่ถั่ว? เพราะตำรายาจีนมีคำว่า“คนเรากินถั่วทั้ง 5 จะสมบูรณ์พูนสุข” โภชนาการแผนจีนก็เน้นว่า“กินไม่พ้นถั่ว”ขอยกตัวอย่างไม่ค่อยสุภาพ ในชนบทเขาใช้ถั่วดำเลี้ยงปศุสัตว์ ทำให้ไตแข็งแรงมีกำลังวังชา สามารถทำงานหนักเตะปี๊บดัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สุภาพสตรีควรบริโภคถั่วตลอดชีวิต เพราะนอกจากเป็นประโยชน์ต่ออวัยวะทั้ง 5 แล้ว ในถั่วยังมีสารที่กระตุ้นการทำงานของรังไข่
 
ต่อไปจะพูดถึงรสชาติ
 
  • เปรี้ยวบำรุงตับ
  • ขมบำรุงหัวใจ
  • หวานบำรุงม้าม
  • เผ็ดบำรุงปอด
  • เค็มบำรุงไต
 
หมายความว่า ต้องกินให้ครบทุกรสชาติอย่างละนิด ให้เกิดสมดุล เช่น รสเปรี้ยวบำรุงตับ กินมากตับพัง จีนเป็นประเทศที่มีผู้ป่วยโรคตับมาก ในจีนเองต้องยกให้มณฑลซันซีครองแชมป์โรคตับ เพราะคนที่นั่นชอบกินน้ำส้มสายชู รสเผ็ดบำรุงปอด กินมากปอดพังเช่นกัน สถิติกระทรวงสาธารณสุขจีนปีที่แล้วระบุว่า ชาวเสฉวนและชาวหูหนันที่อพยพจากจีนใต้ไปอยู่ภาคเหนือ นำเอานิสัยชอบกินพริกติดตัวไปด้วย นานวันเข้าเป็นโรคมะเร็งในปอดตามๆ กัน ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ภาคใต้อากาศชื้น กินเผ็ดป้องกันความชื้นได้ แต่ภาคเหนืออากาศแห้ง กินเผ็ดมากจะทำลายปอด พึงจำไว้ว่า ใครอยู่ถิ่นไหนให้กินของถิ่นนั้น ไม่ใช่ว่ากินของได้ทั่วทุกถิ่น
 
กินอาหารอย่างไรจึงจะเหมาะ?
 
ง่ายนิดเดียว มีหลักการจำดังนี้ “สีสัน หยาบ-ละเอียด ดิบ-สุก คาว-เจ”หมายความว่า กินอาหารต้องคละกันหลากสีและรสชาติ หยาบแข็งควบคู่กับละเอียดนิ่ม สุกควบคู่กับดิบ คาวควบคู่กับเจ ขอแนะนำว่า แต่นี้ไปให้กินผักดิบผลไม้สดแต่ละมื้อ ถ้าเปลือกกินได้ก็กินทั้งเปลือกจะยิ่งดี เพราะแพทย์แผนจีนถือว่า กินของดิบลดอาการร้อนใน แพทย์แผนปัจจุบันก็ถือว่า ผักผลไม้สดดิบให้วิตามินดีกว่า
 
สุดท้ายจะพูดถึงยาบำรุง
 
เราไม่ต้องเสียเงินมากมายซื้อยามาบำรุงร่างกาย ผักและผลไม้มีวิตามินสูง ถ้ากินให้ถูกวิธี ก็สามารถดูดซึมวิตามินเพียงพอต่อร่างกาย  สิ่งที่ต้องการคือแคลเซียม ผู้หญิงควรกินแคลเซียมวันละ 3000 มก.ขึ้นไป ผู้ชายกินวันละ 4000 มก. ขึ้นไป พร้อมกับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ คนทั่วไปมักเข้าใจผิด คิดว่าแคลเซียมใช้สำหรับรักษาโรคไขข้ออักเสบ ที่จริงแล้วแคลเซียมช่วยกระตุ้นให้โลหิตไหลเวียน นอกจากนั้น ยังป้องกันเส้นโลหิตแข็งตัว ดังนั้น ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ควรกินแคลเซียมให้เพียงพอ เพื่อให้เส้นโลหิตอ่อนตัว ความดันก็จะลดตาม ยาลดความดันก็ไม่ต้องกินมาก
 
            ขอฝากคำขวัญให้ทุกท่าน “อยากให้ร่างกายดี กินอาหารถูกวิธี อยากให้สุขภาพเยี่ยม อย่าลืมกินแคลเซียม” อย่าลืม อาหารต้องมาก่อนยา เป็นโรคอย่าพึ่งแต่ยา พึงใช้ยาในยามวิกฤติเท่านั้น
 
