ReadyPlanet.com
dot
bulletอัลบั้มพระเครื่องหายาก


ไทยรัฐ
มติชน
เดลินิวส์
ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล
ตรวจสภาพอากาศจากกรมอุตุ
พระอาจารย์ปราโมทย์  ปาโมชโช
http://www.baanjomyut.com/main.html
พระไตรปิฎกออนไลน์


ตำรายาอายุวัฒนะ

 

 

คำว่า อายุวัฒนะ เป็นภาษาไทยที่ใช้เกี่ยวกับยาบำรุงร่างกายให้แข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ มีอายุยืนยาว จะเป็นถ้อยคำโอ้อวดชวนเชื่อดุจที่เจ้าหน้าที่เก่ยวข้อกล่าวหาก็หามิได้ เพราะท่านใช้อย่างนี้มาแต่ดึกดำบรรพแล้ว เจ้าหน้าที่ว่าถ้าเป็นยาอายุวัฒนะกินแล้วก็ไม่รู้จักตายสิ จะเป็นถ้อยคำกล่าวแบบไหนวิญญูชนก็พิจารณาเอาเอง ผู้เขียนขอใช้ชื่อนี้กล่าวถึงตำรายาทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงร่างกาย ซึ่งมีมากมายในตำรายาไทยโบราณ ผู้อ่านสนใจตำรับไหนก็เชิญเอาไปปรุงรับประทานดู ข้าพเจ้ามีหน้าที่เผยแพร่ความรู้ให้ข้อมูลตามโบราณซึ่งท่านใช้สืบ กันมาว่าได้ผลดี บางตำราก็มีเรื่องเล่าความเป็นมาประกอบไว้ด้วย คนโบราณมีศีลธรรมประจำใจคงไม่โกหกหลอกลวง เพราะโบราณท่านมิได้หวังผลการค้าพาณิชย์อะไรเหมือนในสมัยนี้ ใครมีอะไรดีท่านก็จารึกลงในใบลานบ้าง ในแผ่นทองบ้าง ฝังไว้ในพระธาตุเจดีย์ก็มี ใส่พานไว้บูชาก็มี คนรุ่นหลังบางคนเห็นคุณค่าก็นำออกมาเผยแพร่ บางคนไม่เห็นคุณค่าเอาเผาไปกับผู้ตายด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็มี เรื่องแบบนี้ก็มีมาก เพราะบางแห่งก็เป็นประเพณีที่สืบต่อมาแต่โบราณ ดุจที่จารึกไว้ในกฎหมายของเมืองพะเยาอันว่าด้วยหลักเจริญเมือง คือหลักการทำความเจริญให้เกิดขึ้นกับบ้านเมือง อันเป็นข้อที่ 7 ความว่า คน 3 จำพวกนี้เขาตายอย่าสืบแทนเขา ลูกหลานเขามีก็ให้สืบแทนต่อ ๆกันไป หากไม่มีลูกหลานก็ให้เอาเผาไฟไหลน้ำเสีย แต่ก็เป็นในพื้นที่นั้น หรือใกล้เคียงที่ได้รับอิทธิพลมาจากเมืองพะเยาแต่โบราณ ตำราที่สืบทอดกันมาคงได้มาในสมัยหลัง หรือได้มาจากแหล่งอื่น จึงสามารถสืบทอดมาถึงรุ่นของพวกเราได้ จนถึงมือหมอเมืองที่จะนำมาเปิดเผยให้ท่านได้คัดลอกกันต่อไปอีก แต่มันมีที่มาจากหลายตำรา จึงไม่สะดวกที่จะกล่าวถึงที่มา เอาว่าเป็นของเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาเป็นใช้ได้ ผมนิยมยาอายุวัฒนะ เพราะเป็นยารักษาก่อนเป็น คือสร้างร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง มีภูมิต้านทานต่อโรคได้ดี สามารถรักษาอาการป่วยที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายได้ดี ซึ่งส่วนมากจะเป็นโรคเรื้อรัง เช่นความดันสูง เบาหวาน อัมพฤกต์อัมพาต โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคผอมแห้ง อ้วนเกินไป ผอมเกินไป แก่เร็วเกินไป พวกนี้ล้วนเกิดจากร่างกายขาดความสมดุลย์ ธาตุไม่ปกติ ยาอายุวัฒนะนั้นสร้างธาตุให้ปกติ เมื่ออะไร มันปกติมันก็ดีเหมือนคนหนุ่มที่สมบูรณ์แข็งแรง ความรู้สึกอะไรที่คนหนุ่มเคยมีและหายไปมันก็กลับคืนมา ทีนี้ตำรับยานี้มันมีมากมาย เมื่อท่านอ่านดูแล้วมันก็มีสรรพคุณตรงกัน คือ กินได้ นอนหลับ ขับถ่ายคล่อง ท้องไม่ผูก ถ้ามีเหตุให้เป็นอย่างนี้มันก็เกิดผลขึ้นมา คือร่างกายอุดมสมบูรณ์แข็งแรงการหมุนเวียนโลหิตก็ดี น้ำเลือดน้ำเหลืองก็สมบูรณ์ดี ผิวพรรณสวยสดงดงาม แล้วจะเอาโรคภัยมาแต่ไหน ร่ายกายเรานี้เป็นโรงงานวิเศษ มันรู้จักคัดแยกดูดซึมเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ไปใช้ด้วยความเหมาะสม แต่ถ้าธาตุผิดปกติเสียแล้วก็เหมือนเครื่องจักรกลมันชำรุด ประสิทธิภาพในการคัดเลือกแจกจ่ายมันก็เสียหาย การฟื้นฟูสุขภาพจึงต้องฟื้นฟูธาตุให้สมดุล ยาอายุวัฒนะทุกขนานล้วนเป็นยาปรับธาตุทั้งนั้น แต่การจะใช้ตำรับไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวสมุนไพรที่จะใช้ว่าหาได้ยากหรือง่าย อันไหนมันยาก ไม่รู้จัก ก็ไม่ต้องหาต้องทำ เลือกเอาที่ง่าย ทดลองทำกินดูก่อน แต่บางขนานมันไม่เหมาะกับเราก็มี ตามที่เขาว่าลางเนื้อชอบลางยา ใช่ว่าเป็นอายุวัฒนะก็กินได้เหมือนกันทุกคน ขึ้นอยู่กับธาตุของแต่ละบุคคล เช่นธาตุไฟมากแล้วไปกินยาร้อน แทนที่จะดีกลับจะเจ็บป่วยเอา ทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับ เป็นคนหนุ่มแล้วไปกินยาคนแก่ แทนที่จะดีก็กลับจะแย่เอา ความจริงมันก็มีเรื่องละเอียดอ่อนอยู่เหมือนกัน การปรึกษาผู้รู้ก่อนใช้ก็เป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่ง หมอเมือง (อภิญญา สันยาสี บภ.)

 

 

 

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 1

1. หัวกระชายแก่ 4 บาท 2. เหง้าขิง 4 บาท

 

 

  • แพทย์หรือโหรทายและผู้ไต่สวนความ

หลักกฎหมายนี้มีส่วนทำให้ตำรับตำราโบราณถูกทำลายไปมาก

 

 

 

081,1795197,   087-4582500,   085-0274968

 

 

ด้วยความปราถนาดี

3. หัวกะทือ 4 บาท 4.ดอกดีปลี 4 บาท

5. เนื้อสมอไทย 4 บาท 6.โด่ไม่รู้ล้ม 4 บาท

7. รากเจตมูลเพลิงแดง 4 บาท 8. พริกไทยล่อน 10 บาท

9. หรดาลกลีบทอง 8 บาท

สมุนไพรเหล่านี้ต้องล้างให้สะอาดแล้วฝานหรือสับตากแห้ง แล้วบดเป็นผง ผสมน้ำผึ้งปั้นลูกกลอน รับประทานวันละ 1 เม็ดพุทรา ท่านว่าจะไม่มีอาการอ่อนเพลีย เดินทางไกล หรือขึ้นเขาลงห้วยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย คนกินประจำแม้แก่เฒ่าก็จะกลับเหมือนคนหนุ่ม

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 2

ยาขนานนี้เป็นตำราเมืองเหนือ เกิดขึ้นในสมัยที่พม่าครองเมืองล้านนาถึง 200 กว่าปี (ตั้งแต่ พ.ศ.2094-2324) คนเมืองเหนือและคนพม่าก็มีความสนิทชิดใกล้กัน ไปมาหาสู่กันมิได้ขาด มีเรื่องเล่าว่า ยังมีกะทาชายนายหนึ่งอายุมากแล้ว เมื่อภรรยาถึงแก่กรรมลูกหลานก็ไม่เหลียวแล ร่างกายก็ซูบผอม กินไม่ได้นอนไม่หลับ หาเรี่ยวแรงมิได้ จึงระหกระเหินออกจากบ้านไปพบพระพม่ารูปหนึ่งก็ขออาศัยข้าวก้นบาตรท่านยังชีพ คอยรับใช้ท่านไปในตัว พระท่านเห็นร่างกายหาเรี่ยวแรงมิได้ก็ประกอบยาให้รับประทาน ผ่านไป 1 เดือนร่างกายก็กลับมีกำลังวังชาขึ้นมา โรคภัยที่เคยเป็นก็หายไป ต่อมาพระพม่าเดินทางกลับไปเยี่ยมญาติของท่านในประเทศพม่า ชายชราคนนี้ก็ติดตามไปด้วย และกินยานี้อยู่ประจำ อยู่พม่าได้ปีเศษ ร่างกายก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง ผมที่ขาวโพลนก็กลับดำ ผิวพรรณวรรณะก็เปล่งปลั่ง ผิวหนังเต่งตึงดูเหมือนคนอายุสามสิบเศษ เมื่อพระพม่าเดินทางกลับไทยก็ติดตามกลับมาด้วย แล้วกลับไปเยี่ยมลูก ๆ ญาติ ๆ ในหมู่บ้าน ใคร ๆ ก็จำแกไม่ได้ ดูก็คลับคล้าย คนทั้งหมู่บ้านแปลกใจพากันมาดู บ้างก็ว่าใช่ บ้างก็ว่าไม่ใช่ ทั้งนี้เพราะแกเปลี่ยนเป็นคนหนุ่มเร็วเกินไป อายุ 75 ปีกลับกลายเป็นดุจอายุสามสิบกว่าปีมันก็น่าฉงนอยู่ ต่อมาแกก็ได้เมียสาวคราวลูก มีลูกอีก 3 คน แล้วท่านก็ได้บอกตำรายาของพระพม่าไว้ให้คนทั้งหลายได้ปรุงกิน คนมีบุญทำกินก็ได้ประโยชน์ไปตามนั้น คนไม่มีบุญก็ไม่เชื่อ ก็หาทำกินกันไม่ ก็เป็นเช่นนี้มาทุกยุคสมัย ถ้าไม่เป็นดังนี้ คนเชื่อกันทั้งบ้านทั้งเมืองก็คงเป็นหนุ่ม อายุยืนยาวกันหมดแหละครับ ตำรายามีดังนี้

 

 

 

 

 

1. รากช้าพลู 1 ตำลึง 2. รากมะแว้งต้น 1 ตำลึง

3. รากมะแว้งเครือ 1 ตำลึง 4. รากมะเขือขื่น 1 ตำลึง

5. เถาบอระเพ็ด 1 ตำลึง 6. รากเจตมูลเพลิง 1/2 ตำลึง

เมื่อได้ตัวสมุนไพรมาครบแล้วต้องล้างให้สะอาด แล้วสับเป็นชิ้น ๆ ตากแดดให้แห้งดีแล้วจึงบดให้เป็นผง จากนั้นจึงนำขึ้นเครื่องชั่ง ไม่จำเป็นต้องให้ได้ 1 ตำลึง จะเป็น 100 กรัมก็ได้ ส่วนรากเจตมูลเพลิงใช้ครึ่งขีดก็พอ จากนั้นจึงผสมน้ำผึ้งให้เปียกแล้วใส่ภาชนะปิดฝาให้มิดชิด เก็บไว้ในที่ร่ม (ตำราว่าฝังในข้าวเปลือก 7 วัน)เป็นเวลา 7 วัน จึงนำออกรับประทานทุกวัน ๆ ละ 1 เม็ดพุทราดิบ ท่านว่าภายใน 6 เดือนร่างกายจะแปรเปลี่ยนอย่างอัศจรรย์ ผู้เขียนยังไม่ได้หาสมุนไพรมาทดลองปรุงกินดู สมุนไพรพวกนี้หาได้เองยิ่งดี เพราะได้สมุนไพรสดใหม่ สะอาด และของจริงแท้ ถ้าซื้อจากร้านยาสมุนไพรไม่แน่นอน ที่ไม่ค่อยเข้าท่าคือไม่สะอาด เราจะเอามาล้างตอนมันแห้งแล้วก็ไม่สะดวก จึงควรแสวงหาตามบ้านนอกคอกนานั่นแหละ หาได้ง่ายครับ

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 3

 

เรื่องฝอยตำราโบราณบางทีก็ฟังหูไว้หู เพราะท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงให้เห็นคุณภาพของยาเท่านั้นว่าวิเศษจริง คนที่เอามาทำกินจริง ๆ ก็บอกว่าดีมาก แต่ไม่ถึงขนาดมีหูทิพย์ตาทิพย์หรอก นอกจากผู้ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา จนถึงขั้นได้ฌาน 4 ฌาน 8 โน่นแหละจึงจะได้ฤทธิ์เดชดังว่า แม้พระอินทร์ก็คงลงมาหาจริง ๆ เพราะพระอินทร์ท่านชอบทำบุญกับพระผู้วิเศษมีกิเลสอันเหือดแห้งแล้ว เรา ๆ ท่าน ๆ กินแล้วมีกำลังวังชา ไม่มีโรคภัยเบียดเบียนก็ดีถมไปแล้ว ตำรายามีดังนี้ครับ

 

1. มหาหิงคุ์ 1 บาท 2. การบูร 2 บาท

3. ดอกดีปลี 3 บาท 4. ขิงแห้ง 4 บาท

5. เทียนทั้งห้า สิ่งละ 1 บาท 6. ผักแพวแดง 6 บาท

7. สมอทั้งสามสิ่งละ 7 บาท 8. โกฏสอ 8 บาท

9. โกฏเขมา 8 บาท 10. ลูกจันทร์ 9 บาท

10. พริกไทยล่อน 10 บาท

ท่านให้ทำเป็นยาผงผสมน้ำผึ้ง รับประทานเช้า-เย็น ครั้งละ 1 เม็ดพุทรา เป็นยารักษาธาตุให้บริบูรณ์ สุขภาพแข็งแรง มีภูมิต้านทานต่อโรคภัยไข้เจ็บได้ดี รับประทานประจำจะทำให้มีอายุยืนยาว

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 4

 

ยาขนานนี้มีที่มาจากภาคใต้ของไทยเรา มีคนใช้กันเยอะ เพราะอยู่ในดงของอิสลามซึ่งชาย 1 คนสามารถมีภรรยาได้ 4 คน ภรรยาจึงต้องแข่งขันกันเพื่อให้สามีรักที่สุด ร.ต.อ.เปี่ยมได้นำมาเผยแพร่ แต่ผู้เขียนได้ตำรานี้จากน้องชายซึ่งเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์อินทร์ วัดโขลงคูบัว ราชบุรี ท่านแนะนำให้คุณหญิงคุณนายที่สามีแอบไปมีเมียน้อยทำกิน สามีกลับมาหาทุกราย ผู้เขียนก็มียานี้ไว้ประจำสำหรับคนมีปัญหาดังว่า ตำรายามีดังนี้

1. หัวไพล 1 ขีด 2. ขมิ้นอ้อย 1 ขีด

3. ขมิ้นชัน 1 ขีด 4. หัวแห้วหมู 1 ขีด

5. หัวกระชาย 1 ขีด 6. พริกไทยล่อน 2 ขีด

ต้องทำเป็นยาผงก่อน แล้วผสมน้ำผึ้งปั้นลูกกลอน รับประทานก่อนนอนวันละไม่เกิน 2 เม็ดในพุทรา ถ้ารับประทานมากจะผายลมตลอด หรือถ้าเป็นคนธาตุร้อนหรือโรคไตไม่ควรกิน เพราะเป็นยาร้อน คนเฒ่าแก่กินดีมาก จะบำรุงธาตุไฟให้บริบูรณ์ และขับผายลมได้ดียิ่ง ตำราว่าแม้สตรีจะมีบุตรสัก 10 คนก็ยังเหมือนสาวน้อย

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 5

ตำรานี้ท่านพระยาเดโชได้มาจากประเทศเขมรคราวไปปราบเขมรที่เมืองเสียมราฐและได้เขมรมาเป็นเมืองขึ้นสมัยต้นกรุงโน่นแหละ ต้นตำราเป็นบทกลอนยาวเหยียด ความว่าท่านได้ไปวัดช้างเนียม หน้าเมืองโพธิสัตว์ เห็นอักษรจารึกที่ประตู ความว่า

ครั้นจะเข้าก็กลัวติดลิขิตบอก ครั้นจะออกก็กลัวติดลิขิตไป

เห็นเจ้าชีวิตคิดขยาดราชภัย ประนามัยหมอบประหม่าแหงนหน้ายล

หน่วยตาเล็งเพ่งพิศพินิจทั่ว เอาที่ตัวตนติดอย่าคิดฉงน

ท่านคิดปริศนาออก จึงขึ้นค้นบนซุ้มประตูวัดนั้นก็พบแผ่นทองคำจารึกด้วยอักษรขอมโบราณซ่อนไว้ที่ซุ้มประตู เมื่อเอามาอ่านดูก็เห็นเป็นตำรายาใช้ขับโรคสารพัด ตำรายามีดังนี้

 

 

 

 

 

 

1. สมอเขียว 5 ผล ลงพระเจ้า 5 พระองค์(นะโมพุทธายะ)ทุกผล

    1. เม็ดในสลอด 7 เม็ด ลงหัวใจพระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์(สังวิธาปุกะยะปะ)
    2. หัวแห้วหมู 3 หัว ลงมะอะอุ
    3. หัวข้าวค่า 4 หัว ลงทุสะนะมิ
    4. เถาบอระเพ็ด 3 ท่อน ๆ ละ 1 องคุลี ลงอิสะวาสุ
    5. ใบคนทีสอ 32 ใบ ลงทวัตติงสาเสกด้วยอาการ 32
    6. ยาดำ 1 บาท เสกด้วย เสกขาธัมมา อเสกขาธัมมา เนวเสกขานาเสกขาธัมมา

      วิธีปรุงยานั้นมีขั้นตอนดังนี้ หลังจากลงอักขระปลุกเสกทุกสิ่งอันแล้วท่านให้แยกยาแต่ละชนิดใส่ถ้วยแต่ละใบ แล้วแช่น้ำผึ้งไว้ตั้งแต่วันเสาร์ จนครบ 1 อาทิตย์ จากนั้นเทน้ำผึ้งออกเอาแต่ตัวยา ยกเว้นที่แช่ใบคนทีสอเอาทั้งยาและน้ำผึ้ง นำตัวยาทั้งหมดมาบดคลุกเคล้าเข้าด้วยกันจนแหลกละเอียดดีแล้วก็ปั้นเม็ดเท่าเม็ดพุทธรักษา (โตกว่าเม็ดพริกไทย)

      วิธีรับประทาน วันแรกให้รับประทาน 1 เม็ด วันที่ 2 กิน 2 เม็ด ตั้งแต่วันที่สาม กินวันละ 3 เม็ดตลอดไป กินได้ 15 วันโรคภัยหายสิ้น กินได้ 1 เดือน ผิวพรรณจะผุดผ่อง กินได้เดือนครึ่ง จะต้านยาพิษได้ กินได้ 2 เดือน ร่างกายเบา เดินเหินไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย กินได้ 3 เดือน สติปัญญาสมองปลอดโปร่ง

      ท่านพระยาเดโชได้ตำรามาแล้วก็ทำตามตำรา ร่างกายท่านก็แข็งแรง ไม่เคยปวดเมื่อยอะไรเลย จากนั้นก็ลองให้ตาแก้วที่เป็นโรคเรื้อนกินดู ไม่นานก็หายจากโรคเรื้อน ยายเย็นเป็นมะเร็งเรื้อรังมานาน เมื่อกินยานี้ก็หายเช่นกัน นายสงเป็นริดสีดวงงอกที่ทวารหนัก พอกินยานี้ไม่นานมันก็หดหายไปไม่กลับคืนมาอีกเลย นายคงเป็นหืดหอบ จะนอนแบบชาวบ้านก็ไม่ได้ ต้องพิงหมอนหลับในท่านั่งทุกวี่วัน หลังจากกินยานี้ไม่นานก็หายจากโรคหืดหอบอย่างปลิดทิ้ง ส่วนบทกลอนทั้งหมดนั้นขอนำมาลงไว้ให้ศึกษากันดังนี้

