ReadyPlanet.com
dot dot dot
dot
สำหรับสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot


https://picasaweb.google.com/112099154293866924400
http://www.sanyasi.org/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=17&Category=sanyasiorg&thispage=1&No=1561822
https://plus.google.com/112099154293866924400/posts?banner=pwa
http://www.youtube.com/watch?v=fAns8GJzYeQ&list=RDfAns8GJzYeQ
http://www.youtube.com/watch?v=eiMBAC1rRmI
https://picasaweb.google.com/112099154293866924400/2557?noredirect=1
https://picasaweb.google.com/112099154293866924400/mqOgZJ
http://www.thaidhamma.net/


dot
ตำนานเมืองเขียงแสน

ตำนาน เมืองเชียงแสน

ประตูสามเหลี่ยมทองคำ  เมืองเชียงแสน

โดยสันยาสี

ความจริงเมืองเชียงแสนก็อยู่ในเชียงราย และได้กล่าวถึงมาบ้างแล้ว แต่เชียงแสนมีความสำคัญและรายละเอียดมากกว่าเชียงราย เป็นแหล่งพุทธศิลป์ที่ขึ้นชื่อ ใคร ๆ ก็อยากเป็นเจ้าของพระเชียงแสน เพราะความศักดิ์สิทธิ์และงดงาม ที่สำคัญคือเชียงแสนเป็นปฐมนครของชาวไทยที่ยกย้ายมาจากประเทศจีนยุคแรกเริ่มดังกล่าวมาแล้ว แต่กลายเป็นเมืองร้างเมื่อเมืองโยนกล่มสลาย เมืองที่เหลืออยู่ถูกขุนเสือขวัญฟ้ากษัตริย์ไทยใหญ่ยกมาปราบปรามจึงย้ายเมืองหนีลงใต้ จนผ่านมาอาจหลายสิบหรือเป็นร้อยปีก็ได้ ปู่เจ้าลาวจกจึงมาสร้างเมืองหิรัญนครเงินยางขึ้นใหม่ใกล้เมืองโยนกที่ล่มสลายไปนั้น แต่ตำนานว่าสร้างริมฝั่งแม่น้ำสาย ยาวไปตามฝั่งน้ำ สันนิษฐานว่าเมืองนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยาวมาจนถึงปากแม่น้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง เพราะเมื่อพระเจ้าคำฟูทำพิธีถวายพระเพลิงศพพระเจ้าแสนพูผู้เป็นราชบิดาแล้วได้นำเอาพระอัฐิไปบรรจุไว้เมืองเก่าริมปากแม่น้ำ ก็น่าจะเป็นเมืองหิรัญนครเงินยางนี่เองจนมาถึง พ.ศ.1830 เมื่อพระเจ้าเม็งรายประทับอยู่เมืองกุ๋มก๋วม เจ้าขุนครามพระราชบุตรซึ่งครองเมืองเชียงรายมีโอรสด้วยกัน 3 องค์คือ เจ้าแสนพู เจ้าน้ำท่วม และเจ้าน้ำน่าน ตามลำดับ จึงมีรับสั่งกับเจ้าขุนครามพระราชบุตรว่า อยากให้เจ้าแสนพู ไปสร้างเมืองหิรัญนครเงินยางที่ร้างไปนั้นขึ้นมาใหม่ แล้วให้เจ้าน้ำท่วมไปครองเมืองฝาง ส่วนเจ้าน้ำน่านให้ไปครองเชียงของ เจ้าขุนครามก็เห็นพ้องด้วย จึงเรียกโอรสทั้ง 3 มามอบหมายตามที่รับสั่ง