ขอส่งท้ายด้วย 4 ประโยคดังนี้ “หมอที่ดีที่สุดคือตัวเรา โรงพยาบาลที่ดีที่สุดคือห้องครัว ยาที่ดีที่สุดคืออาหารมีคุณค่า การรักษาที่ดีที่สุดคือเวลา”หมายความว่า ตัวคุณเองต้องรู้จักรักษาตัวเอง ห้องครัวในบ้านคุณเป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุด ยากับอาหารมีความหมายเดียวกัน กินอาหารให้ถูกต้องก็คือยาที่ดีที่สุด การรักษาต้องต่อเนื่อง ไม่ใช่ทดลองแล้วก็หยุด หรือเปรียบเสมือนใช้อวนจับปลา 3 วัน แล้วก็ตากอวนหยุดจับปลา 2 วัน ต้องใช้เวลาเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดี
 
            ท้ายที่สุด ผมขอแนะนำดังนี้
            1.    หลังจากฟังคำบรรยายแล้ว นำไปเผยแพร่แก่ญาติมิตร เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพดี และเป็นการทบทวนในตัว
            2.    เขียนข้อความ “ก่อนถึงเก้าสิบเก้า ห้ามเข้า(โลง)เด็ดขาด”ติดไว้หน้าเตียง เพื่อเตือนตัวเองกินให้ถูกวิธี
 
            ก่อนลาจาก ขอให้เราทุกคนตะโกน “ยืนหยัดไม่ไป (ตาย) ก่อนอายุ 99”
 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ลี วันที่ตอบ 2011-09-11 19:50:07


ความคิดเห็นที่ 8 (103872)

ขอบคุณค่ะคุณหมอเมืองที่ให้ความรู้ที่ดี ๆ แต่คนสมัยใหม่จะหาของและปรุงยาแบบนี้ไม่เป็นกันหรอกค่ะ ดิฉันอยากถามว่าถ้าคนเป็นฝีหนองเรื้อรัง (เป็น ๆ หาย ๆ มานานกว่า 10 ปี) จะมีวิธิรักษาให้หายขายรึเปล่าค่ะ ช่วยแนะนำด้วยนะค่ะ ถ้ามีทำขายสำเร็จแล้วยิ่งดีค่ะ เพราะจะหาสมุนไพร และต้มค่อนข้างยากค่ะ

       

ผู้แสดงความคิดเห็น moonoi@hotmail.com วันที่ตอบ 2011-09-21 18:16:27


ความคิดเห็นที่ 9 (105877)

 เป็นโรคสะเก็ดเงินได้ 2 เดือน ค่ะ  ไม่ทราบมีวิธีการรักษารึปล่าวค่ะ  แล้วที่ว่าน้ำควันเผาถ่าน คืออะไรหรอค่ะ  หาซื้อได้ที่ไหนค่ะ  

กรุณาด้วยนะค่ะ  เพราะตอนนี้กลุ้มกับมันมากเลยค่ะ  พึ่งเรียนจบ ไม่อยากให้อนาคตมาพังเพราะโรคนี้เลยค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น แอม วันที่ตอบ 2012-02-11 08:17:36


ความคิดเห็นที่ 10 (105959)

คุณหมอเมืองคะ ดิฉันเป็นผังผืดที่ปีกมดลูกด้านซ้าย เวลามีประจำเดือน จะมากะปิดกะปอย อยู่ 2-3 วัน เมนถึงจะมา แต่มาน้อยแค่ 2-3 วัน รวม 5 วัน เป็นคนเลือดน้อยคะ .. อยากให้ผังผืดหลุด อยากมีลูกคะ พอจะมียาอะไรช่วยได้บ้างคะ เพราะตอนนี้กินยาสตรีอยู่คะ ผิวพรรณดี แต่ไม่ค่อยช่วยเรื่องผังผืดสักเท่าไหร่คะ ช่วยบอกหน่อยคะ เผื่อมียาดี..