      ตำราพฤฒาแถลง

      ดำเนินความตามตำราพฤฒาแถลง

      โอสถเลิศประเสริฐล้ำนำแสดง ให้แจ่มแจ้งใสสว่างกระจ่างจริง

      เดิมได้พบอุปเท่ห์วิเสโส ท่านเดโชชื่ออ้างเป็นอย่างยิ่ง

      สถิตถิ่นอยู่ทางบางกระทิง เคยช่วงชิงชัยชาญชำนาญยุทธ

      เป็นคนธงวงศ์กษัตริย์วัดประดู่ ได้ต่อสู้พม่ามอญไม่หย่อนหยุด

      ครั้งไปรบเสียมราฐปราบกัมพุช พวกขอมดุษฎีงามไม่ลามเลียม

      ท่านเดโชชอบคิดปริศนา ด้วยปรีชาแหลมเลิศประเสริฐเสียม

      ตรงหน้าเมืองโพธิสัตว์วัดช้างเนียม แต่พอเยี่ยมก็ได้ยลยุบลใน

      ครั้นจะเข้าก็กลัวติดลิขิตบอก ครั้นจะออกก็กลัวติดลิขิตไป

      เห็นเจ้าชีวิตคิดขยาดราชภัย ประนามัยหมอบประหม่าแหงนหน้ายล

      หน่วยตาเล็งเพ่งพิศพินิจทั่ว เอาที่ตัวตนติดอย่าคิดฉงน

      กล่าวกลบเงื่อนเกลื่อนกลบแง่กระแสกล ยากจะค้นคิดคำที่สำคัญ

      สิ้นลิขิตปริศนาที่สาธก ปลงเห็นตกแจ้งจริงทุกสิ่งสรรพ์

      เอาที่ซุ้มประตูเปิดดูพลัน แผ่นสุวรรณจำหลักอักขรา

      เป็นโอสถสำหรับใช้ขับโรค สารประโยคลิขิตปริศนา

      จารึกในแผ่นทองคำเป็นตำรา สรรพยาเจ็ดสิ่งอย่างกริ่งใจ

      สมอเขียวห้าผลเป็นต้นเค้า ลงพระเจ้าห้าพระองค์อย่าสงสัย

      นะโมพุทธายะองค์ละใบ เอาเม็ดในสลอดมาเจ็ดเม็ด

      มาลงหัวใจพระธรรมเจ็ดคัมภีร์ ตามพิธีว่าหวังไม่กังขา

      แสดงไว้ให้ประจักรในอักขรา สังวิธาปุกะยะปะแสดง

      หัวแห้วหมูดูให้ดีสามศีรษะ ลงมะอะอุอุปเท่ห์เล่ห์แถลง

      หัวเข้าค่าสี่หัวเป็นตัวแรง อาจารย์แจ้งวิธีมิอำความ

      ลงทุสะนะมิสติตั้ง จงทุกครั้งทุกคราอย่าหยาบหยาม

      บอระเพ็ดเด็ดเถาเอาที่งาม คำรบสามท่อนเท่าองคุลี

      ลงอิสวาสุอย่างอุกกฤษ์ เป็นไตรพิธพรเลิศประเสริฐศรี

      ใบโคนดินสอสามสิบสองต้องวิธี อาจารย์นี้แนะนำตามทำนอง

      ลงด้วยทวัตติงสา เสกเป็นยาด้วยอาการสามสิบสอง

      เอายาดำบาทหนึ่งคลึงประคอง เสกขาธัมมาปองปลุกเสกไป

      อเสกขาธัมมาอย่าสนเท่ห์ เนวเสกขานาเสกขาตำราไข

      สัทธยาปลุกเสกสำรวมใจ ยาสิ่งหนึ่งจึงใส่ไว้ถ้วยหนึ่ง

      แช่น้ำผึ้งเป็นเคล็ดไว้เจ็ดฐาน เริ่มวันเสาร์เคารพสัตตะวาร ตำราจารย์แจ้งคดีวิธีทำ

      เอาตัวยามาเคล้าเข้ากันหมด ใส่หีบบดบุบขยี้บี้ขยำ

      แต่น้ำผึ้งที่แช่ยาในสารัมภ์ ท่านแนะนำพร่ำไว้ในบรรยาย

      กลเม็ดเคล็ดเคล้าให้เอาแต่ ที่ชุบแช่โคนดินสอเป็นกระสาย

      แต่หกสิ่งทิ้งเสียอย่าเสียดาย ทั้งหญิงชายจงทำตามตำรา

      ส่วนโอสถบดเสร็จบอกเคล็ดเคล้า จงปั้นเท่าเมล็ดพุทธรักษา

      เมื่อแรกกินเม็ดหนึ่งเริ่มประเดิมยา สองเวลาสองเม็ดเสร็จสองวัน

      กินสามมื้อสามเม็ดเผด็จโรค แม้นบริโภคเรี่ยวแรงแข็งขยัน

      เสพสามเม็ดเสมอสมัยไปทุกวัน เรี่ยวแรงนั้นถ้าน้อยกินถอยลง

      กำหนดสิบห้าวันโรคพลันหาย สบายกายเกิดกำลังดังประสงค์

      ถ้ากินไปไม่เคลื่อนครบเดือนตรง เป็นรูปทรงโสภางามกว่าคน

      กินเดือนครึ่งถึงจะลดกำหนดนั้น คงกระพันพิษยาอย่าฉงน

      สองเดือนกินสิ้นหมดพจน์นิพนธ์ ว่าตัวตนเบาหวิวเดินปลิวไป

      แม้นกินได้ไตรมาสฉลาดล้ำ ปัญญาจำธรรมศาสตร์นิบาตไสย

      โดยสามารถอาจองค์ดำรงไตร แสดงในคุณวุฒิอุตตโม

      ค่าขวัญข้าวเอาสลึงเป็นหนึ่งแน่ ทำบุญแก่สังฆเพศวิเศษโส

      อวยอุทิศจิตตั้งหลั่งชะโล ไปยังโบราณาจารย์สำราญเจริญ

      จงลุล่วงมัคราสิวาโมกข์ ตลอดโลกหฤหรรษ์สรรเสริญ

      ขวัญข้าวอย่ายินดีตีประเมิน ใครเรียกเกินพิกัดที่อัตรา

      จงฉิบหายตายตกนรกร้อน ปากคาบก้อนเหล็กแดงร้อนแรงกล้า

      ใครคิดออกบอกกันอย่าฉันทา อย่ามุสาวาดหวังปิดบังกัน

      ในข้อคำปริศนาดังว่านี้ ความยินดีดาลดวงทรวงกระสัน

      ด้วยสำนึกเสร็จศึกกัมพุชพลัน กลับคืนขัณฑสีมาสยาโม

      ได้หยุดหย่อนผ่อนเมื่อยหายมึนแล้ว ใจผ่องแผ้วกายวายทุกข์เป็นสุโข

      ความนิยมสมคะเนท่านเดโช ประกอบโอสถทำตามตำรา

      ให้ตาแก้วบริโภคแก้โรคเรื้อน ไม่คลาดเคลื่อนหายสนิทดังปริศนา

      ยายเย็นเป็นมะเร็งนมนานมา ให้กินยานี้ก็หายสบายใจ

      นายสงเป็นสีดวงงอกเหมือนดาก ดูลำบากเหลือล้นพ้นวิสัย

      กินยานี้หายหมดหดเข้าไป หายแล้วไม่กลับเป็นเหมือนเช่นเคย

      นายคงง่อยจ๋อยจืดเป็นหืดหอบ ลงนอนมอบหมอบอิงพิงเขนย

      กินยานี้หายวายเว้นไม่เป็นเลย แสนสเบยเบิกบานสำราญใจ

      โดยคุณยาสามารถบำบัดแก้ วิเศษแท้เที่ยงตรงอย่าสงสัย

      รักษาหายวายโศกสิ้นโรคภัย จึงบอกไว้หวังจิตคิดเป็นทาน

      ข้าพเจ้าเดโชถ้าโกหก ให้ตายตกอเวจีอัคคีผลาญ

      ตำใต้เทวทัตปฏิญาณ อเนกาลนับอนันต์พุทธันดร

      รังสฤษ์ปริศนาตำราเสร็จ ด้วยจิตเจตน์เป็นทานานุสรณ์

      หวังประโยชน์โพธิญาณสารสุนทร ลุนครเขตต์วิวัฏสวัสดี.

      ยาอายุวัฒนะตำรับที่ 6 แก้กามตายด้าน

      ยานี้แก้โรคกามตายด้านของผู้ชาย ที่เรียกว่านกเขาไม่ขัน ชื่อสมุนไพรบางตัวก็แปลก ๆ มีเฉพาะบางท้องถิ่น มีตัวยา 7 ตัวคือ

      สมุนไพรเหล่านี้ท่านไม่ได้บอกสัดส่วน ก็คงใช้แต่ละพอประมาณเท่า ๆ กัน ล้างสะอาดดีแล้วตากแดดให้แห้ง ดองด้วยสุรา 45 ดีกรี ใส่น้ำผึ้งพอสมควร รับประทานเช้า-เย็น ครั้งละ 1 จอก

       

       

      1. โด่ไม่รู้ล้ม 2. หญ้าไก่นกคุ่ม 3. หญ้าสามสิบสองราก

      4. หนาดพา 5. นาคมีแลน 6. หญ้าปฐม

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

    7. ตำสอ

ยาอายุวัฒนะขานที่ 7 แก้กามตายด้าน

1. เปลือกมะพลับ 2. เปลือกตะโกนา

เอายาทั้งสองอย่างนี้ปิ้งไฟให้กรอบดีแล้วชงน้ำร้อนรับประทานแทนน้ำชา ท่านว่าทำให้ทนทานดี

 

 

 

าอายุวัฒนะขนานที่ 8 แก้กามตายด้าน

1. บอระเพ็ดพุงช้าง 2. โด่ไม่รู้ล้ม 3. ม้ากระทืบโรง

ใช้สัดส่วนเท่ากัน ตากแห้งแล้วดองสุรา รับประทานเช้า-เย็น 3-4 อาทิตย์ก็เห็นผลดี

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 9 แก้กามตายด้าน

ท่านประพันธ์เป็นถ้อยคำคล้องจองกันว่า

อนึ่งราชาบุรุษ องคะชาติชำรุดปรำปรา ดูดีแต่ตาโสภาแต่ใจ

ยกดอขึ้นตั้งขดดังปลาไหล หางลากเข้ากองไฟแสนเวทนา

เอาหัวเข้าจดมันหดออกเอง ทำพองโตงเตงชั่วช้าสาธารณ์

อาจารย์ท่านรู้เอารากช้าพลูแลขิงแห้งมา หรดาลกลีบทอง ดีปลีต้องหา

อีกเถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิงนา ลูกจันท์ทั้งมวลล้วนแต่เป็นยา

เอาเสมอภาคตากแห้งสิ้นกระบวน โขลกตำเป็นผงร่อนลงละเอียด

คลุกเคล้าละเลียดด้วยน้ำผึ้งรวง กินเช้ากินเย็นเจ็ดวันไม่เว้นจึงตื่นขึ้นมา

แม้แก่ชราอายุแปดสิบเกี้ยวเมียสู้ยิบ ไม่เว้นแต่ละวัน แม่ม่ายหัวสั่นขอตัวแทบตาย

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 10 แก้กามตายด้าน

ตำรานี้เป็นของเมืองเหนือ

1. มะเขือแจ้เครือ 2. จงละอาง 3. ม้าแม่ก่ำ

เป็นยาผงละลายน้ำสุรารับประทานเช้า-เย็นทุกวัน ท่านว่าวิเศษจริง

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 11 แก้กามตายด้าน

    1. ให้เอากระโปกกระชาย (หัวกระชาย เอาทั้งหัวและรากนั่นแหละครับ)
    2. ขัดมอญทั้งห้า ถอนขึ้นมาทั้งราก เอาทั้งหมดนั่นแหละ

ความหมายคือ เอารากหมากหมก รากอ้ายเหล็กนางยอง รากขลี รากทุ้งฟ้า รากน้ำเต้า ต้มกินทุกวัน

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 13 แก้กามตายด้าน

ท่านให้เอา ขันเพชร เล็ดหนู สำคัญคู่เป็นตัวยา เถาวัลย์พรรณพฤกษา ต้นมรณาปลายยังเป็น

สิทธิอาจารย์ว่าท่านให้เอาย่านเอ็น เส้นสายที่ตายเป็นจักคืนดี ถ้าต้มกินหม้อหนึ่งมิรำพึงถึงความตาย

เฒ่าชราฟันหาไม่ยังแค่นไปได้คืนละสามหน หมายความว่าเอาสมุนไพรดังต่อไปนี้คือ รากขันเพชร

รากเร็ดหนู ต้นฝอยทองที่อยู่ตามต้นไม้ ย่านเอ็น เอามาต้มกินต่างน้ำ

สัดส่วนเท่ากัน ใช้ตากแห้งบดเป็นผงผสมน้ำผึ้งปั้นลูกกลอนก็ได้ หรือเอามาต้มกินน้ำก็ได้ ใช้ดองสุราดื่มทุกวันก็ได้ รับประทาน เช้า-เย็น ยาขนานนี้เป็นของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ท่านบันทึกไว้แต่ปี 2409

เป็นตำรายาที่ขึ้นชื่อมาก ส่วนมากหมอยาในกรุงเทพ ฯ และภาคกลางล้วนรู้จักและปรุงกินกันมาก แต่ท่านว่าอายุหนุ่มน้อยกินไม่สู้ดี เพราะธาตุไฟแรงจะเผาร่างกายให้ผ่ายผอม เหมาะสำหรับคนอ้วนต้องการลดความอ้วนกินยานี้น่าจะดี ตัวยามีดังนี้

1. เปลือกทิ้งถ่อน 2. เปลือกตะโกนา 3. เถาบอระเพ็ด 4.เมล็ดข่อย

5. หัวแห้วหมู 6. หัวกระชาย 7.พริกไทยล่อน

ยาทั้งหมดสัดส่วนเท่ากัน ตากแห้งบดผงผสมน้ำผึ้งกินก่อนนอน วันละ 1-2 เม็ด ท่านว่ากินได้ 1 เดือนตัว

พยาธิ์ลำไส้ออกมาหมด หายจากอาการปวดเมื่อยอ่อนเพลียโดยไม่ต้องอาศัยหมอนวดบีบ การหมุนเวียนโลหิตดี เลือดลมไหลสะดวก เรื่องอย่างว่าก็สู้บ่ยั่นเหมือนกัน ถ้าเป็นพระทำฉันให้งดกระชายเสีย เพราะเป็นยาบำรุงกามารมณ์

 

 

 

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 18 บำรุงร่างกาย

1. กล้วยน้ำสุก 2. เนื้อมะตูมสุก 3. พริกไทยล่อน

เอาตัวยาทั้งหมดมาตำเข้าด้วยกัน แล้วทำเป็นแผ่นตากให้แห้ง จากนั้นก็ใส่ขวดโหล ใส่น้ำผึ้งให้ท่วมยา ปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ 2 อาทิตย์จึงเอาออกมารับประทานวันละ 1 ช้อนกาแฟ ผ่านไปเพียง 15 วันกำลังวังชาจะกลับคืนมา กินต่อไปถึง 30 วัน ผิวพรรณจะผุดผ่องเต่งตึง ความรู้สึกทางเพศก็กลับคืนดี คนอายุ 60 จะกลับมีแรงเหมือนอายุ 30 ปี ถ้ากินประจำจะมีอายุถึง 120 ปี

 

 

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 19 บำรุงร่างกาย

1. หัวขิง 2. หัวข่าเล็ก 3. หัวแห้วหมู 4.เถาบอระเพ็ด

5.ดอกดีปลี 6. กระเทียม 7. รากแจง 8.สมอเทศ

9. สมอไทย 10.สมอพิเภก 11.สมอดีงู 12.ลูกมะขามป้อม

สมุนไพรทั้งหมดนี้ใช้สัดส่วนเท่ากัน ตากแดดให้แห้งดีแล้วจึงทำเป็นยาผง ใช้ละลายน้ำร้อนรับประทานก่อนอาหารเย็น ทำให้นอนหลับสบาย ท้องไส้ทำงานดีไม่มีลมเบียดเบียน ร่างกายกลับแข็งแรง คนแก่ก็จะกลับเป็นหนุ่มสาว

เอายาทั้งหมดนี้มาตำเข้าด้วยกัน แล้วใส่โหลหรือกระปุกเก็บไว้รับประทานก่อนอาหาร หรือก่อนนอน เป็นยาขับถ่ายสิ่งโสโครกออกจากร่างกาย ถ้ารับประทานประจำโรคภัยหายหมด ผิวพรรณวรรณะก็ดีงาม กลิ่นตัวกลิ่นปากหรืออื่น ๆ จะหายไปหมด

 

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 21 บำรุงร่างกาย

ยานี้ชื่อยากำลังราชสีห์ ตัวยามี 5 อย่างด้วยกันคือ

 

 

 

 

 

 

1. เถาบอระเพ็ด 2. หัวแห้วหมู 3. หัวกระชาย

4. พริกไทยล่อน 5.เกลือสะตุ

เอาตัวยาทั้งหมดมาตำเข้าด้วยกันแล้วใส่โหล ใส่สุราให้ท่วมยา ปิดให้สนิทแล้วนำไปฝังโคลนที่ชายน้ำในวันแรม 14 ค่ำ พอขึ้น 15 ค่ำของอีกเดือนหนึ่งจึงไปขุดขึ้นมารับประทาน ก่อนอาหารเย็นครั้งละ 1 ถ้วยตะไล จะแข็งแรง ปราศจากโรคภัยทั้งปวง จะมีกำลังดุจหนุมาน คำว่าแก่จะไม่มี ท่านว่าผู้มีบุญวาสนาเท่านั้นจึงได้รับประทาน แต่เรื่องการหมักโคลนนั้นมีเหตุผลทีต้องการความเย็น สมัยนี้ใส่ตู้เย็นย่อมเหมาะสมกว่า

 

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 22 บำรุงร่างกาย

ยานี้ชื่อยาเปลี่ยนร่าง มีนิทานเล่าประกอบว่า นานมาแล้ว จะเป็นเมืองอะไรท่านไม่ได้บอกไว้ มีชายคนหนึ่งอายุมากแล้ว ไปทำงานเฝ้าสวนหลวง ซึ่งอยู่ไกลจากบ้านมาก แต่เมื่อไปหาได้เอาบุตรภรรยาไปด้วยไม่ เมื่อทำงานก็มักถูกผู้บังคับบัญชาดุด่าเสมอ เพราะเป็นคนสุขภาพไม่ดี เมื่อถูกดุด่าถูกทำโทษบ่อย ๆ ชายผู้นี้คืนหนึ่งนอนไม่หลับจึงเดินไปเรื่อย ๆ ไปพบต้นไม้ใหญ่จึงคิดว่าต้นไม้นี้ชะรอยจะมีเทวดาผู้มีศักดิ์สิงสถิตย์อยู่เป็นแน่ เขาจึงกราบที่โคนต้นไม้กล่าวขึ้นว่า ข้าพเจ้าเป็นคนสัตย์คนซื่อ แต่กำลังวังชาก็ลดน้อยถอยลงทุกที มีแต่ได้รับทุกข์โทษจากเจ้านายอยู่ทุกวัน ถ้าท่านเทพยดามีฤทธิ์พอจะช่วยกระทำให้ตัวข้าพเจ้านี้มีเรี่ยวแรงดุจคนหนุ่มแล้วไซร้โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด แล้วเขาก็นอนหลับไปที่ใต้ต้นไม้นั่นเอง เทวดาจึงมาเข้าฝันบอกว่า เจ้าจงไปหาต้นยาเหล่านี้มาทำยากินเถิด แล้วจะแข็งแรงดุจคนหนุ่ม แต่อย่าเอาไปทำขาย ควรบอกกล่าวแก่ผู้อื่นเป็นทานเพื่อจะได้มีผลานิสงส์ต่อตัวเองต่อไปในภพหน้า ตัวยามีทั้งหมด 9 ชนิดด้วยกันดังนี้

ยาทั้งหมดนี้เอาน้ำหนักเท่า ๆ กันทำเป็นยาผงผสมน้ำผึ้ง รับประทานก่อนเข้านอนขนาดปลายนิ้ว

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 23 แก้กามตายด้าน

ยานี้ชื่อยาหมื่นศรี หมื่นศรีเป็นมหาดเล็กของเจ้าพระยาศรีธรรมโศก เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชในสมัยโบราณ ท่านบันทึกเป็นบทกลอนด้วยภาษาขอมสืบทอดกันมาจนถึงเรา ๆ ท่าน ๆ ทุกวันนี้ ผมไปเที่ยวเมืองใต้นอนค้างอยู่ตามวัดวาอาราม ท่านเจ้าอาวาสยังกล่าวเป็นคำกลอนให้ผมฟัง แสดงว่าคนใต้หลายคนที่รู้จักยาของหมื่นศรี และหลวงตารูปหนึ่งในวัดนั้นซึ่งบวชตอนแก่ อายุท่านได้ 82 ปีแล้ว แต่ยังเป็นช่างไม้ยืนถือกบไสไม้ด้วยอาการทะมัดทะแมงราวกับคนหนุ่ม ท่านว่าสมัยเป็นฆราวาสท่านฉันยานี้ประจำ แต่สมัยต่อมากัญชาหายากจึงไม่ได้ปรุงฉัน แต่ฤทธิ์ยามันยังทำงานอยู่จึงทำให้ท่านยังแข็งแรงดุจคนหนุ่ม และร่างกายไม่อ้วนเหมือนคนแก่อื่น ๆ ต่อมาผมมาพบตำรานี้ในตำรายาของ ร.ต.อ.เปี่ยม บุญยะโชติ ซึ่งเป็นคนนครศรีธรรมราชเช่นกัน ท่านเคยเป็นเลขาท่านจอมพล ป.พิบูลสงครามสมัยยังเรืองอำนาจ และเป็นคนแต่งตำรับตำราไว้มากมายหลายเรื่อง เป็นผู้ที่ควรแก่การยกย่องบูชามาก ยาต่าง ๆ ผมได้จากตำราท่านมาก ตำราคนอื่นก็มี ผสมผเสกันไป จึงขอนำบทกลอนมาลงไว้

ถึงเกยกายก็ไม่สมอารมณ์หวัง

มานอนนิ่งเสียได้ไม่อินัง เอามือรอต่อตั้งไม่นำพา

ตาหมื่นศรีก็เชื่อเหลือปรากฏ จึงได้จดจำไว้ให้เร่งหา

หัวขิงแห้ง รากช้าพลู แห้วหมูมา ทั้งกัญชา ลูกจันท์และพริกไทย

หรดาลกลีบทองต้องสำเหนียก ดีปลีเชือกเหมือนว่าหามาใส่

ครบแปดสิ่งเสมอภาคไม่ยากใจ ใส่ครกใหญ่ตำผงให้จงดี

แล้วเสกด้วยคาถาตรีสิงเห สัมพุทเธให้งามตามดิถี

น้ำผึ้งรวงเป็นกระสายลายทันที เอายานี้กินลองสองสามวัน

คงจะเห็นฤทธาคุณยานี้ ตาหมื่นศรีเจ้ายาอุตส่าห์หมั่น

อายุแกแปดสิบเศษสังเกตกัน ภรรยานั้นมากมายหลายสิบคน

ตาหมื่นศรีกินยาอยู่บ่อย ๆ ว่าไม่น้อยไม่เท็จคืนเจ็ดหน

ภรรยาออกระอาไปทุกคน ที่เหลือทนก็หนีออกนอกคามา

ถ้าผู้ใดกินยาเหมือนว่าไว้ คงจะได้สมมาตรปรารถนา

ไม่หลอนหลอกบอกชัดตามสัจจา ถ้ามุสาขอให้ตกนรกเอย.