เจ้าแสนพูรับพระบัญชาแล้วก็พร้อมด้วยไพร่พลเสนาอำมาตย์ราษฎรทั้งปวง ออกเดินทางไปเชียงแสนในวันอังคารขึ้น 5 ค่ำเดือน 3 (ทางใต้เป็นเดือน อ้าย ) ปีกุนพ.ศ.1830 โดยลงเรือพ่วงที่เมืองฝางล่องไปตามแม่น้ำกก ใช้เวลา 7 คืนก็ถึงแม่น้ำของ (คือแม่น้ำโขง ) ก็ขึ้นตามลำแม่น้ำของไปหน่อยหนึ่ง ครั้นถึงวันอังคารขึ้น 12 ค่ำก็ถึงท่าเชียงเหล้าหัวดอนม่อนก็หยุดพักเอาชัยที่เวียงเบิกษา(เวียงปรึกษา)ฝั่งแม่น้ำของข้างตะวันตกก่อน แล้วเจ้าแสนพูก็จัดให้ผู้เฒ่าผู้แก่นักปราชญ์ราชบัณฑิตมาจัดการทำพิธีกรรมตั้งเมืองร้างนั้นขึ้นใหม่ ได้ทำการแผ้วถางอยู่จนถึงวันศุกร์ยามเช้า เดือน 3 เป็นเวลา 3 วัน เจ้าแสนพูก็ยกพลลงเรือไปขึ้นที่ท่าแจ้งสีก็หยุดพักที่นั้น แล้วยกขึ้นตรงท่าดอยภูข้า เสด็จออกจากเรือก็ขึ้นไปสักการะบูชาไหว้พระธาตุดอยภูข้ากระทำประทักษิน 3 รอบแล้วจึงลงเรือล่องมาเสด็จเข้าสู่เวียงยามเที่ยง พักเอาชัยมงคลตรงประตูยางนั้นก่อน แล้วให้เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก่อกำแพงเมืองสร้างประตูทั้งหมด 11 แห่ง และสร้างคุ้มหลวงที่เก่ากลางเวียงนั้น ทำการบูรณะอยู่ 3 เดือนจนถึงเพ็ญเดือน 6 จึงแล้วเสร็จ เจ้าแสนพูจึงเข้าสถิตในหอคำหลวง แล้วให้เสนาอำมาตย์ราชครูทำพิธีอุปภิเษกเป็นเจ้าแก่รัฐไชยบุรีศรีเชียงแสนในวันนั้น จากนั้นก็โปรดให้บูรณะวัดเชียงมั่นในวันเพ็ญเดือน 10 ปีนั้นเอง แล้วโปรดให้หมื่นเจตรา กับนายช่างกานถม(ผู้เป็นบุตรของขุนเครื่องพระโอรสองค์โตของพ่อขุนเม็งรายที่คิดขบถจนถูกสั่งให้ยิงเสียที่เมืองยิงดังกล่าวมาแล้วในเรื่องเมืองเชียงราย) มาเป็นพันนาขวาและพันนาซ้ายตามลำดับ แล้วแต่งตั้งขุนนาง เจ้าเมืองซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเชียงแสนอีก 32 ตำแหน่ง แล้วจัดการปกครองเมืองเชียงแสนโดยแบ่งเป็นจตุสดมภ์คือ

หาญราชวัง มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการงานวัง

หาญราชโกฏิ์ ควบคุมท้องพระคลังยุ้งฉางสะเบียงอาหาร

หาญบ้าน ทำการปกครองพวกไพร่ฟ้าพลเมือง

หาญเมือง ทำหน้าที่ราชการต่างเมือง

ต่อมาอีก 2 ปี (1832) เจ้าแสนพูได้สร้างเจดีย์สวมครอบพระเจดีย์เก่าที่วัดแจ้งสีบุญเรืองซึ่งหักพังไปนั้น สูง 8 วา พอถึงเดือนอ้าย ขึ้น 15 ค่ำ ปี 1833 จึงสร้างพระวิหารหลวงและสร้างเจดีย์สูง 29 วา กว้าง 14 วา ทั้งได้บูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตจอมกิตติ พระธาตุดอยภูข้า และพระธาตุดอยรัง

ในปี พ.ศ.1838 มีพระมหาเถระเจ้าชื่อพระพุทธโฆษาจารย์ มาจากเมืองปาฏลีบุตร(อยู่รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เดี๋ยวนี้เรียกเมืองปัตนะ สันยาสีเคยไปเรียนหนังสือที่นั่น) เชิญเอาพระบรมธาตุกระดูกข้อเท้าขวา มาถวาย จึงโปรดให้สร้างพระมหาเจดีย์บรรจุไว้นอกเมืองตรงประตูเชียงแสนด้านตะวันตก แล้วสร้างพระอารามกว้าง 50 วา ปลูกต้นสักล้อมอารามนั้น 300 ต้น ขนานนามว่าวัดป่าสัก แล้วสถาปนาพระพุทธโฆษาจารย์เป็นพระสังฆราชสถิต ณ วัดนั้น