ผู้แสดงความคิดเห็น startsirawit@hotmail.com วันที่ตอบ 2012-02-18 17:48:45


ความคิดเห็นที่ 11 (106015)

กรุณาปรึกษาสูตินารีแพทย์เป็นดีที่สุดครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น หมอเมือง (sanyasi2029-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-02-22 00:41:47


ความคิดเห็นที่ 12 (106384)

คุณหมอเมืองคะ อยากทราบว่าน้ำควันเผาถ่าน หาได้ที่ไหนคะ รบกวนคุณหมอเมืองช่วยแนะนำด้วยคะ ขอบคุณคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ปูเป้ วันที่ตอบ 2012-03-21 10:22:26


ความคิดเห็นที่ 13 (106394)

ไปหาที่เขาเผาถ่าน  คือเตาเผาถ่านนะครับ  คุณอยู่จังหวัดไหนละครับ  มันมีแทบจะทุกจังหวัด  ทุกอำเภอ ทุกตำบล  ยกเว้นกรุงเทพและปริมณฑลเท่านั้น

ผู้แสดงความคิดเห็น หมอเมือง วันที่ตอบ 2012-03-24 00:47:27


ความคิดเห็นที่ 14 (106449)

มันมีน้ำยาหมักอยู่ชนิดหนึ่ง  ผลิตโดยอาจารย์ท่านหนึ่งอยู่ลพบุรี  ท่านผสมสมุนไพรที่มีคุณภาพสูงลงไปหลายชนิด แล้วหมักจนได้ที่  จึงนำมาให้ผมลดสอบคุณภาพอยู่   

เริ่มต้น ผมไปหาสมุนไพรในป่า เจอหมามุ่ย มีอาการคันมาก  เมื่อมาถึงบ้านก็นึกถึงน้ำยาชนิดนี้  หลังอาบน้ำแล้วจึงเอาน้ำยาชะโลมทา ปรากฏหายคันเป็นปลิดทิ้ง

เด็กผู้ชายคนหนึ่งมาช่วยหั่นสมุนไพรเกิดอาการแพ้สมุนไพรเป็นผื่นคันขึ้นมา  ผมจึงเอาน้ำยานี้ชะโลมทา ก็หายทันทีเช่นกัน

ต่อมาร่างกายผมอ่อนแอมากเพราะอดนอน(นอนไม่หลับ) จึงเกิดโรคงูสวัดขึ้นที่แผ่นหลัง  มีอาการปวดแสบปวดร้อน เจ็บเสียวเหมือนโดนเข็มทิ่มแทง  มีอาการสะดุ้งเฮือก ๆ ๆ เวลาถูกทิ่มแทง   จึงเอาน้ำยานี้ใส่ขวดสเปร์ฉีด  อาการทรมานก็หายไป  แต่มันก็มาเป็นผื่นลมพิษขึ้นแทนที่ และกระจายออกไป  ผมก็ใช้น้ำยานี้ฉีดทุกวัน  อาการคันก็หาย  ผื่นก็หาย  แต่เมื่อหมดฤทธิ์ยามันก็ขึ้นอีก  ก็ต้องฉีดคุมไว้วันละ 3-4 ครั้ง  จนมันหายขาดในที่สุด    จนต่อมาก็เกิดเริมขึ้นอีกในบางที่บางแห่ง  ก็ใช้น้ำยานี้ฉีดพ่นบริเวณที่เป็น มันก็หายคัน  ฉีดบ่อย ๆ  มันก็แห้งหายไปในที่สุดโดยไม่ทรมาน

ต่อมามีลูกสุนัขที่อยู่ด้วยในห้องติดเชื่อโรคผิวหนังที่ก้นและโคนหาง (ขี้เรื้อน) เห็นเกาขยุกขยิก  ผมเอาน้ำยานี้ฉีดพ่น ก็หายคัน ไม่เห็นเกาอีก  เมื่อฉีดพ่นทุกวันขี้เรื้อนก็หายไป

มีลูกสุนัขอีกตัวหนึ่งโดนกัดที่ขา มีเลือดไหลและพอง  ผมเอาน้ำยานี้ฉีดให้  วันต่อมาก็เห็นมันวิ่งเล่นเป็นปกติ  จึงจับมาดูแผลที่ถูกกัด ก็พบว่าแผลแห้งหายดี  ไม่มีอาการบวมอักเสบแต่อย่างใด

มีอยู่อีกโรคที่ผมไม่ได้ทดสอบ เพราะผมไม่เคยเป็น และคนที่รู้จักใกล้ตัวก็ยังไม่เป็น  นั่นคือเรื้อนกวาง หรือสะเก็ดเงิน 

ใครเป็นโรคดังกล่าวลองติดต่อป้าจุ๋ม เจ้าของผลิตภัณฑ์ดูนะครับ  ลองเอาไปฉีดพ่นดูทุกวัน อาจจะหายได้อย่างง่าย ๆ 

โทร. 081- 4390357  ป้าจุ๋ม+ลุงอ๊อด 

หมอเมือง

 