หมายความว่า 1.หัวขิงแห้ง 2.รากช้าพลู 3.หัวแห้วหมู 4.กัญชา

เอามาทำเป็นผงก่อน แล้วผสมน้ำผึ้งรวงแล้วขณะปรุงยาก็เสกด้วยคาถาตรีสิงเห และสัมพุทเธ ท่านว่ากินเพียง 2-3 วันก็จะรู้ว่ายาดีแค่ไหน

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 24 แก้กามตายด้าน ร.ต.อ.เปี่ยม บุณยะโชติได้มาจากเจ้าน้อย ณ เชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ.2506 เจ้าของตำราเล่าว่ามีเพื่อนที่เครื่องสืบพันธุ์ตายแล้ว ใช้ยาฝรั่งฉีดก็ไม่ยอมลุกขึ้น กินยาสารพัดเป็นเวลาปีเศษ ๆ มันก็ยังนอนนิ่งทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวก็อายุเพียงสามสิบเศษ ๆ เท่านั้น มาวันหนึ่งเห็นพระธุดงค์กางกลดอยู่ริมป่าจึงนำข้าวปลาอาหารไปถวาย พระท่านเห็นสีหน้าหม่นหมองเหมือนมีทุกข์กังวลใจอะไรอยู่จึงสอบถาม ชายหนุ่มจึงเล่าความทุกข์ให้ฟัง ท่านฟังแล้วก็บอกว่าอย่าวิตกไปเลย อาตมามียาที่ช่วยเหลือคนแบบนี้มาหลายคนแล้ว ให้โยมเอาไปปรุงกินเถิด ตัวยามีดังนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ยานี้ชื่อเสาธงเหล็ก

1. หัวกระชายแก่ 2. หญ้าปากควาย

3. ต้นขัดมอญทั้งห้า 4. ข้าวเปลือก

สมุนไพรทุกตัวหนักเท่ากัน ให้เอายาเหล่านี้ใส่หม้อ ใส่น้ำให้ท่วมยา น้ำสี่ส่วน ต้มเคี่ยวจนเหลือ 1 ส่วน ให้รับประทานติดต่อกันให้ได้ 3 หม้อ หรือมากกว่านี้ก็ได้ เรื่องวิตกทุกข์ร้อนก็จะคลายไปสิ้น เมื่อชายหนุ่มทำยานี้กินก็ได้ผลดุจท่านบอกจริง ๆ

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 25 บำรุงร่างกาย

ชื่อยาลูกยอ เป็นตำรับยาที่หลวงพ่อโอภาษีได้มาจากพระครูนนท์ วัดใต้ปากพนังซึ่งมีอายุถึง 105 ปี เป็นผู้มอบให้ มีส่วนประกอบดังนี้

 

 

1. เถาบอระเพ็ด 6 บาท 2. หัวกระเทียม 3 บาท

3. พริกไทยล่อน 2 บาท 4. เหง้าขิงแห้ง 1 บาท

5. ยาดำ 3 บาท 6. ลูกยอหนักเท่ายาทั้งหมดรวมกัน

เอายาทั้งหมดตากแดดให้แห้ง แล้วบดเป็นผงรวมกัน ผสมกับน้ำผึ้ง กินก่อนอาหาร เช้า-เย็น ครั้งละ 2 เม็ดพุทรา หรือขนาดปลายนิ้วก้อย ผ่านไป 1 เดือนโรคภัยจะหายสิ้น ผิวพรรณวรรณะจะกลับดูเหมือนหนุ่มสาว

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 26 แก้กามตายด้าน

1. อังคุณะ 2. พริกไทยล่อน 3. หัวกะทือ 4. ว่านเสมา

5. พิลังกาสา 6. โลลุ 7.คนทีสอ 8. โคกกระสุน

9. ว่านน้ำ 10.เกาะดูรุเพทะ

สมุนไพรชนิดที่ 6 และ 10 ผุ้เขียนไม่รู้จัก แต่ลงไว้เผื่อคนรู้จักจะได้ไปหามาทำยากิน

ยาทั้งหมดนี้ให้บดเป็นผง ผสมน้ำผึ้งรวงรับประทานหลังอาหารเย็น จะทำให้เจริญอาหาร นอนหลับดี แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ แก้ปวดเมื่อยอ่อนเพลีย กินได้ 2 เดือนร่างกายจะกลับเป็นหนุ่ม

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 28 บำรุงร่างกาย

คัดจากตำรายาไทยจีนของ ร.ศ.พัฒน์ สุจำนงค์ คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทั้งหมดบดผงผสมน้ำผึ้งรับประทานครั้งละลูกพุทรา รับประทานประจำแก้โรคกษัย โรคลม โรคในตัวทั้ง

 

1. เกสรบุญนาค หนัก 2 บาท 2. สมอพิเภก หนัก 3 บาท

3. สมอไทย หนัก 3 บาท 4. มะขามป้อม หนัก 3 บาท

5. ดอกดีปลี หนัก 3 บาท 6. ลูกเร่ว หนัก 4 บาท

7. ขิงแห้ง หนัก 3 บาท 8. ว่านน้ำ หนัก 3 บาท

9. ลูกราชดัด หนัก 2 บาท

 

 

 

 

ปวง และทำให้กลับหนุ่มสาวเหมือนวัยรุ่น

 

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 29 แก้กามตายด้าน

เอากระเทียมสดบดกับเนย รับประทานประจำทุกวัน วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร กำลังดี ไม่ล่มปากอ่าว

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 30 บำรุงร่างกาย

1. พริกไทย 7 เม็ด 2. พริกขี้หนูแห้ง 7 เม็ด

3. ขิง 7 แว่น 4. ข่า 7 แว่น

5. ข้าวสาร 7 เม็ด 6. น้ำมันมะกอก 7 หยด

7. น้ำมันจันท์ 7 หยด 8. กล้วยน้ำว้าสุก 7 ลูก

เอามาตำให้แหลกจนเข้ากันดีแล้วผสมน้ำผึ้ง ให้ทำวันแรม 7 ค่ำ กินวันละ ลูกพุทรา กำลังดีมาก

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 31 บำรุงร่างกาย

เอารากกะทกรกมาต้มกิน เวลาไปขุดรากกะทกรกให้ไปขุดวันอังคาร พอถึง 3 อังคารแล้วให้ต้มกิน ระหว่าง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่ต้มหม้อที่ 1 นั้นก็ไปขุดในวันอังคารอีก 3 อังคาร รวมเป็น 6 อังคาร พอถึงวันอังคารที่ 7 ให้ต้มกิน รวมเป็น 2 หม้อ ต้มกินต่างน้ำชาก็ได้ เวลาขุดรากกะทกรกนั้นไม่ว่าจะได้มากหรือน้อยท่านให้คอนกลับบ้านแล้วเอามาแขวนไว้จนครบ 3 อังคาร และ 7 อังคาร ยานี้ต้องทำของใครของมัน จะให้คนอื่นทำให้ไม่ได้

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 32 แก้กามตายด้าน

ลงผสมคนให้เข้ากันดีแล้วก็ยกลง พอเย็นแล้วจึงปั้นเท่าเม็ดพุทรา รับประทานเช้าเย็นครั้งละ 1 เม็ด รับประทานได้ 2 เดือนโรคลมจะหาย หูจะได้ยินถนัด ตาจะสว่าง ผิวพรรณจะสวยงาม ร่างกายจะแข็งแรง

ร.ต.อ.เปี่ยมเล่าว่า เดิมที่ได้ตำรายานี้มา หลวงศรีเทพบาล บ้านอยู่สะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ได้เล่าว่ามี

พระรูปหนึ่งธุดงค์มาแต่เมืองตะวันตก มาพักอยู่ที่วัดเสาวคนธ์ กรุงเทพ ฯ บอกว่าอายุ 70 ปี แต่ดูร่างกายท่านยังหนุ่มมาก หลวงศรีเทพบาลจึงขอตำรายาที่ท่านฉัน เมื่อได้มาแล้วก็ยังไม่ได้ทำ เพราะไม่รู้จักต้นพญามุติ จนมาถึง พ.ศ.2459 มีพระรูปหนึ่งได้นำต้นพระยามุติมาให้ดู และได้ทำยารับประทานตั้งแต่นั้นมา

ร.ต.อ.เปี่ยมเล่าว่าท่านได้ทำยาขนานนี้รับประทานได้ 2-3 เดือน ลมออกหูก็หาย หูได้ยินชัดเจนดี ตาที่มัว

ก็กลับอ่านหนังสือได้ หน้าที่เคยเป็นฝ้าด่างดำก็หายไป ร่างกายก็แข็งแรง หลับสนิทดี

ท่านบอกลักษณะต้นพระยามุติว่า ใบของมันคล้ายใบตั้งอ้อ ดอกคล้าย ๆ ตุ้มหู หรือคล้ายดอกผักกาด

ดอกแบนสีเหลือง ถ้าขึ้นตรงพื้นดินสมบูรณ์ต้นจะสูงถึง 2 ศอกเศษ ชอบขึ้นตามหาดทราย หรือดินปนทราย ใช้ทำแกงเลียงกินได้ บางคนเรียกต้นออ มีมากในเดือน ยี่-3

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 34 บำรุงร่างกาย

1. ขมิ้นอ้อย 2. ผักเสี้ยนผี 3.โคกกระสุน 4. หัวแห้วหมู

ตากแห้งบดเป็นผงผสมน้ำผึ้ง กินก่อนนอนวันละ 1 เม็ดพุทรา ทำให้เจริญอาหาร แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ

 

 

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 35.บำรุงร่างกาย

เรื่อย ๆ รูปร่างจะเปลี่ยนแปลง ผิวพรรณผุดผ่องอ้วนท้วนสมบูรณ์ ผู้กินยานี้อายุได้ 160 ปี

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 36. บำรุงสายตา

เอาหัวแห้วหมูมาล้างให้สะอาด แล้วคั่วไฟ แล้วทุบให้แตก นำมาชงดื่มแบบน้ำชา แก้ปวดเมื่อยอ่อนเพลีย

ร่างกายแข็งแรง ตาสว่างดุจคนหนุ่ม ฟันทนแข็งแรง ร่างกายกลับเป็นหนุ่มสาว

 

 

 

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 37 บำรุงร่างกาย

1. กำลังวัวเถลิง หนัก 3 บาท 2. เปลือกตะโกนา หนัก 3 บาท

3. เปลือกทิ้งถ่อน 3 บาท 4. เขากวางอ่อน 3 บาท

5. แสมทะเล 3 บาท 6. เมล็ดข่อย 3 บาท

7. รากส้มกุ้งใหญ่ 2 บาท 8. รากส้มกุ้งน้อย 2 บาท

9. หัวบัวขม 2 บาท 10.ฝางเสน 2 บาท

เอาตัวยาทั้งหมดมาตำพอแหลก แล้วห่อผ้าขาวดองสุราไว้ 7 วัน กินวันละ 1 จอก หลังอาทิตย์ตกดิน

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 38. บำรุงร่างกาย

1. เมล็ดข่อย 2. พริกไทยล่อน 3. หัวแห้วหมู 4. หัวบัวขม

5. หัวกระชายแก่ 6. ผักเสี้ยนผี 7. โคกกระสุน 8.เนื้อสมอทั้ง 3อย่างละ 10

 

 

เอามาทุบดองสุรา กินก่อนอาหารเย็น กินประจำอายุยืนถึง 100 ปี แข็งแรงทำงานหนักได้ดุจคนหนุ่ม

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 39. แก้กามตายด้าน

    1. ต้นกะเม็งทั้งห้า (ถอนขึ้นมาทั้งราก เอาทุกส่วน) เอามาสักหอบใหญ่ ๆ ล้างให้สะอาดแล้วสับเป็นชิ้น ๆ ตำหรือปั่นให้แหลก คั้นเอาแต่น้ำให้ได้น้ำหนัก 6 ขีด
    2. เอาเกลือแกง 3 ขีด ตำให้แหลกแล้วผสมลงไป
    3. เอายาตั้งไฟเคี่ยวจนน้ำแห้ง
    4. ขูดเอาเกลือที่ผสมยานั้นแหละใส่กระปุกไว้
    5. เกลือสะตุ (เอาเกลือใส่หม้อดินปิดฝาให้สนิทแล้วตั้งบนเตาถ่านประมาณ 30 นาที เกลือจะสุกจึงชื่อเกลือสะตุ

      ตำยาทั้งหมดให้แหลกเป็นผงแล้วผสมน้ำผึ้งปั้นเม็ด หรือดองสุราก็ได้ กินก่อนอาหารเช้า ขนาดปลายนิ้ว

ก้อย ท่านว่าจะมีพละกำลังดุจพญาราชสีห์

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 49. ยาเปลี่ยนร่าง

1. ลูกจันท์ 2. ดอกจันท์ 3. กระวาน 4.กานพลู

5. สมุลแว้ง 6. มหาหิงคุ์ 7. ชะเอมเทศ 8. หัศคุณเทศ

9.พริกไทยล่อน

 

 

 

ท่านให้ทำเป็นผงละลายน้ำผึ้ง กินหลังอาหารค่ำ หรือก่อนนอน กิน 1 เดือนโรคภัยจะหายสิ้น กิน 3 เดือน

จะแข็งแรง ผิวพรรณสวยงาม

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 50 ยาหลวงปู่อายุ 90ปี

ร.ต.อ.เปี่ยม บุณยะโชติเล่าว่าท่านไปพบหลวงปู่รูปหนึ่งอายุ 90 ปี อยู่วัดป่า เห็นท่านแข็งแรง เดินเหินคล่องแคล่ว นึกว่าอายุสัก 50-60 เมื่อถามอายุท่านบอกว่า 90 ปี จึงถามว่าท่านฉันยาอะไรจึงแข็งแรงเช่นนี้ หลวงปู่จึงให้สูตรยาที่ท่านฉันประจำดังต่อไปนี้

ให้ทำเป็นผงผสมน้ำผึ้ง รับประทานหลังอาหารขนาดปลายนิ้วก้อย หรือตามธาตุหนักเบา

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 51 แก้กามตายด้าน

1. โด่ไม่รู้ล้ม 2. หัวกระชาย 3. พริกไทยล่อน 4. โสมแดง

5. ลูกยอ 6. เหงือกปลาหมอแดง 7. ดอกดีปลี 8. ฟ้าทะลายโจร

9.หัวแห้วหมู

 

 

ทำเป็นยาผงผสมน้ำผึ้งปั้นเม็ดขนาดเม็ดพุทรา รับประทานวันละ 2 เม็ดก่อนอาหาร ร่างกายจะแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน ความรู้สึกทางเพศจะดีมาก

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 52 ยากำลังวิเศษ

1. กำลังหนุมาน 2. กำลังวัวเถลิง 3. ขมิ้นอ้อย 4. เถาเอ็น

5. เถาบอระเพ็ด 6. หญ้าเอ็นยืด 7. ฟ้าทะลาย 8. หัวกระชาย

9. เหง้าขิงแห้ง 10.พริกไทยล่อน 11. อำพันทอง 12.โสม

 

 

 

ทำเป็นยาผงผสมน้ำผึ้ง รับประทานครั้งละปลายนิ้วชี้หลังอาหารเช้าหรือเย็น

 

 

1. รากเจตมูลเพลิง 10 บาท 2. หัวแห้วหมู 20 บาท

3. หัวกระชาย 20 บาท 4. กระเทียม 20 บาท

5. ยางสลัดได 20 บาท 6. พริกไทยดำ 50 บาท

53. ตำรายาเหงือกปลาหมอ

หมอเมือง สันยาสี เรื่องนี้สำคัญ โปรดอ่านให้จบ

ตำรายานี้ได้มาจากเมืองพิษณุโลก ท่านให้เป็นปริศนาว่า ถ้าใครคิดได้ให้ขุดลงไปจะได้ทอง 100 ตำลึง คนฉลาดแก้ปริศนาออกจึงไปขุดก็พบแผ่นศิลาปิดปากหลุมไว้อย่างมิดชิด เมื่อเปิดออกดูก็พบใบลานยาวประมาณ 1 คืบ เมื่อเอามาอ่านดูก็พบว่าเป็นตำรายาวิเศษ จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ มีใจความว่า

พระฤาษีแสดงไว้เป็นทานแก่สมณชีพราหมณาจารย์ และมนุษย์ทั่วไปทั้งหญิงและชายเพื่อจะให้บำบัดโรค ถ้าผู้ใดได้ตำรานี้แล้วขอให้บอกต่อ ๆ กันไป จะได้อานิสงส์กัลป์ ถ้าเอาตำรายานี้ไว้ไม่เชื่อถือแล้วจะต้องไปตกนรก ตำรายานี้ชื่อ ตำราต้นเหงือกปลาหมอ ถ้าเห็นต้นเหงือกปลาหมอขึ้นตรงทาง หรืออยู่ในที่ใด ๆ ก็ดี อย่าเหยียบย่ำข้ามเลย ต้นเหงือกปลาหมอนี้มีคุณวิเศษมากมายหลายอย่างคือ

    1. ถ้าเจ็บตา ตานั้นแดง ให้เอาเหงือกปลาหมอมาตำกับหัวขิง เอาหยอดตาหายแล
    2. ถ้าเป็นเหน็บชา เท้า มือ หรือทั้งตัว ให้เอาเหงือกปลาหมอมาตำทาที่เจ็บนั้นหาย
    3. ถ้างูกัด ให้เอาเหงือกปลาหมอทั้งห้ามาตำทั้งกินทั้งทา หายแล
    4. ถ้าเป็นฝีบวมขึ้นมา ให้เอาเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อยมารวมกันตำทา หายแล
    5. ถ้าเป็นริดสีดวงงอก ให้เอาเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อยตำปนกับน้ำมันหรือน้ำมูตรทา หายแล
    6. ถ้าเป็นไข้หนาวสั่นไปทั้งตัว ให้เอาเหงือกปลาหมอกับขิงตำปนกันแล้วกิน หายแล
    7. ถ้าเป็นหูหนาตาโต ให้เอาเหงือกปลาหมอตำเอาน้ำกิน แล้วเอาใบส้มป่อยต้มน้ำอาบ หายแล
    8. ถ้าเป็นมะเร็งแตกทั้งตัว ให้เอาเหงือกปลาหมอ พริกไทย ดีปลี สิ่งละเท่ากัน ตำเป็นผงกินกับน้ำร้อน หายแล
    9. ถ้าเป็นผื่นแดงคันขึ้นมาเกาจะไม่รู้สึกเจ็บ หรือที่เรียกว่าเป็นหูหนาตาโต ให้เอาเหงือกปลาหมอมาต้มกิน เอามาต้มกับใบส้มป่อยอาบด้วย หายแล
    10. ถ้าเป็นมะเร็ง ทำให้ลงจนตัวเหลือง ให้เอาเหงือกปลาหมอ กระชาย มะคำไก่ และสมอทั้งสาม ต้มกิน หายแล
    11. ถ้าหญิงมีระดูขาด หรือโลหิตแห้งแต่ 1 เดือนถึง 3 เดือนก็ดี ให้เจ็บผอมเหลืองทั่วสรรพางค์กาย ให้เอาเหงือกปลาหมอตำเป็นผงละลายน้ำมันงาหรือน้ำผึ้งกินทุกวันไป โรคนั้นหายแล
    12. ถ้าเจ็บหลัง เจ็บบั้นเอว ให้เอาเหงือกปลาหมอกับชะเอมเทศตำเป็นผงละลายน้ำกินทุกวัน หายแล
    13. ถ้าเป็นโรคริดสีดวงแห้ง หรือเป็นฝีในท้อง และซูบผอมไปทั้งตัว ให้เอาเหงือกปลาหมอมาตำเป็นผง ละลายน้ำกินทุกวัน หายแล
    14. ถ้าเป็นโรคริดสีดวง มือเท้าตาย ให้ร้อนไปทั้งตัว เวียนศีรษะ ตามืดมัว เจ็บทั่วตัว แลผิวตัวให้สากแห้ง อันชื่อว่าลมเพชฆาต 38 จำพวก ให้เอาเหงือกปลาหมอกับเปลือกมะรุมเท่ากันใส่หม้อ เกลือเล็กน้อย หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ เอาฟืน 30 ดุ้นต้ม ถ้าเดือดแล้วให้อึดใจยกลง เมื่อจะกินให้อึดใจกิน หายแล
    15. ถ้าเจ็บตามตัว เมื่อยทั่วสรรพางค์กาย ให้เอาเหงือกปลาหมอตำเอาแต่น้ำกิน
    16. ถ้าช้างแทง กระบือชน หรือตกจากที่สูง หรือต้องคมอาวุธ ให้เอาเหงือกปลาหมอตำที่แผล หายแล
    17. ถ้าจะให้เจริญอายุ ท่านให้เอาเหงือกปลาหมอ 2 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน ตำผงละลายน้ำผึ้งรับประทานทุกวัน

      รับประทาน 1 เดือนจะหมดโรค จะมีสติปัญญาดี รับประทาน 2 เดือนจะเป็นที่เมตตาแก่คนทั้งหลาย

      รับประทาน 3 เดือน ริดสีดวง 12 จำพวกหาย รับประทาน 4 เดือน ลม 12 จำพวกไม่มีเลย ตาแดงดังตาครุฑ หูได้ยินดังราชสีห์ รับประทาน 5 เดือน โรคภายในจะหมดสิ้น