เจ้าแสนพูครองเชียงแสนจนถึงปี 1856 เจ้าขุนคราม(พระเจ้าชัยสงคราม) พระราชบิดาก็สวรรคต ณ เมืองเชียงราย จึงขึ้นครองราชย์สืบต่อเป็นกษัตริย์อันดับที่3 ของราชวงศ์เม็งรายเจ้าแสนพูจึงไปเสวยราชย์ ณ เชียงใหม่ ส่วนเชียงแสนก็ให้หมื่นเจตราพันนาขวาครอง เมื่อหมื่นเจตราถึงแก่กรรมก็ให้เจ้าคำฟูราชโอรสไปครอง จนถึง พ.ศ.1875 จึงเสด็จกลับไปครองเชียงแสนอีกครั้ง อยู่ได้ 2 ปีก็สวรรคตในปี 1877

ส่วนพงศาวดารโยนกว่าพระเจ้าแสนพูครองราชย์สืบจากขุนครามปี 1870 ทรงมอบให้เจ้าคำฟูผู้เป็นโอรสครองเชียงใหม่แทน ส่วนพระองค์ดำเนินรอยตามพระราชบิดาย้ายราชธานีมาอยู่เชียงราย ครองเชียงรายไม่นานนักก็ดำริที่จะสร้างเมืองเชียงแสนเพราะเห็นว่าบริเวณเมืองเก่าริมน้ำโขงอันเป็นที่ตั้งเมืองโยนกนาคพันธ์แต่โบราณนํ้นเป็นชัยภูมิอันดี ควรจะสร้างนครได้จึงโปรดให้แผ้วถางบริเวณนั้น และให้ขุดคูก่อกำแพงเมืองรอบพระนคร 3 ด้าน ตะวันออกเว้นไว้เอาแม่น้ำโขงเป็นคูเมือง

ตั้งพิธีกัลปบาตฝังหลักเมืองในวันศุกร์เดือน 7 ปีจุลศักราช 690 (พ.ศ.1871)ยามแถรค่ำ ไว้ลัคนาในราศีตุลย์ วงปราการเมืองด้านกว้าง 700 วา ด้านยาวไปตามแม่น้ำโขง 1500 วา มีประตู 5 แห่งคือ ประตูยางเทิง ประตูหนองมุด ประตูเชียงแสน ประตูท่าม่าน และประตูดินขอ ครั้นสร้างเมืองเสร็จแล้วพระเจ้าแสนพูก็ยกออกจากเมืองเชียงรายเสด็จมาครองเมืองอันสร้างใหม่นั้น ขนานนามเมืองว่า เมืองหิรัญนครชัยศรีเชียงแสน ทรงครองเมืองเชียงแสนได้ 7 ปีก็สวรรคต มีพระชนมายุได้ 60 พรรษา เจ้าฟ้าคำฟูราชโอรสได้ครองเชียงแสนต่อมาแล้วให้ท้าวผายูผู้บุตรครองเชียงใหม่