ผู้แสดงความคิดเห็น หมอเมือง วันที่ตอบ 2012-03-31 13:50:09


ความคิดเห็นที่ 15 (106450)

ข่าวดี 

หนังสือ "ตำรับยาหม้อรักษาโรคเรื้อรัง"  โดยหมอเมือง  ออกวางตลาดแล้วครับ   หาได้ตาม 7-Eleven  ทั่วประเทศ (ที่มีป้าย Book Smy)  

ผู้แสดงความคิดเห็น หมอเมือง วันที่ตอบ 2012-03-31 13:58:38


ความคิดเห็นที่ 16 (107875)

คณะนักวิทยาศาสตร์สหรัฐเผยผลวิจัยล่าสุด การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีเคมีบำบัด หรือ คีโม อาจให้ผลตรงกันข้ามกับที่คาดหวัง หนำซ้ำยังจะเป็นการกระตุ้นให้เนื้องอกลุกลาม และต้านทานการรักษาหลังจากนั้น

วันนี้ (6 ส.ค.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ว่า คณะนักวิทยาศาสตร์แห่งศูนย์วิจัยมะเร็งเฟร็ด ฮัทชินสัน ในเมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เผยผลวิจัยลงในวารสารการแพทย์ “เนเชอร์” เล่มล่าสุด ซึ่งพบว่า การรักษามะเร็งด้วยวิธีเคมีบำบัด หรือที่เราเรียกกันว่า คีโม อาจไม่ได้ผลตามที่คิด เนื่องจากคีโมสามารถทำลายเซลส์ที่สมบูรณ์แข็งแรง และทำให้เซลส์เหล่านี้หลั่งสารโปรตีน WNT1 6B ที่จะช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโตของเนื้องอก
นายปีเตอร์ เนลสัน ผู้ร่วมเขียนรายงานผลการวิจัย กล่าวว่า การค้นพบดังกล่าว ถือเป็นสิ่งที่ “ผิดความคาดหมายโดยสิ้นเชิง”

นายเนลสัน กล่าวอีกว่า การค้นพบเกิดขึ้นในระหว่างการทดลองเพื่อค้นหาคำตอบ เหตุใดเซลส์มะเร็งจึงฟื้นคืนชีพได้เร็วมากในร่างกายมนุษย์ ทั้งที่พวกมันถูกฆ่าได้ง่ายมากในห้องทดลองวิจัย และการทดลองผลกระทบจากเคมีบำบัดรูปแบบหนึ่ง ต่อเนื้อเยื่อที่รวบรวมจากกลุ่มผู้ชายที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก พบหลักฐานการทำลายดีเอ็นเอ ในเซลส์ที่สมบูรณ์แข็งแรงหลังการทำคีโม และว่า เมื่อสารโปรตีน WNT1 6B ถูกหลั่งออกมา มันจะมีปฏิกิริยาต่อเซลส์เนื้องอกที่อยู่ใกล้ๆ และทำให้เซลส์เหล่านี้เติบโต รุกราน และที่สำคัญคือ มันจะต้านทานการบำบัดรักษาโรคหลังจากนั้น.

ผู้แสดงความคิดเห็น sanyasi วันที่ตอบ 2012-08-12 09:34:23


ความคิดเห็นที่ 17 (111585)

 สวัสดีค่ะคุณหมอเมือง  แม่หนูเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อน ชวดเอามันปลามาทาแผล แต่แม่จำไม่ได้ว่าต้องผสมอะไร  รบกวนคุณหมอเมืองแนะนำด้วยค่ะ ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง หนุมีมันปลาอยากลองทำดูค่ะ 

ผู้แสดงความคิดเห็น ติ๊ดตี่ วันที่ตอบ 2013-12-03 12:26:22


ความคิดเห็นที่ 18 (111594)

 สมุนไพรที่มีสรรพคุณสมานแผล รักษาพิษได้หลายชนิดคือเสลดพังพอน หรือพญายอ  ต้องนำมาทอดกับน้ำปลาจะได้น้ำมันสีเขียว เก็บไว้ใช้ในครอบครัว

ผู้แสดงความคิดเห็น หมอเมือง วันที่ตอบ 2013-12-04 09:53:15



ก่อนหน้า1ถัดไป


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.

*** Disclaimer : ผลของการใช้ยาขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ***

www.sanyasi.org   เริ่มใช้งานเมื่อ  กรกฎาคม  2550
อภิญญา สันยาสี  เว็บมาสเตอร์
E-Mail.   sanyasi95@gmail.com
โทรศัพท์ 088-1063547