      รับประทาน 6 เดือน จะเดินได้วันละพันโยชน์ ไม่เหนื่อยเลย รับประทาน 7 เดือน ผิวจะผุดผ่องสวยงามดี

      รับประทาน 8 เดือน เสียงเหมือนนกการะเวก รับประทาน 9 เดือน คมหอกดาบแทงไม่เข้าเลย

      ต้นเหงือกปลาหมอนี้มีคุณค่าหนักหนา เปรียบเหมือนพระอาทิตย์ก็ว่าได้ ถ้ากินอาหารหรือสิ่งใดผิดสำแดงเข้าไปจะไม่มีโทษเลย

    18. ถ้าเป็นฝีที่รักแร้และที่ลำคอก็ดี ให้เอาเหงือกปลาหมอ ขมิ้นอ้อย น้ำมันงา น้ำมูตร ตำเคล้าเข้าด้วยกันแล้วเคี่ยวเป็นน้ำมันทา หายแล
    19. ถ้าเป็นลมจับ ให้เอาเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน พริกไทย 2 ส่วน ตำผงละลายน้ำร้อนรับประทาน แก้ลม 8 จำพวกหาย
    20. ถ้าจะประสานเนื้อให้สนิท ให้เอาเหงือกปลาหมอกับหัวสามสิบเท่ากัน ตำเอาน้ำประสานแผลทาหายสนิท
    21. ถ้าตามืดมัว ให้เอาเหงือกปลาหมอ กะเพราทั้ง 2 แสมสาร ใบทองหลางใบมน บอระเพ็ด เจตมูลเพลิง สิ่งละเท่ากันตำปิดกระหม่อม แล้วเอาเหล็กเผาไฟให้ร้อน เอามาวางทับเหนือยานั้น หายแล

จบตำราเพียงนี้

อ่านตำราจบแล้วอย่าเพิ่งจบครับ

ตำรานี้เขียนโดยผู้คงแก่เรียนชาวพิษณุโลก ผ่านมาหลายร้อยปีมาแล้ว คงเขียนช่วงที่บ้านเมืองสงบสุข ช่วงสุโขทัยเป็นราชธานี การที่ท่านไม่ได้บรรยายลักษณะต้นยานั้นเพราะเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเขารู้จักกันอยู่แล้ว และมีทั่ว ๆ ไป ในท้องถิ่นนั้น แต่ต้นเหงือกปลาหมอที่เรารู้จักกันทุกวันนี้เป็นพันธุ์ไม้ริมทะเล ชอบดินเค็ม ชอบขึ้นตามริมน้ำคูคลองที่ชื้นแฉะ ก็เมืองพิษณุโลกนั้นอยู่ห่างทะเลหลายร้อยกิโลเมตร ในสมัยโบราณการคมนาคมไม่สะดวกนั้นเหงือกปลาหมอที่ว่านี้จะมีอยู่ที่เมืองพิษณุโลกได้อย่างไร ถ้าจะมีก็คงนับต้นได้ มีเพียงหมอยาเอาไปปลูกไว้เท่านั้น แต่หมอยาไทยโบราณไม่มีนิสัยปลูกยา เพราะของในป่ามีมากแล้ว

มีข้อให้สังเกตหลายอย่าง ตำราโบราณท่านว่า ถ้าเห็นต้นเหงือกปลาขึ้นตรงทางหรืออยู่ที่ใด ๆ อย่าเหยียบย่ำข้ามเลย ท่านลองคิดดู ถ้าเป็นเหงือกปลาหมอที่ใบแหลมคมเหมือนหนาม แถมต้นสูงท่วมหัวเป็นพุ่มเป็นกอ และชอบขึ้นตามริมน้ำริมคลอง ใครจะไปเหยียบย่ำข้ามมันได้ ถ้าเป็นไม้ดังว่านี้ตำราต้องเขียนว่า หากพบต้นเหงือกปลาหมอขึ้นตรงที่ใด ๆ อย่าได้ฟันทิ้งเพราะรังเกียจหนามแหลมคมของมันเลย มากกว่า

ท่านอ่านพบใช่ไหมครับ ตำราว่าเอาเหงือกปลาหมอมาตำ บางข้อก็บอกว่าให้เอาเหงือกปลาหมอทั้งห้ามาตำ ถ้าเป็นเหงือกปลาหมอที่รู้จักกันดีทุกวันนี้มันตำได้ที่ไหน ต้นก็แข็ง ใบก็แข็ง แถมปลายใบเป็นหนามแข็งแหลมจนทิ่มมือได้เลือด มันมีลู่ทางสำหรับคนโบราณทางเดียวคือสับเป็นชิ้น ๆ แล้วต้มน้ำกินเท่านั้น

จึงเป็นข้อพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่เหงือกปลาหมอที่หลงใช้กันทุกวันนี้ แต่เป็นพืชหญ้าชนิดหนึ่งที่ขึ้นตามที่ราบ แผ่ไปบนดิน ชอบขึ้นตามที่โล่งเตียน เช่นในนา สนามหญ้า ข้างทางเดิน ซึ่งผู้คนสามารถเดินข้ามเหยียบย่ำได้ง่ายดาย พืชนี้มีใบเหมือนเหงือกปลาหมอจริง ๆ ใหญ่เล็กก็เท่าเหงือกปลาหมอ ใบอวบแข็งนิด ๆ แต่อวบน้ำแข็งน้ำ ไม่ตำมือให้เจ็บ ชอบขึ้นตามที่ลุ่มชื้นแฉะ แต่ถึงไม่มีน้ำชื้นแฉะก็ขึ้นได้งอกงาม มักพบในนาหลังช่วงเก็บเกี่ยวประมาณ 2 เดือนขึ้นไป ถ้าไม่มีใครรบกวนมันจะแผ่ออกไปเป็นพื้นพรมทีเดียว แต่สวย ๆ แบบที่ว่านี้ค่อนข้างหายาก ผู้เขียนไปมาทั่วประเทศพบอยู่ที่เดียวที่สวยเช่นนี้ แต่มันก็มีอยู่ทั่วประเทศ แต่พบที่นั่นนิดที่นี่หน่อย จะเก็บมาทำยาทีละมาก ๆ ก็ไม่ได้เหมือนกัน

ผมรู้จักต้นยานี้เพราะพระอาจารย์อุดม ซึ่งเชี่ยวชาญในสมุนไพรเป็นผู้พาไปรู้จักต้น และอธิบายถึงความผิดพลาดของต้นยาที่ใช้กันอยู่ให้ฟัง ท่านว่าเคยใช้แบบนี้ได้สรรพคุณตรงตำราโบราณกล่าวไว้ทุกประการ เมื่อผมมาค้นในตำราก็เห็นอย่างที่ท่านกล่าวไว้จริง ๆ จึงขอฝากต้นยานี้ให้ท่านผู้อ่านไปหามาทำยาเถิด บางแห่งเรียกว่า หญ้าเกล็ดหอย

 

54. ตำรายาจากผลงานวิจัยของการแพทย์แผนไทย

1. ยารักษามะเร็งเต้านม (ผู้วิจัย ดาลัด พรศิริประเสริฐ มหาวิทยาลัยมหิดล 2529) และ เกษรา ณ บางช้าง 2529)

  • ไฟเดือนห้า [Ludwigia hyssopifolia [G.Don] Ewell
  • หญ้าปีกไก่ดำ [ Polygala chinensis Linn]
  • พุทธรักษา [ Canna indica Linn]
  • ข้าวเย็นเหนือ) [Smilax corbularia Kunth C]
  • ลิ้นงูเห่า [ Climacanthus siamensis Brem
  • เกล็ดนิ่ม
  • ขนเม่น
  • กระดองเต่า
  • เงี่ยงกระเบน
  • อกตะพาบน้ำ
  • กรุตักน้ำ

ยาสมุนไพรตำรับนี้เชื่อกันว่าให้ผลในการรักษามะเร็งได้หลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม (พ.ศ.2525-2529 มีผู้ป่วยรักษาด้วยยาตำรับนี้ 3250 คน) ได้มีผู้ทำการศึกษาเบื้องต้นพบว่า น้ำสกัดจากส่วนประกอบที่ได้จากพืชแสดงผลยับยั้งการเจริญของมะเร็งเต้านมในสัตว์ทดลองได้ ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงมีจุดประสงค์ที่จะศึกษาน้ำสกัดจากยาทั้งตำรับ ซึ่งประกอบด้วยพืชและสัตว์ ทำการศึกษาทั้งในห้องทดลอง และในสัตว์ทดลอง ผลการศึกษาได้ดังนี้

น้ำสกัดจากสมุนไพรทั้งตำรับสามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์ KB ในหลอดทดลองได้ร้อยละ 50 { ED 50) เมื่อใช้น้ำสกัดที่มีความเข้มมากกว่า 100 มกก./มล. ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติของอเมริกากำหนดไว้ ส่วนผลการศึกษาในสัตว์ทดลองซึ่งทำให้หนูขาวเป็นมะเร็งเต้านมโดยการกินสารก่อมะเร็ง พบว่าเมื่อให้หนูทดลองกลุ่มหนึ่งได้กินน้ำสกัดยาสมุนไพรขนาด 1500 มก /กก. ของน้ำหนักตัวทุกวัน สามารถยับยั้งการเจริญของก้อนมะเร็งได้ในช่วง 4 สัปดาห์แรก และมีผลช่วยยืดอายุและเพิ่มอัตราการอยู่รอดของหนูทดลองได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับหนูทดลองอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้กินน้ำสกัดยาสมุนไพร

นอกจากนี้ยังได้ศึกษาพิษวิทยาจากสมุนไพรทั้งตำรับโดยให้สัตว์ทดลองกินน้ำสกัดสมุนไพรปริมาณ 1500 มก./กก. ของน้ำหนักตัวติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน ไม่พบการเกิดพิษทางโลหิต ทางพยาธิ์สภาพของเซลล์ และการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของเลือดของสัตว์ทดลอง การศึกษาพิษเฉียบพลันโดยการให้สัตว์ทดลองกินน้ำสกัดปริมาณ 15000 มก./กก. ของน้ำหนักตัวเพียงครั้งเดียวก็ไม่พบว่ามีสัตว์ทดลองตาย.

 

 

รวบรวม/เรียบเรียง โดยหมอเมือง สันยาสี

ตำราเล่มนี้ ต้นฉบับเดิมเป็นของนายเปลี่ยน กิติศรี เป็นผู้ค้นคว้าและเรียบเรียงเป็นภาษาไทย แต่คนพิมพ์เผยแพร่คนแรกคือหลวงอนุสารสุนทร คหบดีชาวเชียงใหม่ เมื่อผมนำเนื้อหาเหล่านี้ลงหนังสือแต่ละครั้งที่ผ่านมาก็อ้างว่าของหลวงอนุสารสุนทร จึงมีคนเอาไปพิมพ์ต่อและอ้างที่มาเดียวกัน ความจริงแล้วผมควรอ้างที่มาว่าฉบับนายเปลี่ยน กิติศรี จึงถูกต้อง

ผมเคยนำเรื่องยาหัวกวาวเครือลงนิตยสารมาหลายฉบับและหลายครั้ง คือ โลกทิพย์ โลกลี้ลับ ฤทธิ์อำนาจ ชีวิตต้องสู้ ทีวีพูล และ เครือข่ายดาราภาพยนต์ ในช่วงปี 2537 – 2543 แต่ที่เคยนำลงนั้นเป็นฉบับย่อซึ่งได้มาจาก พอ.ชม สุคันธรัตน์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไสยเวทย์และสมุนไพรไทย หาใช่ต้นฉบับจริงไม่ ฉบับนี้จึงเป็นของจริง ได้นำมาลงทุกข้อความ เพื่อรักษาไว้ซึ่งอรรถรสของตำราเดิม เพื่อเทอดทูนผู้ค้นคว้าและเรียบเรียง

ผมได้ตำราฉบับนี้มาจากคุณวัชรพงษ์และคุณธัญลักษณ์ เจ้าของห้างขาวละออเภสัช ท่านได้มาจากหลานสาวของคุณหลวงอนุสารสุนทรชื่อคุณยายแจ่มจิตต์ เลาหวัฒน์ ซึ่งมีอายุกว่าแปดสิบปีแล้ว ขอขอบพระคุณคุณวัชรพงษ์และภรรยา รวมทั้งคุณยายแจ่มจิตต์ ซึ่งเป็นเจ้าของด้วย ทำให้ผู้อ่านได้มีโชคร่วมไปกับกระผมด้วย

ผมแสวงหาตำราเล่มนี้อยู่หลายปี ทราบว่าคงเหลือเพียง 2 เล่มเท่านั้น อยู่ที่คุณยายท่านนี้ และอีกเล่มหนึ่งอยู่กับอาจารย์ยุทธนา สมิตะศิริ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เพราะเคยพบหน้าปกหนังสือที่ท่านนำมาแสดงในงานสมุนไพรแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข เมื่อกลางปี 2540

ตำราเล่มนี้มีคุณค่ามหาศาลทีเดียว อยากนำมาเผยแพร่ให้ผู้อ่านได้อ่านกันมาก ๆ เพราะคนส่วนมากยังได้รับข้อมูลกวาวเครือไม่เพียงพอ ทำให้เกิดความรู้สึกหวาดกลัวที่จะกินยาหัวกวาวเครือ ซึ่งเป็นสมุนไพรวิเศษของเรา กลัวไปตามข่าวลือว่าจะก่อให้เกิดโรคมะเร็งดุจที่สำนักงาน อย.ได้โฆษณาไว้ตามสื่อต่าง ๆ

กระผมในฐานะที่เป็นต้นเผยแพร่กวาวเครือมาก่อนในสมัยนี้ และเป็นผู้มีประสพการณ์ในการกินการใช้กวาวเครือมาด้วยตัวเองและญาติมิตร รู้แจ้งมาตลอดว่ากวาวเครือเป็นสมุนไพรที่ล้ำค่า ยากที่จะหาสมุนไพรใด ๆ มาเปรียบได้ จึงขอเสนอตำรายาหัวกวาวเครือให้ท่านได้ศึกษาให้รู้แจ้งชัดดังนี้

 

ตำรายาหัวกวาวเครือ

ในเวลานี้ มหาชนทั้งปวงทั่วประเทศพม่า ทุกรูปทุกนาม ได้พากันนิยมนับถือยังยาขนานหนึ่ง ซึ่งภาษาพม่าเรียกว่า”เปาก์เซ” หมายความว่ายาหัวกวาวเครือ ในยาขนานนี้เรียกชื่อว่ายาอายุวัฒนะ เป็นยาที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ จนหญิงชายที่แก่ชราแล้ว ถ้าได้รับประทานยานี้ ภาพที่แก่ชรานั้น จะกลับกลายเป็นภาพหนุ่มสาวคืน จะกระทำให้ลูกหลานเห็นประหลาดตาไปได้ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของยา คือยานี้มีมูลเหตุเกิดขึ้นในประเทศพม่า นั้นคือมีพระมหาเจดีย์แห่งหนึ่งเป็นที่ปูชนียสถานของชนชาวพม่า ได้ถูกฟ้าฝนลมพายุพัดหักพังลง เป็นเหตุให้ตำรายาที่ชนชาวโบราณได้เขียนจารึกลงในใบลานแลบรรจุไว้ในพระเจดีย์นั้นปรากฎขึ้นให้มหาชนทั้งหลายได้รู้เห็น ให้ได้ใช้ยานี้

จะกล่าวถึงลักษณะของต้นยานี้ และจะชี้แจงวิธีปรุงแลวิธีรับประทาน กันมิให้ไปเอาต้นยาผิด และกันมิให้รับประทานยาเกินขีด เกรงว่าจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เพราะยาขนานนี้เป็นยาที่มีฤทธิ์แรงเกินไป เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงได้คิดแปลจากตำราเดิมของพม่ามาเรียบเรียงเป็นสมุดตำรายา”เปาก์เซ”เล่มนี้ ออกแจกจ่ายให้มหาชนทั้งปวงผู้ฝักใฝ่ใจในตำรายานี้ จะได้เอาใจใส่ใช้ต้นยาให้ถูกต้องตามตำรา ให้ได้หัวยาที่แท้จริง และวิธีกินก็จะได้เอาใจใส่ให้ถูกต้องตามตำรา

ข้อสำคัญที่สุด ขอให้รู้จักต้นยาและลักษณะ เถา ใบ หัว ของต้นยาเสียก่อนจึงค่อยใช้ยานี้ ตำรานั้นหาได้ง่าย แต่ที่จะรู้จักลักษณะของต้นยานั้นยาก

มูลเหตุตำรายาที่ได้ปรากฏขึ้น

คือราชธานีเก่าเมืองพุกามของประเทศพม่านั้น ยังมีพระมหาเจดีย์องค์หนึ่งล้มหักพังลง พระภิกษุทั้งหลายได้พบเห็นตำรายาซึ่งจารึกลงในใบลานประจุไว้ในเจดีย์นั้น มีใจความดังนี้

ให้เอาหัวกวาวเครือใบใหญ่ตำผงกินกับน้ำนมวัว จะมีหัวคิดสมองโปร่งทรงจำโหราศาสตร์ 3 คัมภีร์ได้ เนื้อหนังจะนิ่มนวลเสมอเด็กอายุ 6 ปี อายุจะยืนถึงพันกว่าปี โรคาพยาธิจะไม่มาเบียดเบียนเลย

รับประทานกับน้ำข้าวเช็ดที่รินทิ้งไว้ให้เปรี้ยว จะมีเนื้อหนังนิ่มนวลดุจเทพธิดา

รับประทานกับน้ำมันเนยหรือน้ำผึ้ง อายุจะยืน จะท่องโหราศาสตร์ 3 คัมภีร์ได้ตลอด จะรับรองมาตุคามได้ตลอดถึงพันคน

รับประทานกับน้ำนมเปรี้ยว อายุจะยืน ผมจะไม่ขาว ฟันจะไม่หลุด เนื้อหนังจะไม่ย่น

รับประทานกับมะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก จักษุที่มัวหรือมีฝ้าที่แลไม่เห็นนั้นจะเห็นคืน

เอาแช่นมควายทาผม ผมจะงอกขึ้นแรง ผมที่ขาวนั้นจะกลับกลายเป็นผมดำไปทาด้วยน้ำมันงา ผมจะไม่ขาว เนื้อหนังจะไม่ย่น โรคาพยาธิทุกจำพวกจะไม่มีเลย

แช่นมแพะทา คนที่เสียจักษุโดยมีฝ้าปิด 6 เดือน จะกลับเห็นดีคืนได้ ยานี้ เมื่อรับประทานก็รับประทานได้มื้อละเม็ดมะกล่ำ ห้ามมิให้รับประทานมากกว่าเม็ดมะกล่ำ ให้รับประทานก่อนเข้านอนทุก ๆ วัน เมื่อรับประทานยานี้ได้ 3-4 วัน จะปวดครั่นตามเนื้อตัว สะเอว ที่ข้อต่อทุก ๆ แห่ง เมื่อปวดเช่นนี้แล้วให้อาบน้ำเย็นเสียคงหายปวด

คุณประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อรับประทานยานี้ นอนกลางคืนจะหลับสนิทดี จะรับประทานอาหารมีรสชาติอร่อยดี การที่จะปวดครั่นดังที่กล่าวมาแล้วนั้นอย่าได้มีความวิตกเลย จะกระทำให้เราหายจากโรคาพยาธิ ถึงแม้ปวดครั่นก็อย่าได้งด ให้กินยาวันละเม็ดเสมอไป

อีกนัยหนึ่ง ต้องการจะรับประทานกับน้ำนมโค ให้เอานมโคสด 1 ขวดปั่นผสมกับยาพอจะปั้นเป็นลูกได้ ให้ปั้นเท่าลูกพุทราอ่อน ตากแดดให้แห้ง รับประทานก่อนเข้านอนวันละ 1 เม็ด ทุก ๆ วัน ถ้าต้องการรับประทานกับน้ำนมแพะก็ทำเช่นเดียวกัน ถ้าต้องการรับประทานกับน้ำนมควายให้ต้มนมควายให้สุก ผสมกับยา รับประทานเท่ากับเม็ดมะกล่ำใหญ่

บุคคลที่จำเริญยานี้จะต้องได้รับศีล 5 อย่าให้ศีลของตนมัวหมอง ต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ แล้วจึงค่อยรับประทานยานี้

จบบันทึกใบลานเพียงเท่านี้

 

 

ตำรายามหาอตุละอายุวัฒนะ

 

ในเวลานั้นสงฆ์ทั้งหลายได้ตริตรองดูว่า พระรูปนี้รูปพรรณสีสันก็ยังอ่อน เป็นด้วยเหตุประการใดจึงมิได้กราบไหว้พระสงฆ์ที่แก่ชราทั้งหลายหนอ จึงได้ไต่ถาม ท่านจึงตอบว่า อายุของเราได้ 180 ปีแล้ว ส่วนครูของเราอายุได้ 280 ปี

พอทราบดังนั้นจึงได้สอบถามท่านว่า เป็นด้วยเหตุใดจึงมีรูปพรรณสีสันยังอ่อนนิ่มนวลคล้ายคลึงกับคนอายุ 30-40 เท่านั้น ท่านได้บริโภคยาศักดิ์สิทธิ์อะไรโรคาพยาธิจึงมิได้มาเบียดเบียนท่าน มีอายุมั่นขวัญยืนมาถึงปูนนี้

ท่านจึงตอบว่า เราได้เอาหัวกวาวเครือมาทำเป็นยาฉันจำเริญ จึงปลอดจากโรคาพยาธิ ไม่ได้มาเบียดเบียนร่างกายของเรา กับกระทำให้เรามีเนื้อหนังสมบูรณ์ และไม่ให้ภาพของเราได้แก่เฒ่าตลอดมา

ครั้นแล้วท่านได้บอกกล่าววิธีปรุงยา วิธีเสกมนต์ยา กับวิธีรับประทานยา แล้วก็ชี้แจงลักษณะของ เถา ใบ หัว ของต้นยา เพื่อให้ชนทั้งหลายหาต้นยาที่ถูกต้องมารับประทาน ให้ได้รับคุณประโยชน์ของผู้ที่จะไปหามา