จะเห็นได้ว่าแต่ละตำนานก็แตกต่างกันออกไป ก็เขามาเขียนเอาสมัยหลังนี่แหละครับ ในยุคบ้านเมืองปราศจากศึกสงครามตั้งแต่รัชกาลที่ 3-5 นี่แหละ ของเก่าแก่ที่เขียนไว้ก็คงมี แต่ถูกทำลายหายสูญไปสมัยรบราฆ่าฟันกันจนบ้านเมืองแตกสลายนั่นแหละ ผมเคยอ่านประวัติท่านครูบามหาเถร พระนักปราชญ์ผู้รอบรู้ในภาษาบาลีและพระไตรปิฎก และเป็นพระกรรมฐาน วัดสูงเม่น จังหวัดแพร่ ท่านเกิดสมัยรัชกาลที่ 1 ศึกษาบาลีที่สำนักเมืองแพร่จนเจนจบแล้วไปต่อที่เชียงใหม่ สมัยที่ท่านไปอยู่เชียงใหม่ช่วงรัชกาลที่ 2-5 ของกรุงเทพ ฯ (เป็นพระยุคหลวงพ่อโต วัดระฆัง) ท่านได้ชักชวนพระมหาราชครูและเจ้าเมืองเชียงใหม่ทำการชำระพระไตรปิฎกและตำราต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายไปคราวเกิดสงคราม ต้องไปค้นหาถึงในถ้ำนะครับ นี่แสดงว่าตำราเก่าแก่ที่นักปราชญ์ราชบัณฑิตบันทึกไว้สาบสูญไปมากมาย รวมทั้งประวัติตำนานต่าง ๆ ที่คนสมัยก่อนบันทึกไว้ เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น ว่างจากศึกสงครามจึงพากันเขียนขึ้นใหม่จากความทรงจำที่เคยอ่านผ่านหูผ่านตา หรือเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟัง ต่างคนต่างเขียน เรื่องมันจึงคลาดเคลื่อนไม่เหมือนกัน แต่ก็มีร่องรอยของเดิมหลงเหลืออยู่ มันถึงเรียกว่าตำนาน ถ้ามันแน่นอนมันก็เป็นประวัติศาสตร์ แต่เมื่อพิจารณาดูหลาย ๆ เรื่องแล้วพงศาวดารโยนกค่อนข้างน่าเชื่อถือกว่า เพราะสภาพของเมืองเชียงแสนตามความเป็นจริงนั้นมีคูเมืองและกำแพงเมืองเพียง 3 ด้าน เว้นด้านติดฝั่งโขงเท่านั้น ส่วนตัวเมืองยาวไปตามลำน้ำโขง 2447 เมตร แต่เขาว่าด้านที่ติดแม่น้ำโขงก็มีกำแพงเมือง เพิ่งถูกน้ำเซาะพังลงเมื่อเกือบร้อยปีมานี่เอง อาจเป็นกำแพงที่สร้างขึ้นสมัยหลังก็ได้ ถ้าไปเที่ยวเชียงแสนเราจะเห็นได้ว่ากำแพงเมืองต่าง ๆ ยังค่อนข้างสมบูรณ์กว่าเมืองเก่าอื่น ๆ เป็นกำแพงที่ก่อด้วยอิฐก้อนโต นับเป็นเมืองที่แข็งแรงมาก พม่าถึงชอบ

เมื่อพระเจ้าแสนพูสวรรคตแล้วเจ้าคำฟูได้อัญเชิญพระศพไปประดิษฐานไว้ ณ เวียงเก่า เหนือปากแม่น้ำกก แล้วเจ้าคำฟูขึ้นเป็นกษัตริย์ครองเมืองเชียงแสนเป็นเมืองหลวงของล้านนา ให้เจ้าผายูโอรสครองเมืองเชียงใหม่

มาถึงปี 1887 เจ้าคำฟูเสด็จไปเยี่ยมพระสหายซึ่งเป็นเศรษฐีใหญ่ชื่องัวหงส์ อยู่เมืองเชียงคำ อันตั้งอยู่ฝั่งแม่น้ำคำ

เจ้าคำฟูกับเศรษฐีคนนี้รักใคร่กันมากจนถือน้ำสาบานต่อกันว่าจะไม่คิดร้ายต่อกัน หากผู้ใดผู้หนึ่งคิดร้ายขอให้มีอันเป็นไปถึงชีวิต

เศรษฐีงัวหงส์เป็นคนรูปร่างค่อนข้างขี้ริ้วขี้เหร่อยู่ แต่น้ำใจงดงาม ทั้งยังมีภรรยาสาวสวยชื่อนางเรือนแก้ว เมื่อพระเจ้าคำฟูเสด็จถึงบ้านเศรษฐีนางเรือนแก้วก็ต้อนรับขับสู้ด้วยความสนิทสนม เอาน้ำมาล้างพระบาทให้ เมื่อวันเวลาผ่านมาผ่านไป ด้วยความสนิทชิดใกล้ ประกอบกับนางเรือนแก้วก็เป็นคนสวย ทั้งสองก็มีความพึงพอใจต่อกัน พระเจ้าคำฟูและนางเรือนแก้วจึงลักลอบสมัครสังวาสกัน