กวาวเครือชนิดขาว เมื่อขุดลงไปต้นหนึ่งอาจมีหัวถึง 3-4 หัว ขนาดของหัวใหญ่ประมาณเท่าผลมะพร้าวลูกโต ๆ น้ำหนักหัวจะมีราว 5-6 ปั่น หัวของยานั้นจะเปราะ เนื้อในหัวมีเส้นมาก เมื่อเอาแล้วเอามีดปอกเปลือกนอกทิ้ง หั่นบาง ๆ ตากแดด ตำผงกรอง ถ้าหัวโตจะได้น้ำหนักผงยาราว 35-40 บาท ถ้าหัวเล็กจะผ่อนลงไปบ้าง หัวยาเหล่านี้ถ้าคนเราไม่ขุดจะทิ้งไว้ในดินตามลำพังของมันจะไม่แห้งไม่ยุ่ยไม่เปื่อยเน่าเลย

 

 

 

 

 

วิธีรับประทาน เอาผงยานี้ผสมกับน้ำนมวัวนมควาย ปั้นเป็นลูกเท่าลูกพุทราอ่อนตากแดด หรือจะประสมน้ำมันเนย น้ำผึ้ง น้ำตาลแดง น้ำอ้อย น้ำตาลทราย น้ำนมแพะ นมควาย นมโค ประสมกันทีเดียว ปั้นเป็นลูกดังที่กล่าวมาแล้ว ตากแดดให้แห้ง เก็บใส่ภาชนะ แล้วให้เอาดอกไม้ธูปเทียนเครื่องสักการะบูชาไปถวายพระพุทธรูป แล้วเอายาที่ใส่ในภาชนะนั้นวางลงต่อหน้าพระพุทธรูป แล้วเสกด้วยมนต์คาถาดังที่จะเขียนต่อไปข้างหน้านี้ บทละ 37 หน ถ้าจะเสกมนต์ให้มากกว่านี้ยิ่งดี

๑. โอม สักกัตวา พุทธะรัตนัง โอสถัง อุตตะมังวรัง หิตังเทวะมนุสสานัง พุทธะเตเชนะ

โสตถินา นัสสันตุปัทวา สัพเพโรคา วูปะสะเมนตุเม

๒. โอม สักกัตวา พุทธะรัตนัง โอสถัง อุตตะมังวรัง ปริฬาหูวูปสะมัง ธัมมะเตเชนะโสตถินา นัสสันตุปัทวา สัพเพทุกขา วูปสะเมนตุเม

๓. โอม สักกัตวา พุทธะรัตนัง โอสถัง อุตตะมังวรัง อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง สังฆะเตเชนะ

โสตถินา นัสสันตุปัทวา สัพเพภยา วูปสะเมนตุเม

( ถ้าจะเสกมนต์ให้คนอื่นรับประทาน ต้องเปลี่ยน เม เป็น เต )

๔. โอม อิติปิ ปิฏกัตตะยัง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สัตตะโพชชังโค อริโย อัฏฐังคิโก มัคโค

จตุสติปัฏฐานัง สัพพัสสะอินโท สหัสสะโก สหัสสะสุริโย สหัสสะจันโท โอม นะโม เมตตานัง

ราชภะยัง อัคคิภะยัง โจรภะยัง อุทธกภะยัง สัตตะภะยัง เชยโย เชยยะตุมังคะลัง อนิจจะสังขาตัง ปฏิจจะสมุปปาทัง ขยะธัมมัง วยะธัมมัง วิราคะธัมมัง นิโรธธัมมัง ขมะติ.

ให้เอาคาถานี้เสกยากิน เมื่อจะรับประทาน ให้ลงตัวพยัญชนะที่เม็ดยานั้นทุกเม็ด ให้เรียงตัวพยัญชนะไทยเหนือตั้งแต่ตัว กะ จนถึงตัว อัง เวลาจะเขียนลงนั้นให้เสกมนต์ดินสอหรือเหล็กจาน หรือไม้แหลมที่จะใช้เขียนนั้น ตามคาถาดังต่อไปนี้

กะ กาโรพุทธะรูปัง กะ การัง กุสะลัง ตัสสะ นโมพุทธายะ

เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ตามตัวพยัญชนะไทยเหนือทุกตัวจนถึงตัว อัง

แล้วเอาลูกยาที่ลงพยัญชนะแล้วนั้นรับประทานตั้งแต่อักษร กะ จนถึงอักษร อัง 3 หน หรือ 9 หน หรือ 108 หนยิ่งดี

หัวกวาวเครือชนิดแดงศักดิ์สิทธิ์กว่าชนิดขาว ชนิดดำยิ่งศักดิ์สิทธิ์กว่าชนิดแดง ชนิดดำนั้นหัวไม่สู้ใหญ่เท่ากับชนิดแดงแลชนิดขาว ขนาดหัวใหญ่เท่าประมาณหัวมันอ้อนหรือมันเทศเท่านั้น ชนิดหัวขาวนั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ถ้าจะไปเอาคงไม่ยาก ชนิดดำกับชนิดแดงนั้นค่อนข้างหายากสักหน่อย ฝ่ายเมืองพม่าไปหาทางปะคกกู่ซีควิน ได้ทราบว่าเจ้าอธิการวัดโท่งยว่าเคยเอามาฉัน

จะกล่าวถึงคุณประโยชน์ ผู้ที่เคยรับประทานยานี้ ผลที่จะได้รับดังต่อไปนี้ จะบำรุงโลหิตบำรุงสมอง กระทำให้สมองโปร่ง และจะคิดการอันใดได้ตลอด ออกหัวคิดได้ดี กระทำให้มีกำลังวังชาแข็งแรงดุจกำลังราชสีห์

ชายหญิงที่ถึงสภาวะแก่ชราแล้ว เมื่อได้รับประทานยานี้จะกลับมีเนื้อหนังมังสาเต็มบริบูรณ์ จะทำให้หนังที่เหี่ยวย่นอยู่นั้นกลับกลายเต่งตึงขึ้นมาคล้ายอายุ 34-35 ปี ถ้าเป็นหญิงจะกลับมีระดูตามสภาพผู้หญิงอีก จะมีเนื้อหนังนุ่มนิ่มคืนมา ถ้าชายชรารับประทานยานี้จะทำให้เนื้อหนังที่เหี่ยวย่นอยู่นั้นกลับเคร่งตึง และนิ่มนวลเท่ากับบุรุษอายุ 20 ปี จะมีกล้ามเนื้อออกมาเช่นเด็กหนุ่มสาวอายุ 13-14 ปี ถ้าผู้หญิงที่อายุมากก็จะกลับมีไตนมแข็งขึ้น และมีระดูตามธรรมชาติหญิง

ผมที่งอกขาวนั้นให้เอาผงยาแช่น้ำนมควายทา ไม่ช้าจะกลับกลายเป็นผมดำคืน ถ้าผมร่วงแลห่างนั้นให้เอาผงยาแช่น้ำมันงาทา ไม่นานก็จะงอกจนแน่น จักษุที่เป็นฝ้าเป็นต้อกระจกแลมืดมัวที่ได้เข้าแว่นแล้วนั้น ให้เอาผงยาหนัก 2 มะก่ำ เอานมแพะ 2 บาทกึ่งประสมกันกินเช้า-เย็น ให้อาบน้ำวันละ 3 เวลา ไม่ช้าตาคงดีขึ้น

ผู้ที่จำเริญรับประทานยานี้ตลอดนั้นจะป้องกันโรคภัยต่าง ๆ เช่นเป็นท้องขึ้นอืดเฟ้อ โรคลมขึ้นเบื้องสูง ริดสีดวงลงเลือด ริดสีดวงท้องเสีย ผู้หญิงที่ผอมแห้งแรงน้อย สมุฏฐานของวัณโรค ไอเป็นโลหิต พยาธิ 96 จำพวก จะไม่มาเบียดเบียนเลย จะมีกำลังวังชาเคลื่อนไหวเนื้อตัวแคล่วคล่อง เดินทางไม่รู้เหนื่อย อายุกว่า 100 ปี

ผู้ที่ตาเสียด้วยฝ้าปิดแต่แก้วตายังไม่เสียนั้น แลตามืดตามัวตาแฉะ ทำให้น้ำตาไหลไม่รู้ขาด หรือตาเป็นต้อกระจกปิดอยู่ในลูกตาดำหรือปิดที่ตาขาว ให้เอาผลมะขามป้อมแห้ง สมอแห้ง(มะนะ)สมอพิเภกแห้ง(มะแหน) รวม 3 อย่างตำผงกรองชั่งหนักเท่ากับผงยาหัวกวาวเครือ ผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกเท่าผลมะขามป้อมแห้ง เสกมนต์ด้วยคาถาดังที่กล่าวมาแล้ว รับประทานเช้า 1 ลูก เย็น 1 ลูก ทุกวันอย่าให้ขาด ไม่ช้าไม่นานตาคงเห็นดีตามปกติ

วิธีรับประทานให้อายุมั่นขวัญยืน 1,000 กว่าปี ให้รับประทานดังจะกล่าวต่อไปนี้

ผงยาหัวกวาวเครือกับ น้ำมันเนย น้ำผึ้ง น้ำตาลแดง น้ำอ้อยแกว่ง น้ำนมเปรี้ยว น้ำข้าวที่รินทิ้งไว้ให้เปรี้ยวเอาน้ำใสข้างบน น้ำนมควาย น้ำนมโค น้ำนมแพะ เนยสด มะขามป้อมแห้ง สมอแห้ง(มะนะ) สมอพิเภกแห้ง(มะแหน) น้ำอ้อย รวมกระสายยาทั้ง 14 ชนิด เอาอย่างหนึ่ง ๆ ประสมกับยาหัวกวาวเครือให้หนักเท่ากัน แล้วปั้นเป็นลูกเท่าผลมะขามป้อมตากแห้ง จะเป็นยา 14 ชนิด แล้วให้เสกด้วยคาถาดังที่กล่าวมาแล้วนั้น รับประทานเช้า 1 ลูก เย็น 1 ลูก อย่างละ 7 วัน ให้ตั้งต้นรับประทานกับที่ประสมกับน้ำมันเนยก่อน ครบ 7 วันแล้วให้รับประทานที่ประสมกับน้ำผึ้ง ครบ 7 วัน ก็เปลี่ยนไปรับประทานที่ประสมกับน้ำตาลแดง ให้รับประทานเรียงกันไปเช่นนี้ จนถึงที่ประสมกับน้ำอ้อย แล้วกลับมาตั้งต้นที่รับประทานกับที่ประสมกับเนยอีก เวียนไปมาอย่างนี้ตลอดไป

เมื่อจะรับประทานเช่นนี้นั้นให้ถือศีล 5 ให้เคร่งคัด แล้วให้จัดการทำบุญกุศลเช่นปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม หรือกุฏิวิหาร โบสถ์ ศาลา สะพาน บ่อน้ำ ที่เก่าเสียหายชำรุด การที่ทำเช่นนี้มิใช่จะทำให้ครบทุกสิ่งทุกอย่าง สุดแต่กำลังทำได้มากน้อยไม่มีขีดจำกัด

เมื่อรับประทานยานี้ ห้ามมิให้กินของที่เปรี้ยวเค็มเกินไป ห้ามมิให้อยู่ตากอากาศเย็นเกินไป ตามที่เห็นตำรับตำราของแพทย์ครั้งโบราณได้ขีดเขียนไว้ว่าต้องรับประทานตามวิธีนี้จึงจะเรียกว่าตรงตามวิธีของพระพุทธเจ้า อายุจึงจะยืนถึง 1000 กว่าปีได้

สำหรับยาขนานนี้ มิใช่ว่าจะให้คุณประโยชน์เท่าที่กล่าวมาแล้วเท่านั้น ถ้าจะขยายคุณให้กว้างเกรงว่าจะยืดยาวจนเกินที่ ขอให้ท่านทั้งหลายจงมั่นใจอุตส่าห์กระทำดังที่กล่าวมาแล้ว รับประทานอย่าให้ขาด ภายหลังรับประทานยานี้ต่อไปสัก 5-6 เดือน ร่างกายของท่านจะกลับกลายเป็นหนุ่มสาว มีสีสรรวรรณะเปลี่ยนแปลงไปเป็นแน่แท้

เมื่อรับประทานยานี้ ลมจะเดินดี เบาจะคล่องดี เคลื่อนไหวเนื้อตัวไปมาได้คล่อง ท้องจะผูกสักเล็กน้อย จะรับประทานอาหารใดก็มีรสชาดดี จะนอนหลับสนิทดี จะไม่มีโรคปวดครั่นเนื้อตัวแลอ่อนเพลีย ไม่รู้สึกปวดแข้งขาเลย

ข้อสำคัญจงทราบไว้ เมื่อแรกลงมือรับประทานยานี้ ยาจะลงไปฟอกฟัดกับโรคภัยเก่าที่ประจำอยู่ในร่างกายของเรา จะรู้สึกเจ็บปวดกำเริบขึ้นมา แต่ไม่ควรวิตก ให้รับประทานยานี้ต่อไปอย่าให้ขาดสักวัน ให้อาบน้ำอย่างน้อยวันละ 3 ครั้ง โรคเก่าที่กำเริบจักหายไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อัง กาโรพุทธะรูปัง อัง การัง กุสะลัง ตัสสะ นโมพุทธายะ

 

 

 

 

 

 

ชนิดหัวแดงกับชนิดหัวดำนั้น ชนทั้งหลายที่ได้รับประทานกล่าวว่าศักดิ์สิทธิ์กว่ายาอื่น ๆ สงฆ์ที่ได้สร้างยานี้จำเริญกิน ได้อาศัยซึ่งฤทธิ์ของยาจึงกระทำให้ท่านได้อุตส่าห์ร่ำเรียนปริยัติธรรม แลปฏิบัติในศีลของท่าน 227 ได้ ท่านปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บจนอายุของท่านได้ 180 ปี ตามที่ท่านได้เทศน์ไว้เช่นนี้ จึงได้ขีดเขียนถ้อยคำของท่านออกโฆษณาแจกจ่ายให้มหาชนทั้งปวงได้ทราบไว้ ให้มีคุณประโยชน์ต่อไปเทอญ .

ข้อสำคัญที่สุด

วิ่นอู่ปิ่น มียางสีขาวเป็นเครือเช่นเดียวกับต้นกวาวเครือ ใบของมัน ก้านหนึ่งมี 5-6 ใบ ปลายใบไม่สู้แหลมเท่าใบกวาวเครือ ใบไม่สู้จะใหญ่นัก

ดะมะแหง่

ใบเหมือนใบกวาวเครือก็จริง แต่ใบนั้นก้านหนึ่งมี 5-6 ใบ ใบเล็ก มีหัวหรือไม่ไม่รู้ได้ ต้นกวาวที่แท้มีเพียง 3 ใบเท่านั้น

เป๊าก์ตะซิ เป๊าก์ซัด เป๊าก์ไยง์ ต้นเหล่านี้ เถา ใบ ไม่ผิดเพี้ยนกับต้นกวาวเครือ ดอกของต้นเหล่านี้แม้ฝูงนกยังไม่ดูดกินน้ำในดอกเลย หัวนั้นเป็นรากลงไปคล้ายกับหัว มียางแดงเหมือนโลหิต รากก็ชักแดง ๆ ขอระวังอย่าเข้าใจว่าเป็นหัวกวาวเครือแดง ถ้าเอาไปใช้ทำยาอื่น ๆ ก็ได้ประโยชน์ เช่นถูกมีดพร้า ของมีคม มีบาดแผลฉกรรจ์ถึงกระดูก ให้เอารากไม้นี้ทุบตำใส่แผลแล้วเอาผ้าผูกไว้ กระดูกที่หักแตกจะเชื่อมติดกันไปเอง

 

 

เมื่อจะทดลองดู ให้เอาเนื้อสดมาสัก 1 ก้อน เอามีดเชือดให้ขาดจากกัน เอารากนี้ทุบตำ เอาน้ำนั้นทาที่รอยมีดเชือด เอาทั้ง 2 ชิ้นต่อกัน ห่อไว้สัก 2-3 วัน คงจะเชื่อมติดกันตามเดิม เรื่องนี้ได้ทราบจากคนอื่นเล่ามาอีกที ยังมิได้ทดลองดู

จำพวกกวาวอีกชนิดหนึ่ง หัวกลมเล็ก ใบ ราก ต้น เถา ไม่ผิดกับกวาวเครือขาว ที่ใช้ทำยา เพียงแต่ใบเล็กหัวเล็กเท่านั้น ไม่ควรเอามาใช้ทำยา (ชนิดนี้มีมากทางกาญจนบุรี..หมอเมือง)

ตามที่ได้ขยายมานี้ไม่สู้จะชัดเจนนัก ถ้าผู้ใดผู้หนึ่งประสงค์จะสร้างยานี้ เมื่อไปเอามาแล้วให้เอาไปซักไซ้ไต่ถามผู้รู้เสียก่อน จึงค่อยใช้ทำยารับประทาน

กวาวเครือที่ใช้ทำยาได้

๑. กวาวเครือใบใหญ่ชนิดขาว ต้นของมันเป็นเถา ต้องอาศัยขึ้นต้นไม้ ถ้าไม่มีต้นไม้ก็เป็นเถาเลื้อยไปตามดิน ก้านหนึ่งมีเพียง 3 ใบเท่านั้น แต่ไม่ใหญ่เท่าใบชนิดแดง สีใบเลี่ยน หัวนั้นสุดแล้วแต่ต้นใหญ่หรือเล็ก ดินดีหรือไม่ดี ถ้าขุดจากโคนต้นลงไป มีรากจากต้นไปไกลสัก 1 ศอกถึง 1 วา จึงจะพบหัว รากเดียวกันอาจมีถึง 4-5 หัว รูปพรรณสัณฐานของหัวคล้ายหัวมันละแวกหรือมันแกวลาว ไม่สู้จะกลมเท่าไร บางแห่งโตเท่าผลมะพร้าวลูกโต ๆหรือเท่ามะฟักเขียวก็มี ถ้าเป็นพื้นที่เนื้อดินดีแล้วก็ยิ่งโตจนเท่าหม้อน้ำเย็นก็มี บริเวณเมืองต่องอู่ ปยิ่นมะนา เมืองมันตะเลมีนกิน เมากะต่อ เป็นสถานที่หัวยาชุม ประเทศอื่น ๆ ก็เข้าใจว่าคงหาไม่ยาก เฉพาะจังหวัดเชียงใหม่มีที่เชิงเขาดอยสุเทพ

ให้เลือกเอาหัวที่แก่แล้วพอจะทำยาได้ เอามีดเชือดดูจะมียางสีขาวคล้ายน้ำนม (ข้อมูลนี้ผิดพลาด เพราะเถาที่มีใบเหมือนกวาวเครือแต่มียางนั้นเป็นชนิดมีพิษ ไม่ควรเอามาทำยา ถ้าเป็นกวาวเครือขาวแท้จะไม่มียาง…..หมอเมือง)

หัวเหล่านี้เมื่อยังอ่อน กำลังเป็นหัวเล็ก ๆ เท่ากำมือ เส้นข้างในยังอ่อน มีน้ำมาก พวกเด็กเลี้ยงควายขุดเอามากินแทนน้ำเมื่อกระหายน้ำ เพราะฉะนั้น เมื่อหัวเหล่านี้โตขึ้นมาพอทำยาได้แล้วเอามาทำยา จะกินได้เท่าลูกพุทรา

ในเวลานี้ ชนชาวเมืองมัณฑเล เมืองส่วยจีน เมืองเมี้ยวล่ะ เหล่านั้นได้เอาเฉพาะกวาวเครือชนิดขาวมาปรุงยารับประทานกัน พวกนั้นจึงได้รับคุณประโยชน์ของยา บางคนก็มีถันตั้งขึ้น แลปราศจากโรคาพยาธิทั้งปวง ได้เห็นประจักษ์แก่ตาข้าพเจ้า

. กวาวเครือชนิดหัวแดง พอเป็นต้นขึ้นจากดินโดยมากไม่ต้องอาศัยไม้อื่น มีลำต้นชักต้นชักเครือขึ้นไปสูงพอสมควร แล้วก็เป็นพุ่ม คล้ายต้นดอกสบันงาจีน หรือมีเครือเล็ก ๆ แทรกออกบนพุ่มนั้น ก้านหนึ่งมีเพียง 3 ใบ ระหว่าง 2 ใบข้าง ๆ คือใบตรงกลางนั้นเป็นใบใหญ่ที่สุดถ้าจะเทียบก็เท่าใบตองตึงขนาดใหญ่ ๆ (ใบไม้พลวง) ถ้าเอาข้าวสารครึ่งแครงหุงให้สุกแล้วเอาใบนั้นห่อก็จะมิดชิดได้ มียางแดงคล้ายโลหิต ถ้าขุดที่โคนต้นลงไปจะพบรากที่ออกจากต้น ห่างสักประมาณ 8-9 นิ้ว แล้วจะมีหัวต่อออกไปทุกราก รูปพรรณสัณฐานของหัวคล้าย ๆ งาช้างหรืองวงช้าง หรือปล้องศอกปล้องแขน มีล้อมรอบต้นของมัน เมื่อเอามีดเชือดดูเปลือกหัวจะเห็นเส้นสีแดง ยางนั้นจะแดงไม่ผิดกับโลหิต เนื้อในหัวมีเส้นมาก แต่มีสีขาวมอ ๆ ค่อนข้างหายาก แต่ถ้าพบต้นหนึ่งใหญ่ขนาดลำแขนก็จะได้หัวประมาณ 1 เล่มเกวียน

บางตำราขีดเขียนไว้โดยมิได้แยกชนิด น่ากลัวคนทั้งหลายจะเข้าใจว่าเป็นกวาวเหมือนกันและรับประทานจนเกินขีด เพราะฉะนั้นขอให้พิจารณาดูฝอยตำราที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น รับประทานกันอย่าให้เกินขีด (ขนาด)

ชนโบราณกล่าวไว้ว่า เมื่อเอาใบกวาวเครือแดงห่อเนื้อกระต่ายไว้สัก 1-2 ชั่วโมง เนื้อกระต่ายที่ห่อนั้นจะเป็นหนอนหมด ถ้าเอาใบกวาวชนิดอื่นห่อจะไม่เป็นหนอน ขอให้พิจารณาให้ถี่ถ้วน ถ้าหัวกวาวเครือที่ถูกต้องตามตำราที่กล่าวมาแล้วนั้นจึงจะเรียกว่ากวาวเครือแดงใบใหญ่ เอาไปใช้ทำยาได้ จึงจะได้รับคุณประโยชน์ตามที่กล่าวมาแล้ว

กวาวหัวแดงชนิดนี้มีตามป่าระหว่างเมืองปะโก ตามเชิงเขายะแมติน และป่าแหล่เว ชามชุ ป่าจุนแดดปะยิ่นมะนา แต่ไม่สู้จะชุมเท่าชนิดขาว หาค่อนข้างยาก แต่ถึงแม้หายาก เมื่อเจอต้นหนึ่งก็ได้หัวจนเหลือกินเหลือใช้ ชนิดหัวขาวนั้น เมื่อรับประทานจำเริญไปได้สัก 1-2 เดือน นมชักจะตึงใหญ่ขึ้นมา ส่วนแดงนั้น 5-6 เดือนนมก็ไม่ขึ้น สุดแต่จะเลือกชนิดไหน โดยมากลำต้นแลเถาไม่ผิดเพี้ยนกับชนิดแดง ใบก็มี 3 ใบเหมือนกัน แต่ไม่สู้จะใหญ่เท่าชนิดแดง ยางนั้นดำคล้ายสีดำ เนื้อเถาไม่แข็ง เถาอ่อนนุ่มนิ่ม มีหัวเช่นเดียวกับชนิดแดง แต่ไม่ใหญ่เท่าแดง ต้นหนึ่งไม่มีหัวมากเหมือนชนิดแดง ยางมีสีดำจัด ทราบว่ามีในป่าบ้านยีผิ่วยว่า จังหวัดปะยิ่นมะนา ฝั่งตะวันออกแม่น้ำมีบ้าง แต่ไม่ทราบว่าใครได้ไปพบเห็นและเอามาทำยาบ้าง ถ้าผู้ใดผู้หนึ่งพบเห็นแล้วจะเอามาทำยารับประทานนั้น จะรับประทานได้เท่ากึ่งเม็ดมะก่ำเล็ก หรือเม็ดมะก่ำใหญ่ผ่า 4 แล้วรับประทาน 1 ส่วนเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

๓. กวาวเครือดำ

. กวาวเครือมอ ทุก ๆ ส่วนของต้น เถา ใบ หัว เหมือนชนิดดำ แต่เนื้อในหัวและยางมีสีมอ ๆ หาค่อนข้างยากเท่ากับชนิดดำ ได้เห็นพระครูเมืองก่านอู่เอามาฉันแล้ว

คำเตือนที่สำคัญ

 

ในโลกนี้มีความว่า “กินพอควรจะได้รับโชค กินเกินควรจะได้รับโทษ” ความข้อนี้ขอให้เก็บใส่ใจไว้ให้แน่นแฟ้น ถึงแม้ข้าวเป็นอาหารของมนุษย์ รับประทานกันทุก ๆ วัน แต่ถ้าเรากินพอสมควร อวัยวะของเราก็ช่วยย่อยลงไปเลี้ยงร่างกายให้มีกำลังวังชา แต่ถ้าเรากินจนเกินควรก็อาจทำโทษเกิดเป็นท้องขึ้นอืดเฟ้อ อวัยวะย่อยไม่ทันกลับเป็นโรคถึงแก่ชีวิตได้

ถ้ารับประทานพอสมควรแล้ว ถึงแม้เป็นยาพิษก็ยังกลับได้คุณประโยชน์ เช่นพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่าจันทคุปต์ ครอบครองเมืองปาตลีบุตร เมื่อยังทรงพระเยาว์ พราหมณ์ชะนะกะเอายาพิษใส่พระกระยาหารให้เสวยวันละเล็กวันละน้อย ทวีขึ้นทุกวัน ความประสงค์ของพราหมณ์มีอยู่ว่าถ้าเจ้าชายน้อยได้ขึ้นครองราชสมบัติจะไม่ให้ใครลอบวางยาพิษแก่พระองค์ได้ ดังนั้น เมื่อพระเจ้าจันทคุปต์ขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ในเครื่องเสวยของพระองค์มียาพิษเจืออยู่ถึง 10 สลึง พระองค์ยังเสวยได้โดยปราศจากอันตราย ถึงแม้เป็นยาพิษจริง ๆ ถ้ารับประทานวันละเล็กวันละน้อย นาน ๆ เข้าก็รับประทานมากขึ้นได้

ยาหัวกวาวเครือนี้ก็เช่นกัน ทีแรกก็รับประทานเท่าเม็ดมะก่ำ นานวันก็ทวีขึ้นเรื่อย ๆ ต่อนานไปก็ทานเท่าลูกพุทราได้ ชนบางพวกเห็นว่าเป็นยาดี อยากให้อ้วนพลีดีงามเร็วเกินไป ได้รับประทานยาจนเกินอัตรา ตรงกันข้ามที่จะได้รับคุณประโยชน์ กลับได้รับโทษเสียก็มีมากต่อมาก ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งต้นรับประทานทีแรกให้รับประทานดังนี้

กวาวเครือขาว รับประทานเท่าเม็ดในมะขาม

กวาวเครือแดง รับประทานเท่าเม็ดมะก่ำใหญ่

กวาวเครือดำ รับประทานเท่าเม็ดมะก่ำผ่า 4 กิน 1 ส่วน

แล้วค่อยทวีขึ้นทีละน้อย ต่อไปถ้าถึง 3 เดือน 6 เดือน เมื่อยาออกฤทธิ์ซึมซาบไปทั่วร่างกาย เราจะ

กินมากขึ้นก็ได้

 

กวาวเครือขาว

ตำรานี้ได้มาจากพ่อหมอสุรชาติ คราวไปประชุมสังคายนาตำรายาหมอเมืองที่สถาบันราชภัฎเชียงราย เมื่อวันที่ 28-30 พฤศจิกายน 2546 เห็นว่ามีบางอย่างที่คล้ายกัน และแปลกแยกกันอยู่บ้าง จึงนำมาแสดงไว้เทียบเคียง รักมนุษย์

บันทึกคัดจากปั๊บหนังสือตัวอักษรล้านนา สืบเนื่องมาจากพ่อหนานธรรมยศ ซึ่งเป็นศิษย์ผู้พี่ของครูบาคำหล้า ตกทอดมาถึงเพื่อนของครูบาคำหล้า แห่งสำนักวัดดอยเขาควาย และวัดพระเจ้านั่งดิน อ.เชียงคำ จ.พะเยา ซึ่งเป็นบิดาของหนานอุ่น หมอเมืองเชียงราย แปลเรียบเรียงเป็นอักษรไทยกลาง ข้อความคำพูดเดิมแบบล้านนาโบราณ ความดังต่อไปนี้

อะริมะตะนา พระเจ้าเจ๋ติยะ เจดีย์)ที่เมืองพุกาม ภาคเหนือของประเทศพม่า โปดปังลงมา มีเจ้าภิกษุทั้งหลายไปหันใส่แล้วพากั๋นไปตรวจดูที่นั่น ได้ไปพบเห็นใส่ตำรายาหัวกว๋าวในที่พระเจดีย์ที่ปังลงมานั่น

ตามตำราบอกว่า หื้อเอาหัวกว๋าวเครือต๋ำเป็นผงแล้วกิ๋นกับน้ำนมวัว จักรู้โหราทั้ง 3 เนื้อหนังจักเป็นได้ดังอายุ 16 ปี๋ ผู้ใดกิ๋นจักมีอายุยืนถึง 1000 ปี๋ หาพยาธิบ่ได้สักอย่าง ถ้ากิ๋นกับน้ำต้มขมิ้นจักมีเนื้อหนังผิวพรรณอันนิ่มนวล ถ้ากิ๋นกับน้ำมันเนย หรือว่าน้ำผึ้งก็ดี จักมีอายุยืน และหัวหงอกฟันหลุดเนื้อหนังหี่ยวหย่อนยานบ่มี กิ๋นกับน้ำมะขามป้อม มะนะ มะแหน จักหายต๋ามัวต๋าฟาง ถ้าผสมกับน้ำนมควายทาหัวผมหงอกที่มีแล้วก็จักดำมา ถ้าผสมกับน้ำมันงาทาหัวผมก็จักบ่หงอกบ่หลุด เนื้อหนังมีจักเหี่ยวก็บ่เหี่ยวบ่ยาน บ่มีพยาธิทั้งหลายหายหมด

ถ้าเอาผสมน้ำนมแพะต๋าที่บ่หันมาในระหว่าง 6 เดือนนั้นก็จักหันมา ยานี้เมื่อจักกิ๋นหื้อกิ๋นเท่าเม็ดมะตัน หื้อกิ๋นเมื่อเวลาเข้านอน หื้อจำเริญกิ๋นทุกวัน เวลากิ๋นไปได้สัก 2-3 จักปวดตามข้อตี๋นข้อมือ ตามเนื้อตามตั๋ว ถ้าเป็นเช่นนั้นหื้ออาบน้ำวันไหน 2-3 เวลา ถ้ากิ๋นไปแล้ว ยานี้จักหื้อคุณคือหลับดี รับประทานอาหารก็ลำดี 2 อย่างนี้หื้อคุณเสียก่อน ถ้าหากกิ๋นยานี้ลงไปแล้วเป็นเหตุอย่างใดคืออย่าได้กลั๋ว หื้อกิ๋นยานี้ไปเสมอ

อีกอย่างหนึ่ง ถ้าอยากกิ๋นน้ำนมวัวนั้น หื้อเอาน้ำนมวัวปันหนึ่ง ผสมกั๋นกับหัวกว๋าว ปั้นเป็นลูกเท่ามะตันขอ ตากแดดหื้อแห้ง แล้วหื้อกิ๋นเสมอตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ถ้าอยากกิ๋นกับน้ำนมแพะก็หื้อทำพิธีเดียวกันกับน้ำนมวัวนั้น ถ้าจักกิ๋นกับน้ำนมควายก็เหมือนกั๋น แต่น้ำนมเหล่านั้นหื้อต้มสุกเสียก่อน ถ้าผู้ใดจำเริญกิ๋นจะมีอายุยืน ผู้ที่จักกิ๋นนั้นต้องรักษาศีล 5 หื้อเคร่งรัดเต๊อะจะมีประโยชน์

แต่ยานี้เป็นยาที่มีฤทธิ์กำลังมาก เพราะฉะนั้นผู้ที่จักกิ๋นยานี้ต้องระวังอย่าได้กิ๋นเกินส่วน

ตำรายาที่ได้ในตำนานที่พระเจดีย์เมืองกุตุปังลงมานั้น ตามตำนานบอกอย่างที่กล่าวมาแล้วนี้ ตำรายาหัวกว๋าวที่ได้กิ๋นก่อนตำนานยามเมื่อไม่พบยังตำนานเตื่อนั้น ยังมีเจ้าภิกษุต๋นหนึ่ง ได้กิ๋นยาหัวกว๋าวป๊ากนี้มีอายุยืนอยู่ 200 ปี๋ แต่ลูกศิษย์ของภิกษุต๋นหนึ่งก็ได้กิ๋นยาจากพ่อครูก็มีอายุได้ 100 ปี๋ แต่สังเกตุดูรูปร่างหน้าต๋าเท่ากับคนที่มีอายุ 40 ปี๋ เท่านั้น มีในวันหนึ่งพระภิกษุต๋นอายุได้ 100 ปี๋ ท่านมีกิจจักไปเมืองอินเส่ง จังหวัดเมืองตุระเต๋ บ้านแจ๊ะถุ่ง เวลานั้นพระสังฆะตังหลายอันประสุมอยู่ในโรงอุโบสถ กำลังประชุมกันอยู่ ท่านองค์นั้นก็ได้เข้าไปที่ในคณะสงฆ์ ท่านบ่ได่ไหว้นบแก่สังฆะทั้งหลายเหล่านั้น สังฆะทั้งหลายเหล่านั้นถามว่าท่านมีอายุมากทำไมจึงดูยังหนุ่ม ท่านมียาอันใดทำหื้ออายุยืนยาวนัก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มหาอะกุดสะระอายุวัฒนะ รัสะยะตะนะ

ท่านตอบว่าข้าพเจ้าได้กิ๋นยาหัวกว๋าวเครือจากพ่อครู ๆ อายุยืนได้ 200 ปี๋ ส่วนตั๋วข้าพเจ้ามีอายุได้ 100 ปี๋ สงฆ์เหล่านั้นจึงถามต่อไปว่า ท่านเอามาทำอย่างใดกิ๋นจนมีอายุยืนและมีผิวพรรณสัณฐานหนุ่มอยู่จะนี้ ท่านจึงบอกวิธีตำรายาหัวกว๋าวเครือตามวิธีที่ข้าพเจ้าได้กิ๋นมานี้พยาธิทั้งหลาย นานาต่าง ๆ ก็จักหาย และจักได้อยู่สุขขะติภะมะนะ จักมีอายุยืนยาว และกว๋าวเครือนั้นคือดอกมันขาว ถ้าเฮาขุดลงไปจ้างมีอยู่ตวยกั๋น 2-3-4 หัว ท่านบอกว่ามีอีกอย่างหนึ่ง กว๋าวดำ กว๋าวแดง นั้นหาได้ยากบ่เหมือนกว๋าวหัวขาว ผู้ได้รับประทานยาหัวกวาว

ชื่อ มหากุสะละอายุวัฒนะรัสสะยะ บำรุงเลือดหื้อแข็งแรง และบำรุงสมองหื้อเบิกบาน จักมีกำลังดั่งราชสีห์ ผู้ที่จักกิ๋นยานี้ ถ้าเป็นผู้หญิงก็ดี ผู้ชายก็ดี หื้อมีอายุตั้งแต่ 34-35ขึ้นไปก่อน ถ้ากิ๋นนานไปจักรู้สึกมีกำลังอย่างหนุ่มอย่างสาว จักมีผิวพรรณวรรณะเนื้อตั๋วสะอาดเหมือนอายุได้ 14-15 ปี๋ ถ้าเป็นผู้ชายคนใหญ่ นมจะเป็นแป้งเหมือนดั่งขึ้นหน้าบ่าวสาว และมีกำลังมาก กิ๋นเมินไปผมที่หงอกจักดำขึ้น ใคร่หื้อผมดำเร็ว หื้อเอากซ่าวที่ดำผสมกับน้ำนมควายทาผมจักดำเร็ว ถ้าผมบ่ดกบ่อ่อนหื้อเอายากว๋าวผงผสมกับน้ำมันงาทา และต๋าเป็นฝ้ามัวฟาง เอาผงยาหนักเท่า 2 เม็ดมะก่ำ น้ำนมแพะหนัก 2 บาท ผสมกั๋นกิ๋นเช้า-ค่ำ เป็นนิรันดรเท่านี้ก่อนแล. แต่ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงความศักดิ์สิทธิ์ของตำรายาหัวกวาวเครือว่าเป็นที่สนใจกันมากในสมัยโบราณ

 

ข้อสังเกตในตำรานี้ มีคำศัพท์เดียวกันแต่เขียนแตกต่างกัน และต่างความหมายกัน เป็นเครื่องบ่งว่าเขียนตามคำบอก หรือจากความจดจำของคนที่มีความจำค่อนข้างดี มิได้คัดลอกจากตำรา แต่เนื้อหาส่วนมากตรงกับตำราหัวกวาวเครือฉบับนายเปลี่ยน กิติศรี

 

 

 

 

 

ต่อจากนี้เป็นตำรายาที่ได้จากพ่อหมอเมืองหลายจังหวัด ที่นอนรวมอยู่ห้องเดียวกัน ที่สำนักงานพัฒนาชนบทร้าง นอกเมืองเชียงราย ซึ่งทางวิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านได้จัดไว้ให้พวกเรา ห้องพักนั้นมี 2 ห้องใหญ่ยาว

มีเตียงนอนเรียงติด ๆ กันไป หัวชนกัน ประมาณห้องละ 30 เตียง แต่ละห้องมีพ่อหมออายุตั้งแต่ 30 เศษ ๆ จนถึง 80 เศษ นอนห้องละประมาณ 20 คน พอกินข้าวเย็นที่วิทยาลัยเสร็จแล้ว ประมาณ 6 โมงเย็น ก็พากันกลับที่พัก อาบน้ำท่าเสร็จก็นั่งคุยกันบ้าง นอนคุยกันบ้าง บ้างก็หลับไหลไม่ได้สติไปก็มี บ้างก็วิ่งคัดตำรายาและคาถาอาคมจากพ่อหมอเฒ่าแก่ทั้งหลาย ต่างก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิชาซึ่งกันและกัน

หมอเมืองจากแพร่มี 5 คนคือ ผู้เขียน “หมออภิญญา สันยาสี”อายุ 48 ปี หรือรู้จักกันในนาม”หมอเมือง”ซึ่งเป็นนามปากกาที่ใช้เขียนเรื่องสมุนไพรลงในนิตยสารต่าง ๆ หมอชาลี ขวัญเมืองอายุ 47 ปี,หมอทวี ก๋าทองทุ่ง,อายุ 50 ปี หมอ ดต.สนั่น เหมืองหม้อ อายุ 54 ปี และหมออนันต์ บรรเลง อายุ 59 ปี

หมออภิญญา รูปร่างหน้าตาออกสี่เหลี่ยมดูละม้ายเขาทราย กาแล็คซี่ แต่หล่อกว่าเยอะครับ..แฮ่ๆๆ

หมอชาลี รูปร่างท้วมนิด ๆ ผิวคล้ำหน่อย ๆ แต่มีตะวันขึ้นบนศีรษะแม้ในเวลากลางคืน

หมอทวี รูปร่างค่อนผอมสูงผิวคล้ำ หน้าตาหล่อเหลาคล้ายพระเอกตกรุ่น มีรอยแผลไฟไหม้ที่ข้างคางซ้าย

หมอดาบสนั่น รูปร่างสมส่วน ค่อนเตี้ยนิด ๆ ผมดกดำ(หลังจากย้อมแล้ว) หน้ากลมค่อนเหลี่ยม

หมออนันต์ ไว้หนวดเครายาว มัดผมเป็นกระจุกไว้ด้านหลัง ดูคล้ายฤาษีหลงเมือง จำง่ายครับ

พวกเราเป็นนักล่าวิชาในห้อง แต่หมออนันต์ซึ่งเป็นจอมขมังเวทย์เมืองแพร่ล่าไปถึงห้องอื่นจนได้อาจารย์ดีซึ่งมีหนวดเคราเป็นฤาษีเหมือนกัน ชื่อพ่อหมอหนานคำ เป็นจอมขมังเวทย์เมืองฝาง เล่าลือกันว่าเสน่ห์แรงจนมีเมียมากกว่าอายุของท่าน คืออายุ 72 ปี แต่มีเมียนับได้ถึง 73 คน ท่านสามารถเสกแผ่นทองให้หายวับเข้าร่างกายได้ ทางใต้เรียก “นะหน้าทอง” มีหมอเมืองแพร่ที่ไม่ได้รับการเสกทองเข้าร่างเหลืออยู่ก็เพียงหมออภิญญา นัยว่าเสน่ห์แรงอยู่แล้วท่านจึงไม่เสกให้

จากพ่อหมอสุรชาติ รักมนุษย์ 50 ม. 1 ต.โรงช้าง บ้านโป่ง อ.ป่าแดด จ.เชียงราย โทร. 053-761245

1. ยาแก้กษัย

1. รากเครือเดาหลวง 2. รากเกี๋ยงหัวม้า 3. ฮ่อสะพายควาย

4. หญ้าหนวดแมว 5. ข้าวเย็นทั้งสอง 6.รากหญ้าจิยอบ

7. ดอกคำปู้จู้ 8. แก่นฝาง

ตั้งแต่ข้อ 1-7 สัดส่วนเท่ากัน แก่นฝางตามความเหมาะสม ต้มกินต่างน้ำหายแล

ยาขนานนี้พ่อสุรชาติได้จากปั๊บสาอาจารย์หนานมา จ.น่าน

วิสะลังกา หื้อเอาหญ้าหลักนาปันหนึ่ง เขี๊ยะไก่ไห้ปันหนึ่ง ขมิ้นขึ้นปันหนึ่ง ขิงแกงปันหนึ่ง มะตันเอาตึงเปลือกตึงใบปันหนึ่ง ผีเสื้อน้อยเอาตึงเปลือกตึงใบปันหนึ่ง กาลพฤกษ์เอาตึงเปลือกตึงใบปันหนึ่ง ก๋าจับหลักดอก 3 ชั้นเอาห้าฮ้อยเท่าอั้น ยาทั้ง 8 ตั๋วนี้ฟักหื้อย่อย ตำหื้อละเอียด และหื้อบีบเอาน้ำอ้อยดำตำเข้าด้วยกั๋น ตากแดดตากเหมยไว้ 3 วัน 3 คืน แล้วปั้นเท่าแก่นมะตัน หื้อกิ๋นวันละ 3 ลูก ตึงวันแหล่ อย่าหื้อขาดสักวัน

กิ๋นได้ 1 เดือน คงไม้ขวากหนาม

กิ๋นได้ 2 เดือน คงเหล็กทั้งมวลแหล่

กิ๋นได้ 3 เดือน คงเหล็กจานแหล่

กิ๋นได้ 4 เดือน เสือขบบ่เข้า

กิ๋นได้ 5 เดือน เขี้ยวหล่อนก็ออกมาแหล่ (คงหมายถึงจะมีเขี้ยวใหม่งอกขึ้นมา.. อภิญญา)

กิ๋นได้ 6 เดือน แม่นเตียวตางก็ต๋าแจ้งไปฮอดเมืองนาคนั้นแหล่

กิ๋นได้ 7 เดือน เนื้อหนังงาม กลิ่นกันทะก็หอมแหล่

กิ๋นได้ 8 เดือน มีกำลังเท่าจ้าง 7 ตัวแหล่

กิ๋นได้ 9 เดือน อายุยืนปันปี๋แหล่ หายพยาธิทั้งมวลแหล่

อย่าสันเตแต้เนอ วิเศษนักแต้แหล่.