ด้วยเหตุที่พระองค์เสียสัตย์สาบานต่อมหามิตร ครั้นอยู่มาได้ 7 วัน เจ้าคำฟูลงไปสรงน้ำดำเศียรเกล้าที่แม่น้ำคำก็มีเงือกใหญ่ตัวหนึ่ง (จระเข้)ออกมาจากเงื้อมผาตรงเข้าขบกัดเอาร่างพระยาคำฟูหายลงไปในน้ำ ผ่านไปถึง 7 วันร่างนั้นจึงลอยขึ้น เสนาอำมาตย์ผู้ติดตามจึงนำร่างพระศพกลับเมืองเชียงแสนแล้วแจ้งข่าวไปนครเชียงใหม่ เจ้าผายูจึงเสด็จมาเชียงแสน จัดการถวายพระเพลิงศพแล้วอัญเชิญพระอัฐิและพระอังคารบรรจุลงในผอบทองคำชั้นหนึ่ง ผอบเงินชั้นหนึ่งผอบทองแดงอีกชั้นหนึ่งไปยังนครเชียงใหม่ แล้วก่อพระสถูปเจดีย์บรรจุไว้ ณ ริมตลาดลีเชียง แล้วโปรดให้สร้างพระวิหารขึ้นหลังหนึ่งในปี 1888 ตั้งชื่อว่า วัดลีเชียงพระ(คือวัดพระสิงห์) แล้วนิมนต์พระมหาอภัยจุฬาเถรเจ้า เมืองหริภุญชัยมาเป็นเจ้าอาวาส จนมาถึงปี 2469 สมัยเจ้าแก้วนวรัฐครองเมือง ได้นิมนต์ครูบาศรีวิชัย นักบุญล้านนาไทยมาทำการบูรณะวัดนี้ ท่านให้แผ้วถางบริเวณด้านเหนือพระวิหารเห็นพระสถูปองค์เล็กเหนือวิหารนั้นกีดขวางจึงให้คนขุดออกจึงได้พบผอบบรรจุอัฐิพร้อมด้วยเครื่องราชูปโภคทำด้วยทองคำหนักหลายสิบบาท จึงให้สอบตำนานดู จึงทราบว่าเป็นของพระเจ้าคำฟู ท่านจึงนำไปฝากไว้ศาลากลางจังหวัด ต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางการได้ย้ายศาลากลางไปอยู่ข่วงสิงห์ ผอบจึงได้หายสาบสูญไป

ส่วนนางเรือนแก้วมีความเสียใจมากจึงผูกคอตาย เศรษฐีงัวหงส์เล่าก็เสียใจต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ จึงออกบวชถือศีลภาวนาตลอดชีวิต

เมื่อพระเจ้าคำฟูสวรรคตแล้วเจ้าผายูจึงให้เจ้ากือนาราชโอรสไปครองเชียงแสนจนถึงปี 1906 พระเจ้าผายูสวรรคตเจ้ากือนาจึงย้ายไปครองเชียงใหม่ แล้วมอบให้เจ้ามหาพรหมพระอนุชาครองเมืองเชียงแสนและหัวเมืองภาคเหนือทั้งมวล มีเมืองเชียงราย เมืองฝาง เมืองสาด เป็นต้น แต่เจ้ามหาพรหมชอบเชียงรายมากกว่าจึงประทับอยู่เชียงรายตลอด ซึ่งพระองค์ได้สร้างพุทธสถานไว้ในเชียงรายหลายแห่งอาทิวัดบุญยืนในปี 1909 พระสิงห์จำลอง พระเจดีย์แห่งหนึ่งที่เมืองเชียงแสน ขณะนั้นมีพวกจีนฮ่อยกมาตีเชียงแสน แม่ทัพสามารถรบชนะจีนฮ่อได้จึงโปรดตั้งให้เป็นพระยาศรีสิทธิสงครามลุ่มฟ้า ครองเมืองเชียงแสน