3.ยาฝีสาร จากใบลานตำรับล้านนา

เป็นข้อเขียนเรียบเรียงของพ่อหมอสุรชาติ รักมนุษย์ แปลออกมาตามบันทึกอักษรล้านนาอันเป็นตำรับโบราณสืบเนื่อง ขอมอบแด่ท่านผู้สนใจ อาจได้รับการคิดค้น วิเคราะห์ด้านศัพท์ ภาษา และคุณค่าตัวโอสถแห่งบันทึกจากท่านนี้ เพื่อก่อให้เกิดความกระจ่างเป็นวิทยาทานสืบต่อไป การใดที่ค้นพบและเห็นถูกเห็นควร ผู้นำเสนอขอน้อมรับ เพื่อประดับความรู้ต่อ ๆ กันไป ขอรับการชี้แนะด้วยความขอบคุณอย่างจริงใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอนำเสนอ

ก่อนขะเข้าสู่ตำรับตัวยาสมุนไพรนี้ ใคร่ขอกล่าวอ้างถึงภาษาล้านนาโบราณ ที่บอกไว้ว่า โรคฝีสาร หรือขาง ต่าง ๆ คิดว่ายุคนั้นเราคงไม่มีศัพท์มากพอที่จะพูดได้อย่างสมัยใหม่

ดังคำว่าเชื้อโรค ไวรัส ภูมิแพ้ โรคติดเชื้อ ตามตำรับโบราณคงพบแต่คำว่า ฝีสารสัปปะฝี ขางสัปปะขาง และชัดเจนด้วยคำว่า ฝีสารหลามไส้ ฝีสารหลามตับหลามปอด ฝีสารลมล่า ฝีสารใน ฝีสารเลือด ฝีจูบ ฝีระอา ฝีเรีย เป็นต้น

และคำว่า “ขาง” คงบันทึกกันไว้ว่า ขางปากเปื่อย ขางหลามไส้ ขางหลามตับหลามปอด ขางเลือด ขางลม ขางลงลึงค์ ขางเหลืองขางแดง นับว่าเป็นคำบ่งชี้ถึงโรคร้ายที่บังเกิดขึ้นทั้งสิ้น ก่อให้เกิดการสูญเสียสุขภาพอวัยวะของร่างกายและชีวิตนั่นเอง

ดังนั้น ผู้นำเสนอคิดว่า คำว่า “ฝีสาร” ก็ดี “ขาง” ก็ดี น่าจะเป็นคำพูดที่ที่จำกัดความหมายได้ว่าเป็นโรคติดเชื้อ เป็นแผลเนื้อร้ายต่าง ๆ จะว่า เนื้องอก หรือมะเร็ง อะไรต่อมิอะไรสุดแท้จะใช้ศัพท์ทางวิชาการที่เหมาะสม

บันทึกตามใบลาน แปลออกมาได้ความว่าดังนี้

ถ้าเป็นฝีสาร ฝีจูบ ฝีระอา มะเร็งเต๋โจ มะเร็ง พอยฝีเรีย หรือเป็นแผล หรือแผลมีดจับ พร้าบาด แผลเสือขบ

หื้อเอา หัวบุก หัวกล๋อย หัวข่า มะกอกเผือก เข็มขาว เครือเขามวก กามช้าง หญ้าตดหมา ปันสะเมา สารทั้งสอง มะบ้าวอก มะบ้าริมดำ (คงหมายถึงสะบ้าลืมดำ) รากมะขามป้อม รากกัง รากส้มกบ ฝนใส่ข้าวจ้าว ิน-ทา จักหายแล

 

ขางสัปปะขาง หื้อเอา ไม้ขางแดง ไม้เนา ฮางคาว นางชม รากคา ผักหวานบ้าน ป่าเฮ่วหมอง จ้ำน้ำ จ้ำบก นอแรด เขาเยือง จันทน์แดง ฮางเย็น ฝนด้วยน้ำข้าวจ้าว เผาขางฮ้อนลงสู่ กิ๋นเมื่ออุ่นฮ้อน หายดีแล.

ต้นฉบับมีสืบย้อนหลังไปได้ชั่วพ่อของปู่ทวดเท่านั้น คงประมาณ 150 ปี๋ แต่ตำรับมีมานานกว่าที่กล่าว

4.ยาบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง บำรุงกำหนัด

ของพ่อหมอสม จันทฤทธิ์ 78/1 ม. 2 บ้านยายเหนือ ต.ม่วงยาย อ.เวียงแก่น เชียงราย

  1. ดีปลี 2. ช้าพลู 3. สะค้าน 4. เจตมูลเพลิง

5. ขิงแกง 6. พริกไทย 7. ข่า 8. หัวบอนหอม

9. ขมิ้นขึ้น 10.ปูเลย 11.หำพะยาว 12.แห้วหมู

สัดส่วนเท่ากัน ทำผงผสมน้ำผึ้ง รับประทานครั้งละ 3 เม็ด ก่อนอาหาร เช้า-เย็น หรือมากกว่านี้ก็ได้

หมายเหตุ

หำพะยาว

อีกชื่อหนึ่งคือ บอระเป๊ก ลักษณะหัวและใบเหมือนกวาวเครือขาว แต่เล็กกว่า เป็นไม้พุ่ม หัวเป็นพวง หัวบอนหอม คือเต่าเกียด อยู่บนเขาสีปังหอม เมืองพะเยา

ของหมอบุญ อุปนัน 79/1 บ้านเด่นชัย ต.หนองตอง อ.หางดง จ.เชียงใหม่

น้ำต้มไก่ดำ นำมาต้มกับดอกเอี้ยงเตียน (ใบสีเขียว เป็นหวี ติดบนค่าคบไม้ ) กิน 1 หม้อ แฮง 3 เดือน

ของพ่อหมอมา ชัยวัฒน์ 100 บ้านโป่งเทวี ต.บ้านโป่ง ม.5 อ.เวียงป่าเป้า เชียงราย

 

 

 

 

       

    1. ยากำลัง

       

    2. ยาหม่อง

       

    1. เสลดพังพอนหนาม 2. พญายอ 3. ใบพลู

4. ว่านหางจรเข้ 5. ฟ้าทะลายโจร 6. ปูเลย 7. รางจืด

ทอดด้วยน้ำมันหยก ลงการะบูร พิมเสน เมนทอล และยาเพนนิซิลิน ใส่ขี้ผึ้งแผ่น

 

       

      • ยาบำรุงหัวใจ

         

      • ยามะโหกแกมสาร

         

      • ยาโรคดีซ่าน

         

      • ยาแก้บิดลงท้อง มูกเลือด

         

      • ยาแก้หืด

         

      • ยากำลัง

         

      • ยากำลัง

         

      • ยาแก้ 5 ต้น

         

      ของพ่อหมอแก้ว แก้วคำ 65 บ้านอิงโค้ง ม. 5 ต.ห้วยแก้ว อ.ภูกามยาว จ.พะเยา

      1. น้ำมะพร้าวไฟอ่อน 2. จันทน์ขาว 3. จันทน์แดง

      4. ชะเอม 5. ปังกี

      น้ำมะพร้าวตั้งไฟให้เดือด ฝนยาใส่ รับประทานครั้งเดียวให้หมด แก้ได้หลายโรค

      ของพ่อหมอคำหล้า แสงงาม 37/1 ม. 3 ต.ท่าข้าม อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย

      1. รากเค็ดเก๊า 2. รากจ้ำ 3. รากหม่าแตก

      4. หัวงุนไผ่สีสุก 5. ข้าวจ้าวเปลือก

      สัดส่วนเท่ากันต้มกินต่างน้ำ แก้เจ็บหลัง เจ็บเอว ขัดยอกทุกสารพางค์กาย แก้มะโหกก้นปูด ฝีในไส้

       

      ของพ่อหมอจิ่ง จองแสง 16/1 ม. 4 บ้านหยก ต.บุญเรือง อ.เชียงของ จ.เชียงราย 053-783144

      1. รากมะกายหยุม 2. รากไม้ซางดำ 3. รากไม้รวก

      4. แก่นฝาง 5. หญ้าถอดปล้อง 6. หัวจำยามขาว

      หมายเหตุ จำยามขาว ต้นคล้ายต้นดอกเทียนขาว ใบเป็นมัน ไม่มีขน

      ทั้งหมดนี้สัดส่วนเท่ากัน ต้มน้ำ 3 เอา 1 กินต่างน้ำ 3 วันหายแล

       

      ของหมอประทีป เจริญคำ 37/1 ม. 5 บ้านทุ่งสุ่ม ต.หลวงใต้ อ.งาว จ.ลำปาง 09-8388462

      1. ใบทับทิม 2. ใบฝรั่ง 3. เปลือกมะม่วง

      4. สีเสียด 5. ตับหมาก 6. ปมครั่ง

      สัดส่วนเท่ากัน ต้มกินต่างน้ำหายแล

       

      ของพ่อหมออุ่น ณ น่าน 75 ม. 19 บ้านทุ่งเฉลิมพระเกียรติ ต.เวียง อ.เทิง จ.เชียงราย 57160

      เอาหัวหญ้าดีหนูดิบ ต๋ำปั้นเอาแต่น้ำ หื้อได้สัก 3 นิ้วแก้ว ใส่น้ำผึ้งเท่ากั๋น กิ๋นหื้อหมด จะรู้สึกดีขึ้น กินทุกวันหายขาดแล หายมาหลายคนแล้วว่าอั้น

       

      ของหมอสมาน อินต๊ะสิน 25 ม.12 บ้านบุญชัย ต.เจดีย์คำ อ.เชียงคำ จ.พะเยา 09-7625036(5636)

      1. รากมะเขือแจ้หนามดำ 2. รากหม่าตาเสือ

      3. รากแคว้งขมขาว 4. ปิดปิวแดง

      สัดส่วนเท่ากัน ตำผงดองเหล้ากิน คึกราวโคถึกแล

       

      ของพ่อหมอจันทร์ จันดี 166 ม. 3 บ้านห้วยส้ม ต.เจดีย์หลวง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย 053-950446

      1. รากผักปู่ย่า 2. จุ่งจะริง 3. เครือเขาคำ 4. เหง้าขิง

      สัดส่วนเท่ากัน ตำผงผสมน้ำผึ้งกินก่อนอาหาร เช้า เย็น ครั้งละ 2 เม็ด

       

      ของพ่อหมอแก้ว เผ่าเครื่อง 238 ม. 15 บ้านกาดถีเหนือ ต.ห้วยแก้ว ต.ภูกามยาว จ.พะเยา 054-442127

      1. รากหญ้าคา 2. ตาอ้อยดำ 3. ผักหนอก

      4. โป้งรากในดินมะกอก 5. จันทน์แดง

      ฝนใส่น้ำกิ๋น แก้พิษทั้งปวง และแก้ไข้ตัวร้อน

      คาถาเรียกสัตว์ ทิดทิ ปูติ๊ ปูติ๊ ทิดทิ

      ของพ่อหมอจันทร์ สว่างทิพย์ 227 ม. 19 บ้านเกาะทอง ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย 06-1833225

      1. รากหนามจ๋าย 2. รากหนามหัน 3. หญ้าไข่เหา

      4. ไม้มะดูก 5. ผีเสื้อน้อย 6. รากมะพร้าวไฟ

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

16.ยามะเร็งลำไส้

    1. รากเดือยหิน

น้ำหนักเท่ากัน ต้มกินต่างน้ำ หายแล

น่าเสียดายครับที่ไม่ได้ขอสูตรยาจากพ่อหมอครบทุกคน เพราะหลายท่านต่างนอนหลับด้วยความ

อ่อนเพลีย พ่อหมออีกห้องหนึ่งก็ไม่ได้เสวนากัน จึงได้สูตรยามาฝากเพียงเท่านี้

แต่เรื่องสูตรยาต่าง ๆ นั้นไม่สู้สำคัญเท่าตัวยาสมุนไพร ถ้าเราไม่รู้จักตัวยาสมุนไพรที่แท้จริงแล้ว ถึงสูตรยาจะวิเศษเพียงใด ถ้าใช้สมุนไพรผิดก็ไม่มีฤทธิ์ดังตำรับว่า หรืออาจก่อให้เกิดเหตุเพทภัยด้วยซ้ำไป หมอเมืองของเรามีมากมาย แต่ใช่ว่าจะรู้จักสมุนไพรได้ดีครบถ้วนทุกท่าน แม้ตัวกระผมเองซึ่งสนใจสืบเสาะเข้าป่าเข้าดงอยู่ประจำ และไปมาทั่วประเทศ มีตำรับตำราไม่รู้กี่สิบเล่ม ยังไม่สามารถรู้จักสมุนไพรได้ครบถ้วน แต่ถ้าพวกเราหมอเมืองแต่ละท่านมาช่วยกันชำระสะสางชื่อและลักษณะสมุนไพรแต่ละชนิด และสร้างปทานุกรมขึ้นมาสักเล่ม คงจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเราและอนุชนรุ่นต่อไปเป็นแน่แท้ จึงขอฝากความหวังไว้กับทุก ๆ ท่านด้วย หากมีโอกาสดี กระผมจะขอความร่วมมือมายังท่านอีกครั้งหนึ่ง

ด้วยความเคารพรัก

อภิญญา สันยาสี บภ.

หมอเมือง เมืองแพร่

ยาแก้ผิดเดือน

ขี้ ควย ปู่ ผี บ้า

 

ยาอัมพฤกต์

1. ขิง 7 แว่น

2. กระเทียม 7 หัว

3. ขมิ้นอ้อย 7 แว่น

4. ช้าพลู 1 กำ

5. เปลือกกุ่มน้ำ 1 กำ

6. เปลือกกุ่มบก 1 กำ

7. เปลือกทองหลาง 1 กำ

8. เสี้ยนผี 1 กำ

9. มะกรูด 10 ลูก

10. ไพลสด 7 แว่น

11. ข้าวจ้าวเปลือก 1 กำ

12. เกลือทะเล 3 หยิบ

13. ข่าสด 7 แว่น

ต้มกินต่างน้ำ หายแล

ยานี้มีหมอเมืองผู้เฒ่าคนหนึ่งเอามาให้ จำไม่ได้ว่ามาจากไหน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ยามะโหกก้นปูด

    1. รากเค็ดเก๊า
    2. รากเค็ดแก้ว
    3. รากตีนเป็ด
    4. รากกำจาย
    5. มะแฮะเลือด
    6. หัวยาเข้าเย็น

สัดส่วนเท่ากัน ต้มกินต่างน้ำ ไม่เกิน 3 หม้อ หายแล

ยานิ่ว

หอยจูบ 1 ถ้วย ต้มใส่น้ำผึ้ง กินต่างน้ำ หายแล

ยา 2 อย่างนี้ได้จากพ่ออาจารย์หนานจั๋นทร์ คำสุข บ้านกาซ้อง

 

ขาดผู้เล่าสืบต่อให้เท่านั้น

 

 

 

 

 

2.ยาอายุวัฒนะ

 

 

 

 

ตำราต่าง ๆ ที่จะนำมาเผยแพร่ต่อจากนี้ จะมีชื่อกำกับไว้ว่าเป็นของใครบ้าง

เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ได้พบกัน

ขนานที่ 1.-3.

ควรรู้จักต้นยาเสียก่อนที่จะรู้จักตำรายา ถ้าไม่รู้จักต้น เถา ใบ หัว ของยา แล้วไพล่ไปเอาต้นชนิดอื่นที่คล้ายกวาวเช่นต้นวิ่นอู่ แลต้นกวาวชนิดอื่น ๆ มาทำยารับประทาน อย่าว่าจะได้รับคุณประโยชน์เลย กลับจะได้รับโทษกระทำให้ลำไส้บวมจนถึงแก่ชีวิต ชนที่ไม่รู้จักต้นยาที่แน่จริงได้ไปเอาต้นยาที่ผิดมาใช้รับประทานกันได้เป็นไปดังที่กล่าวมาแล้วบ้างก็มี กระทำให้คนทั้งหลายเข้าใจผิดออกเข็ดขามว่ายาหัวกวาวเครือให้โทษ จึงไม่กล้าเอายาขนานนี้มารับประทานกัน กระทำให้ปราศจากที่จะได้รับคุณประโยชน์ของยา

 

ขะ กาโรพุทธะรูปัง ขะ การัง กุสะลัง ตัสสะ นโมพุทธายะ

คะ กาโรพุทธะรูปัง คะ การัง กุสะลัง ตัสสะ นโมพุทธายะ

 

ตามตำราที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ยังมีพระภิกษุองค์หนึ่งอายุได้ 180 ปี เป็นศิษย์ของพระภิกษุที่มีอายุ 280 ปี ถ้าจะดูลักษณะรูปพรรณของท่านก็คล้ายคลึงกับลักษณะของบุคคลที่มีอายุ 30-40 ปี ท่านองค์นี้ได้เดินเข้าไปในอุโบสถ ในวัดดะรินไจ๊ย์ก่อยว่า ในอำเภอตุนเต จังหวัดอินเส่ง ประเทศพม่า วันที่พระสงฆ์ทั้งหลายกำลังแสดงปาฏิโมกข์กันอยู่นั้น ท่านได้เข้าไปในที่ประชุมหาได้กราบไหว้พระสงฆ์ที่มีรูปพรรณสีสันแก่ชราภาพในที่นั้นไม่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

35

คำนำ

ตำรายาหัวกวาวเครือ

 

ต้องคุยกับผมก่อน เพราะเหงือกปลาหมอที่ท่านและผู้คนเข้าใจใช้กันอยู่นั้นมันไม่ถูก ไม่ใช่ตามที่ตำราบ่งบอกไว้ ก็ท่านเคยเห็นใครกินยาเหงือกปลาหมอแล้วได้สรรพคุณดังว่ามั่ง และเคยได้รับคำเล่าลือกันว่าดีวิเศษมั่ง ไม่มีนะครับ ที่ทำ ๆ กันมา ทำกินหรือทำขาย ก็ล้วนทำไปเพราะเชื่อตำราว่าดี ถ้ามันจะดีก็นิดหน่อย เพราะส่วนผสมอย่างอื่น พาดี แต่ไม่เคยพบคุณวิเศษแบบตำราว่า ยกเว้นต้มเอาน้ำอาบแก้ผื่นคันพอใช้ได้อยู่ แต่ไม่มีสรรพคุณโดดเด่นเห็นชัดเหมือนกินกวาวเครือ เพราะเหตุนั้นจึงประกันได้ว่าเราใช้เหงือกปลาหมอผิดต้นจากตำรา

 

 

ใช้รับประทานก่อนนอนครั้งละ 1-2 ช้อนกาแฟ จะทำให้เจริญอาหาร นอนหลับสบาย ร่างกายแข็งแรง ความรู้สึกทางเพศดี

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 40 ยาปลุกอารมณ์

1. ไข่เป็ดดิบ 1-2 ฟอง กินกับน้ำใบบัวบก 1 แก้วก่อนนอนทุกคืน

2. ตัวเพียงขาว (อยู่ตามขอนไม้ผุ) 1 ตัว กินกับสุราขาว 1 จอก

3. ลูกหนูแดง ๆ ที่ออกจากท้องแม่ใหม่ ๆ 1-3 ตัว กินกับสุราขาว 1 จอก

4. หัวแห้วหมู ใบกระท่อม พริกไทยล่อน หัวกวาวเครือขาว เนื้อมะขามป้อม หนักเท่ากันทำเป็นผงผสม

น้ำนมแพะ ใส่กะทะตั้งไฟเคี่ยวจนเหนียวดีแล้วก็ปั้นเป็นเม็ดพุทรา กินวันละ 1 เม็ดพุทรา

5.ไข่เหี้ยนึ่งพอเยิ้มเป็นยางมะตูม กินกับสุราขาว 1 จอก

6..ตัวต่ออ่อน 10 ตัว กินกับสุราขาว 1 จอก

7..จั๊กจั่นทะเลที่ลอกคราบใหม่ ๆ 3 ตัว กินกับสุราขาว 1 จอก

สูตรนี้ใช้แบบใดแบบหนึ่ง น่ากลัวเป็นสูตรของคนขี้เมานะ

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 41 ยาผิวงาม

เอาน้ำมะนาวเปรี้ยวจัด 1 ถ้วยตะไล ผสมกับน้ำสุก 1 แก้ว ผสมเกลือป่น 1 ช้อนกาแฟ คนดีแล้วดื่มจนหมดแก้ว ก่อนอาหารเช้าสัก 30 นาที กินติดต่อกัน 15 วัน และหยุด 10 วันจึงเริ่มดื่มใหม่ติดต่อกัน 3 วัน

และหยุด 1 เดือนจึงเริ่มดื่มอีก วันละ 1 จอกแก้วยาดอง ท่านว่ารับรองผิวขาวเป็นนวลใย ไร้ไฝฝ้า

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 42. แก้กามตายด้าน

1. ใบบัวบกตากแห้ง หนัก 3 บาท 2. รำอ่อนข้าวกล้อง หนัก 3 บาท

3. หรดาลกลีบทอง 5 บาท 4. หัวแห้วหมูตากแห้ง 3 บาท

5. พริกไทยล่อน 2 บาท 6. หัวกวาวเครือแดง 15 บาท

 

 

 

ทำเป็นผงผสมน้ำผึ้งปั้นเม็ดเท่าลูกพุทราอ่อน กินก่อนนอนวันละ 1 เม็ด แม้ชายแก่จะคึกเหมือนม้า

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 43. แก้กามตายด้าน

1. หัวกวาวเครือขาว 2. หัวกวาวเครือแดง 3. หัวกวาวเครือดำ

 

ทำเป็นผง ผสมน้ำผึ้ง น้ำนมวัว น้ำอ้อย เนย และมะขามป้อมพอเปรี้ยวนิด ๆ แล้วปั้นเม็ดตากแดดให้แห้งจึงเก็บไว้กินวันละ 1-2 เม็ด ท่านว่าแม้อายุ 80 ปีก็ยังคึกเหมือนโคถึก ทำงานได้ไม่เหนื่อยเลย ( ผู้เขียนปรุงยานี้มีคนชมมาก นายพลโทนอกราชการอายุ 70 กว่าปี ได้ขอร้องว่าอย่าเลิกผลิตยาขนานนี้ เพราะทำให้ท่านเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างอัศจรรย์ สามารถกลับมายกน้ำหนักได้อีก และความรู้สึกทางเพศกลับคืนมาเหมือนคนหนุ่ม --หมอเมือง)

 

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 44 ยาลายแทง

ตำรานี้ได้จากลายแทงขุมทรัพย์เมืองพิษณุโลก ท่านเขียนเป็นปริศนาไว้ บอกว่าถ้าใครคิดได้ให้ขุดลงไป

จะได้ทองคำ 1 ตุ่ม คนมีปัญญาคิดได้จึงขุดลงไปก็พบตุ่มใบหนึ่งพร้อมกับใบลานจารึกตำรายาขนานนี้ ท่านเขียนไว้ให้ทานแก่สมณชีพราหมณ์และหญิงชายทั้งปวง ถ้าผู้ใดพบตำรานี้ขอให้บอกต่อ ๆ กันไปจะได้ผลานิสงส์มาก ตำรามีว่า

1. รากช้าพลู 2 ตำลึง 2. รากมะแว้งต้น 2 ตำลึง

ให้เอายาทั้งหมดมาตำเป็นผงแล้วผสมน้ำผึ้ง หรือน้ำอ้อยแดงก็ได้ ใส่หม้อผนึกไว้ให้ดี เอาทองแดงผูกคอ

หม้อหนัก 1 บาท แล้งฝังข้าวเปลือกไว้ 5 วัน แล้วรับประทานวันละ 1 ช้อนหอย สามารถแก้โรคทั้งปวง ผมหงอกจะกลับดำ อายุยืนถึง 100 ปี มีกำลังเจ็ดช้างสาร สำเนียงเสียงใส รูปงาม หาโรคมิได้ ถ้ารับประทานติดต่อกัน 6 เดือน สารพัดสัตว์ที่มีพิษกัดไม่เข้าเลย ถ้าเอาน้ำมูตร(ปัสสาวะ)ใส่ตุ่มไว้ เอาทองแดงแผ่ให้บางแช่ในน้ำมูตร(ที่เกิดจากกินยานี้) นาน 3 เดือน ทองแดงจะกลายเป็นทองคำธรรมชาติไม่มีขี้เลย ถ้าไม่จริงดังกล่าวขอให้ตัวข้าพเจ้าผู้ไว้ตำรานี้ตกจตุราบายเทอญ.

ยาตำรับนี้ตรงกับตำรับที่ 2 ที่เป็นตำราเหนือ ความจริงในตำรับนั้นท่านบอกเป็นภาษาเหนือ แต่ผู้เขียนได้

แปลให้เป็นภาษาไทยแล้ว ก็ตรงกับตำรับนี้ เป็นตำรับยาที่เกิดและถ่ายทอดในสมัยเดียวกัน เพราะเมืองพิษณุโลกและเชียงใหม่ เชียงราย เชียงแสน รวมไปถึงพระสงฆ์ทางพม่าได้ไปมาหาสู่กันไม่ขาด พระสงฆ์ก็ไป ๆ มา ๆ เพราะทางเชียงใหม่เลื่อมใสพระสงฆ์ทางสุโขทัย จึงนิมนต์พระทางสุโขทัยไปเผยแพร่พระศาสนา และเป็นสังฆราชาอยู่ทางโน้นในสมัยพระเจ้ากือนา ทางพิษณุโลกก็ได้สุโขทัยเป็นหลักเช่นกัน ตำรายามักเผยแพร่ไปกับพระสงฆ์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนทุกหนทุกแห่ง และเป็นศูนย์กลางของการศึกษาด้วยเช่นกัน คนทางเหนือไม่สู้นิยมทำลายแทงเหมือนชาวพิษณุโลก มักเขียนใส่ใบลานเก็บใส่ตู้ไว้ตามวัดต่าง ๆ และบนหิ้งบูชาในบ้านของตนเองรวมกับคาถาอาคมอื่น ๆ จึงมักพบตำราลายแทงในเมืองพิษณุโลกและกำแพงเพชรเป็นส่วนมาก

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 45 แก้มือเท้าชา

ท่านให้เอาบอระเพ็ดพุงช้าง (สบู่เลือดเถา) มาหั่นตากแดดพอหมาด แล้วแช่กับน้ำตาลทรายแดงหรือสุราก็ได้ รับประทานเช้า-เย็น แก้มือเท้าชา แก้ปวดเมื่อยอ่อนเพลีย

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 46 บำรุงร่างกาย

ท่านให้เอากล้วยน้ำว้าสุก 1 หวี ปอกเปลือกออกแล้วใส่โหล เอาน้ำผึ้งใส่ให้ท่วมกล้วย ดองไว้ 15 วัน แล้วรับประทานก่อนอาหารวันละ 1 ลูก บำรุงกำลัง บำรุงประสาท แก้โรคเบาหวาน นอนหลับสนิทดี

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 47. บำรุงร่างกาย

1. หัวแห้วหมู 2. รากแจง 3.สมอไทย 4. สมอพิเภก

5. สมอเทศ 6. สมอดีงู 7. กระเทียม 8. ดอกดีปลี

9. ขิงแห้ง 10.หัวข่าเล็ก 11.เถาบอระเพ็ด 12.มะขามป้อม

 

 

 

เอาสิ่งละเท่ากัน ต้องตากแห้งก่อนแล้วทำเป็นผง ผสมน้ำผึ้ง รับประทานหลังอาหารเย็น ครั้งละ ปลายนิ้ว

ก้อย เป็นยาระบายอ่อน ๆ แก้โรคลม ริดสีดวงทวาร ริดสีดวงลำไส้ ทำให้เจริญอาหาร นอนหลับสบาย ร่ายกายแข็งแรง

ทำเป็นผง ส่วนเกลือนั้นให้คั่วเสียก่อนแล้วนำมาตำให้ละเอียด จึงเอาทั้งหมดผสมกัน แล้วผสมน้ำผึ้ง รับ

ประทานหลังอาหารเย็นเท่าปลายข้อนิ้วก้อย

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 48. กำลังราชสีห์

1. พริกไทยล่อน 2.หัวแห้วหมู 3. หัวกระชาย 4. เถาบอระเพ็ด

 

เป็นผง

 

 

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 47. ปรับธาตุให้สมบูรณ์

ยาขนานนี้นอกจากเป็นยาอายุวัฒนะแล้วยังเป็นยารักษามะเร็งและโรคเรื้อรังได้อีกด้วย

1. รากแจง 2. หัวไพล 3. ขิงแห้ง 4. หัวกะทือ

5. หัวกระชาย 6. พริกไทยล่อน 7. ข้าวเย็นเหนือ 8. ข้าวเย็นใต้

9. หัวแห้วหมู 10.เกลือทะเล 2 ขีด ตั้งแต่ 1-9 น้ำหนักอย่างละ 1 ขีด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3. รากมะแว้งเครือ 2 ตำลึง 4. รากมะเขือขื่น 2 ตำลึง

5. เถาบอระเพ็ด 2 ตำลึง 6. รากเจตมูลเพลิง 1 ตำลึง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้เอารากข่อยมาต้มกินแทนน้ำ ช่วงแรกที่กินผิวจะดำคล้ำและลอกออกมาคล้ายงูลอกคราบ กินต่อไป

 

เอาหัวกระชายแก่ 3 หัว ทุบให้แตกแล้วห่อด้วยผ้าขาวบางแช่น้ำผึ้งป่ากิน เกิดกำลังดีนัก

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 33 บำรุงร่างกาย

1. ต้นพญามุติทั้งห้า หนัก 8 ตำลึง 2. สมอไทย 1 ตำลึง

3. พริกไทยล่อน 1 ตำลึง 4. ดอกดีปลี 1 ตำลึง

5. เหง้าขิงแห้ง 1 ตำลึง

 

 

 

ตำเป็นผงผสมน้ำผึ้ง และน้ำนมวัว วิธีทำต้องเอาน้ำนมวัวและน้ำผึ้งมาต้มเคี่ยวจนงวดพอสมควรก็เอายา

 

 

 

 

 

 

 

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 27 บำรุงร่างกาย

1. หัวกระชาย 2.เหง้าขิงแห้ง 3. หัวกะทือ 4.ดอกดีปลี

5. โด่ไม่รู้ล้ม 6. สมอไทย 7. รากเจตมูลเพลิง 8. พริกไทยล่อน

       

    1. หรดาลกลีบทอง

       

 

 

 

 

 

 

 

5. ลูกจันทร์ 6.พริกไทย 7.หรดาลกลีบทอง 8.ดอกดีปลี

 

 

 

ก้อย รับประทานได้ 1 เดือนโรคภัยไข้เจ็บจะหายสิ้น เจ้าจะกลับกลายเป็นคนหนุ่มอีก บอกแล้วเทวดาก็หายวับไป ชายผู้นั้นตื่นขึ้นจึงรู้ว่าฝันไป ตั้งแต่วันนั้นแกก็เที่ยวหาต้นสมุนไพรตามที่เทวดาบอกกล่าว นำมาทำยากินประจำ เวลาผ่านไปเพียงเดือนเศษร่างกายแกก็เปลี่ยนแปลง มีผิวพรรณวรรณะเปล่งปลั่ง ผมที่ร่วงก็กลับงอกงามดำขลับขึ้นมา กินอาหารก็อร่อยดี หลับสนิท อาการปวดเมื่อยอ่อนเพลียหายไปสิ้น รู้สึกตัวเองเหมือนคนหนุ่มที่กำลังคึกคักดังโคถึก แกเฝ้าสวนได้อีกไม่นานก็ลากลับไปอยู่บ้านกับลูกเมีย เมื่อกลับไปถึงบ้านภรรยาจำไม่ได้ ต้องเรียกญาติ ๆ มาดู สืบสวนกันอยู่นาน

1. ลูกจันท์ 2. ดอกจันท์ 3.กระวาน 4.กานพลู

5.สมุลแว้ง 6. มหาหิงคุ์ 7.หัสคุณเทศ 8.ชะเอมเทศ

9.พริกไทยสุก

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 20 บำรุงร่างกาย

1. หัวขิงแห้ง 2. หัวไพล 3. หัวกะทือ 4.หัวกระชาย

5. หัวแห้วหมู 6. รากแจง 7. หัวยาข้าวเย็นเหนือ 8.หัวยาข้าวเย็นใต้

9. เนื้อมะขามเปียก 10.พริกไทยล่อน 11.เกลือแกง

 

 

 

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 15 แก้กามตายด้าน

1.รากหมากหมก 2. รากอ้ายเหล็กนางยอง 3. รากขลี 4.รากกระทุ้งฟ้า

5. รากฟักทอง 6. รากขนเพชร 7. รากเร็ดหนู 8. ฝอยทอง

9. ย่านเอ็น 10.รากอ้ายบ่าว 11.รากสาวสะดุ้ง 12.รากราชครูดำ

13.รากกำลังหนุมาน 14.รากกำลังวัวเถลิง 15.เถาโคคลาน 16.เถาเอ็นอ่อน

17.เถาวัลย์เปรียง

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 16 บำรุงร่างกาย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 14 แก้กามตายด้าน

1.รากอ้ายบ่าว 2. รากสาวสะดุ้ง 3. รากกระทุ้งฟ้า

4. รากราชครูดำ 5. รากกำลังหนุมาน 6. รากกำลังวัวเถลิง

เอามาต้มกินต่างน้ำชาทุกวัน หิวน้ำเมื่อไหร่ก็กินน้ำยานี้ ท่านว่าแก้กามตายด้านได้ดี

 

 

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 12. แก้กามตายด้าน

กินรากหมากหมกกระดกกระเดก กินรากอ้ายเหล็กเล่นเด็กตาย

กินรากหวายดอตายสามปี กินรากขลีดอดีขึ้นมา

กินรากทุ้งฟ้าตั้งท่าจะเอา กินรากน้ำเต้ากระเด้าคืนยันรุ่ง

รุ่งแล้วยังเอาอีกเลย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ยานี้มีมาแต่สมัยอยุธยาเป็นราชธานี สมัยนั้นพระเจ้าแผ่นดินเมืองลังกาขอพระภิกษุจากประเทศสยามนำพระศาสนาไปเผยแพร่ ไปเป็นอุปัชฌาย์บวชกุลบุตรให้ประพฤติปฏิบัติพระธรรมกรรมฐาน จะเป็นสมัยของพระเจ้าแผ่นดินของเราพระองค์ไหนไม่ทราบ ทราบแต่ว่าพระองค์ส่งพระพุทธโฆษาจารย์และคณะสงฆ์ไปหลายรูป เมื่อเดินทางเรือรอนแรมไปหลายวันก็เกิดอาพาธป่วยไข้กันหลายรูป ถึงเมืองลังกาแล้วจึงได้ยาดีจากตำราแขกลังกา เขาทำยาให้ฉัน เป็นยาบำรุงกำลังให้มีภูมิต้านทานโรคได้เป็นอย่างดี ท่านจารึกเป็นตำราและฝอยไว้ว่า กินได้ 7 วันเสียงไพเราะดังจั๊กจั่น กินได้ 2 อาทิตย์เสียงดุจนกการะเวก กินได้ 3 อาทิตย์ จะมีสติปัญญาดี เรียนได้ 3 เดือนจะเรียนพระธรรมจบ ตาจักสว่างดังแสงแก้วมณี กินได้ 4 เดือน พยาธิจะหายหมดสิ้น กินได้ 5 เดือนจะมีกำลังดุจพญาช้างสาร กินได้ 6 เดือนขึ้นไป จะได้ทิพยจักขุ พระอินทร์จะลงมาหา

 

 

 

 

ยาอายุวัฒนะ




สมุนไพรหมอเมือง

ถ้อยแถลง
สมุนไพรกับเส้นเลือดตีบ article
สมุนไพรกับโรคเก๊าท์
สมุนไพรกับโรคมะเร็ง
ว่านรางจืด ยอดสมุนไพรล้างพิษ
สมุนไพรกับมะเร็งลำไส้
สมุนไพรรักษาโรคกะเพาะอาหาร article
สมุนไพรกับความอ้วน
ว่านขันหมาก อัศจรรย์เพิ่งพานพบ
กวาวเครือ ยอดสมุนไพรไทย
โรคเอดส์และการรักษาแบบไทย ๆ
ตำรับยารักษาโรคเรื้อรัง





ความคิดเห็นที่ 1 (90844)

ขอบคุณครับ ที่ ได้มาอ่าน เรื่องราวตำรายาแผนโบราณ ตำราโหรศาสตร์  และยังมรเรื่องราวต่างที่สอดแทรกอยู่ใน หนังสือ ที่  ร.ต.อ. เปียม บุณยะโชติ แต่งไว้ ผมจำได้ว่า คัมภีร์ยา ที่เป็นภาษขอม ภาษามคธ นั้น คุณลุง เปี่ยม ท่าน ยืมมา จากวัด  วัดหนึ่ง เป็นวัด  ที่พ่อท่าน ท่านเป็นครูหมอ รักษา  ในวัดนั้นเต็มไปด้วย พืชพรรณไม้ สมุนไพร่มาก มาย สมัยเด็กๆผมเรียนหนังสือชั้นประถมที่วัดนั้น  เมื่อพักเทียง ยังไปปี่นต้นมะขามป้อม มากินในห้องเรียน ถูกนักเรียนหญิงฟ้องครูเลยครับ

พิกุลบุนนาก สารภี กระทิง(คนปักษืใต้เรียกต้นทิง)

ผู้แสดงความคิดเห็น หลานคุณลุง วันที่ตอบ 2009-10-17 22:57:33


ความคิดเห็นที่ 2 (91900)

สวัสดีครับ ดีใจจังครับที่ได้มาอ่าน  ตำรายาสุดยอดครับ ทำให้ผมสนใจมากมายเสียแล้ว ในเรื่องยาสมุนไพร

เห็น Web น่าสนใจมาก เผยแพร่ไว้น่าอนุโมทนามากครับ เพราะสังเกตุว่า ไม่มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาแอบแผงเลย  บางที่ประมาณบอกว่า ต้องการช่วย  ฟรีทุกอย่าง สนใจให้โทร... เอาเข้าจริงๆ ต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ จ่ายนั้น จ่ายนี้ ก็เศร้าใจจริงๆ ครับ คือบางครั้งคนที่เขาเข้ามาแสวงหาเรื่องเหล่านี้เขาก็ทุกข์อยู่แล้ว เพิ่มความทุกข์ให้เขาอีก ถ้าเป็นผมคงอายอะครับ   

อยากช่วยปรับปรุงเว็ปให้สวยงามจังครับ มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะครับยินดีครับ   jumnain2004@hotmail.com ครับ ยินดีอย่างยิ่งครับ อย่าคิดว่าผมจะคิดค่าทำอะไรนะครับ เพราะผมได้แล้ว ก็คือความรู้ในเว็ปไงครับ   จุดยอด

ผู้แสดงความคิดเห็น มาช่วยดันครับ วันที่ตอบ 2009-12-11 16:33:12


ความคิดเห็นที่ 3 (92353)

 ขออณุญาตนำไปหาตัวยาเพื่่อนำมาใช้รับประทานดูครับ 

ขอขอบพระคุณท่านผู้มีวิชาความรู้เีื่รื่องยาสมุนไพรในอดีตและปัจจุบัน

และหวังว่าท่านที่ปลูกสมุนไพรไว้จะได้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต

 

ผู้แสดงความคิดเห็น คนใต้ วันที่ตอบ 2010-01-12 10:19:26


ความคิดเห็นที่ 4 (93174)

จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542  ให้ความหมายว่า 

         อายุ น. เวลาที่ดํารงชีวิตอยู่, เวลาชั่วชีวิต, ช่วงเวลานับตั้งแต่เกิดหรือ
 มีมาจนถึงเวลาที่กล่าวถึง, ระยะเวลาที่กำหนดไว้ เช่น อายุใบ
 อนุญาตยานี้หมดอายุแล้ว, ระยะเวลาที่กําหนดรู้ความยั่งยืนของ
 สิ่งนั้น ๆ เช่น อายุของหิน. (ป.; ส. อายุสฺ หรือ อายุษฺ เมื่อนําหน้า
 บางคํา, แต่เมื่อนําหน้าอักษรตํ่ากับตัว ห เปลี่ยน สฺ เป็น รฺ เช่น
 อายุรเวท, แต่ถ้าใช้อย่างบาลีก็ไม่ต้องมี ส หรือ ร). 
          วัฒน, วัฒนะ [วัดทะนะ] น. ความเจริญ, ความงอกงาม. (ป. วฑฺฒน).
           อายุวัฒนะ น. เรียกยาที่ถือว่ากินแล้วมีอายุยืนว่า ยาอายุวัฒนะ. (ป.). 

         เพราะฉนั้น โดยความคิดเห็นส่วนตัว   คิดว่า น่าจะหมายถึง  การธำรงค์การให้คงสภาพ  ป้องกันโรคภัยต่างๆ เข้ามารุมเร้าร่างกาย ก่อนวัยอันควร  อีกทั้งยังทำให้  กินอาหารได้ปกติ  ขับถ่ายได้สะดวก  และที่สำคัญนอนหลับสนิท   เมื่อร่างกายสมบูรณ์ก็จะดูอ่อนกว่าวัย     ผมคิดว่าน่าจะเป็นความนัยของคำนี้   นี่แหละภูมิปัญญาบรรพบุรุษ

       พอดีอ่านตำราเจอมาขนานหนึ่ง เป็นร้อยกรอง  จำได้แต่ตัวยา จึงเอามาแบ่งปัน ดังนี้

            ถิ้งถ่อน  ๑     ตะโกนา  ๑    บอระเพ็ด ๑  แห้วหมู  ๑  เม็ดข่อย  ๑   พริกไทย ๑  

           ๖ สิ่งเท่าๆกัน  ผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนเท่าเม็ดพุทรา  กินวันละ ๒ ครั้ง  ก่อนอาหาร  เช้า/ก่อนนอน

        ในตำราอ้างว่า  ผลของยาจะทำให้  ไม่ปวดเมื่อย  เดินได้ไกลไม่เหนื่อยง่าย  ผิวพรรณสมอายุ และป้องกันการเกิดการแปรปรวนของธาตุ    และไม่มีผลกับอาหารที่แสลงโรคเลย


         ท่านที่ทดลองทำรับประทาน  ได้ผลอย่างไรก็บอกด้วยนะครับ     

 

ผู้แสดงความคิดเห็น วีระศักดิ์ (ben_114-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-03-05 11:50:00


ความคิดเห็นที่ 5 (95323)

ผมขอสูตรยาเพิ่มขนาดด้วยคับพระคุณท่าน

ผู้แสดงความคิดเห็น ดอรัก วันที่ตอบ 2010-07-02 10:45:47


ความคิดเห็นที่ 6 (96135)

ขอให้สิ่งดีๆกลับไปสู่ตัวผู้เขียนและทีมงานนะครับ...!!! สิ่งนี้มีประโยชน์มากๆ สำหรับผู้ประสบปัญหาสุขภาพ และผู้ต้องการช่วยเหลือคนในครอบครัว ญาติ ผู้มีพระคุณ หรือคนทั่วไป (ถ้าใครทดลองแล้วได้ผลดี ช่วยลงข้อความ และ เผยแพร่ต่อด้วยนะครับ)

ขอขอบคุณอย่างสูงครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น อัศวิน (win-ttc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-08-01 23:22:21

[1]

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *captcha  


Copyright © 2010 All Rights Reserved.