พ.ศ.1958 ในสมัยพระเจ้าสามฝั่งแกน พวกจีนฮ่อได้ยกทัพมาตีเชียงแสนอีก พระเถระสิริวังโส อยู่วัดดอนแท่นเป็นผู้มีวิชาอาคมแก่กล้าได้ทำพิธีเรียกพายุฝน จึงเกิดพายุและฟ้าผ่าลงมาถูกกองทัพจีนฮ่อจนต้องหนีไปตั้งทัพอยู่เมืองยอง พระนัดดาของพระเจ้าสามฝั่งแกนชื่อขุนแสงยกกองทัพตามตีพวกฮ่อที่เมืองยองแตกพ่ายกลับไป จึงโปรดให้แต่งตั้งขุนแสงเป็นเจ้าพระยาศรีสุวรรณคำล้านนา ให้ครองเมืองเชียงแสน

พระยาศรีสุวรรณได้ทำการบูรณพระธาตุจอมกิตติ และจารึกหลักศิลากำหนดอาณาเขตไว้ ท่านครองเชียงแสนจนถึง พ.ศ.2030 ก็ถึงแก่พิราลัย ในสมัยพระเจ้าติโลกราช พระองค์จึงโปรดให้เจ้าทองวัว ราชบุตร เป็นพระยาศิริรัชฏเงินกอง ให้ไปครองเมืองเชียงแสน ท่านได้สร้างวัดพระเจ้าล้านทองขึ้นในปี 2032 และวัดพระคำดอนแท่นในปี 2034

จากนั้นมาถึง พ.ศ.2097 สมัยพระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์ ราชวงศ์องค์สุดท้ายของราชวงศ์เม็งราย ครองเมืองเชียงใหม่ ได้โปรดให้เจ้ากมลหรือพระยากำพล ซึ่งเป็นพระญาติไปครองเชียงแสน ท่านได้สร้างวัดป่าแดงหลวงในปี 2099 ลุถึงปี 2101 พระเจ้าหงสาวดี บุเรงนอง ได้ยกกองทัพมาตี ยึดได้อาณาจักรล้านนาทั้งหมด เชียงแสนจึงตกอยู่ในการปกครองของพม่า เขาก็แต่งตั้งให้ขุนนางของเขามาครองเมืองมีทั้งคนไทยและพม่า สลับสับเปลี่ยนกัน

จนสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกอบกู้อิสระภาพให้ไทยภาคกลางได้ จึงยกทัพมาตีทางล้านนาขับไล่พม่าออกไปได้ จึงแต่งตั้งพระยารามเดโชมาครองเชียงแสนในปี 2144 อยู่ได้ไม่นาน ทางเมืองลานช้างก็ยกทัพมาตี ยึดได้เมืองเชียงแสน จึงตกอยู่ในการปกครองของลานช้าง

ต่อมาพระเจ้าสุทโธธรรมราชา กษัตริย์พม่า ได้ยกกองทัพมาตีอาณาจักรลานนาและแคว้นสิบสองปันนาได้ จึงมาตั้งกองทัพอยู่เมืองเชียงแสนในปี 2169 ตั้งแต่นั้นก็ส่งขุนนางนายทัพนายกองของพม่ามาครองเชียงแสนตลอด แต่เชียงแสนก็ยังขึ้นต่อเชียงใหม่ จนถึง พ.ศ.2244 พระเจ้าอังวะจึงให้แสนสิริงธนะครองเชียงแสน แล้วให้เชียงแสนขึ้นตรงต่อกรุงอังวะ ยกฐานะขึ้นเสมือนประเทศราชอีกประเทศหนึ่ง แต่งตั้งเจ้าเมืองปกครองสืบ ๆ กันมา

ในปี 2270 เทพสิงห์ ชาวเมืองยวม(แม่สะเรียง)ซึ่งเป็นคนรักชาติบ้านเมือง ไม่สามารถทนเห็นพวกพม่ากดขี่รังแกชาวบ้านชาวเมืองได้ จึงชักชวนเพื่อน ๆ และชาวเมืองที่มีฝีมือได้จำนวนหนึ่งจึงยกเข้าปล้นเมืองเชียงใหม่ จับตัวโป่มังแรนร่าที่ปกครองเชียงใหม่นั้นฆ่าเสีย พวกพม่ามอญในเชียงใหม่ก็พากันหลบหนีไปอยู่เมืองเชียงแสน กองทัพของเทพสิงห์ก็ติดตามไปแต่ถูกกองทัพของพระยาหาญวังตื่น เจ้าเมืองเชียงแสนตีแตกกลับมา

จนต่อมา ในสมัยกรุงธนบุรี พระยาจ่าบ้านและเจ้ากาวิละผู้เป็นหลานได้อาศัยกองทัพไทยช่วยตีเอาเชียงใหม่คืนจากพม่าสำเร็จ พระยาจ่าบ้านได้เป็นพระยาวชิระปราการ ครองเชียงใหม่ ในปี 2317 โป่มะยุง่วน แม่ทัพพม่าซึ่งอยู่ครองเชียงใหม่ก็หนีไปตั้งทัพอยู่เชียงแสน พักบำรุงไพร่พลอยู่ 1 เดือนกับอีก 4 วัน เห็นว่าไพร่พลมีกำลังเข็มแข็งขึ้นแล้วก็ยกรี้พล 1 หมื่นไปล้อมเชียงใหม่อีก ในวันอังคารเดือน 7 เหนือ พ.ศ.2318 พระยาวชิระปราการ(จ่าบ้าน)มีกำลังพลเพียง 1900 คน ได้สู้รบป้องกันเมืองด้วยความสามารถ และส่งคนไปแจ้งข่าวยังกองทัพของเจ้ากาวิละที่ลำปาง และกองทัพกรุงธนบุรีมาช่วย เจ้ากาวิละมีกำลังทหารเพียง 1000 คนก็ยกมาช่วยเชียงใหม่ต่อสู้ป้องกันนครเชียงใหม่ไว้ได้ พม่าไม่สามารถหักเอาเมืองได้ก็ตั้งค่ายล้อมเมืองอยู่ ฝ่ายรี้พลเมืองเชียงใหม่ถูกล้อมเมืองก็ขาดแคลนเสบียงก็คิดจับพม่ากิน วันหนึ่งมีทหารพม่าปีนเข้าไป 7 คนจึงถูกทหารเชียงใหม่จับฆ่าแล้วแล่เนื้อเป็นอาหาร โป่มะยุง่วนตั้งทัพล้อมเชียงใหม่อยู่ 8 เดือน กองทัพเมืองธนบุรีโดยการนำของเจ้าพระยาจักรี (พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ) ก็ยกมาถึงและตีพม่าแตกพ่ายกลับไป กองทัพพม่าก็กลับไปตั้งทัพอยู่เชียงแสนอีก

ในปี พ.ศ.2321 พระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์เป็นแม่ทัพยกพลไปตีลานช้าง ตีได้เมืองหนองบัวลำภู เมืองเวียงจันทร์ ก็ตั้งทัพอยู่ทางโน้น จนถึงปีต่อมา ก็แต่งข้าหลวงมาตรวจราชการทางเมืองแพร่ เมืองน่านและลำปาง พวกข้าหลวงธนบุรีก็เที่ยวถืออำนาจบาทใหญ่รังแกราษฎร ชิงทรัพย์ฉุดคร่าอนาจารลูกสาวชาวบ้าน ความทราบถึงเจ้ากาวิละจึงยกพวกไปไล่ฟันแทงขุนนางกรุงธนบุรีล้มตายไปหลายคน พวกที่หนีรอดก็นำความไปกราบทูลเจ้าพระยาทั้งสองทราบ ท่านจึงนำความขึ้นบังคมทูลพระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์จึงเรียกเจ้ากาวิละและพระยาจ่าบ้าน(พระยาวชิระปราการ)ไปเฝ้า เจ้ากาวิละรู้ความผิดเกรงจะได้รับโทษก็หาลงไปไม่ จึงมีท้องตรามาเรียกถึง 3 ครั้ง เจ้ากาวิละตึงยกทัพไปตีหัวเมืองได้ผู้คนครอบครัวมาจำนวนมากจึงลงไปเฝ้าพระเจ้ากรุงธนบุรีพร้อมพระยาวชิระปราการ

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนทรงพิพากษาโทษเจ้ากาวิละที่ขัดคำสั่ง และพระยาวชิระปราการที่ฆ่าอุปราชของตนโดยพละการ ให้ลงพระราชอาชญาเฆี่ยนหลังท่านทั้งสองคนละ 100 ที แล้วให้ตัดขอบหูเจ้ากาวิละที่ขัดคำสั่ง แล้วให้เอาตัวขังคุกไว้ทั้ง 2 คน เจ้ากาวิละจึงกราบทูลขอไปตีเชียงแสนแก้โทษ พระเจ้าอยู่หัวก็พระราชทานอภัยโทษให้ แล้วให้กลับไปครองลำปางดุจเดิม ส่วนพระยาวชิระปราการให้จำคุกไว้ ซึ่งทำให้ท่านล้มป่วยจนถึงแก่กรรมในคุกกรุงธนบุรีนั่นเอง

ฝ่ายเจ้ากาวิละกลับจากกรุงธนบุรีแล้ว จึงคุมทหาร 300 คนยกไปเมืองเชียงแสน เวลานั้นไพร่พลมีเสบียงอาหารเพียงคนละ 3 ลิตรเท่านั้น ต้องต้มกินแต่น้ำข้าวมื้อละนิดพอเลี้ยงชีวิตเท่านั้น ถึงเมืองเชียงแสนก็ยกเข้าตีพม่าจนแตก ในปี 2324 ได้เชลยมาเป็นอันมาก เชียงแสนก็กลายเป็นเมืองร้างอีก

ต่อมาพม่าได้ยกทัพมาตั้งอยู่เชียงแสนอีก และยกไปตีเชียงใหม่อยู่เสมอ ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 ของกรุงเทพ ฯ และพระเจ้ากาวิละเป็นพระเจ้าแผ่นดินเชียงใหม่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 ทรงเห็นว่าหากปล่อยให้พม่าตั้งมั่นอยู่เชียงแสนต่อไปจักเป็นอันตรายมากขึ้น พอถึงเดือน 5 ปีชวด พ.ศ.2347 โปรดให้พระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ และพระยายมราช ยกกองทัพขึ้นมาสมทบกับกองทัพเชียงใหม่ ยกไปตีพม่าที่เชียงแสนให้แตกหัก พม่าอาศัยเชียงแสนมีหอคูประตูรบที่แข็งแกร่งก็หาได้ยกทัพออกมาสู้ไม่ คงตั้งมั่นอยู่ในเมือง กองทัพไทยจะตีเข้าไปก็ไม่ได้ จึงตั้งล้อมเมืองอยู่ 2 เดือน เสบียงอาหารก็ขัดสน ผู้คนในกองทัพก็เกิดเจ็บไข้ได้ป่วย กองทัพกรุงเทพ ฯ จึงถอยทัพกลับก่อน คงเหลือไว้แต่กองทัพเชียงใหม่ภายใต้การนำของเจ้าอุปราชธรรมลังกา พระอนุชาของพระเจ้ากาวิละ ยังล้อมเมืองอยู่ พวกชาวบ้านเชียงแสนเห็นกองทัพไทยใต้ยกกลับไปแล้วก็ลอบออกมาหากองทัพเชียงใหม่ โป่มะยุง่วนเห็นดังนั้นก็เกรงว่าชาวเมืองจะลอบเปิดประตูให้กองทัพเชียงใหม่ จะห้ามปรามก็มิฟัง จึงยกทัพหนีจากเมือง กองทัพเชียงใหม่จึงยกเข้าตีพม่าจนหนีข้ามฟากโขงไป ตัวโป่มะยุง่วนแม่ทัพพม่าถูกฆ่าตายในที่รบ กองทัพเชียงใหม่จึงยกเข้าเชียงแสนได้ จึงพากันรื้อกำแพงเมืองเสีย ไม่ให้พวกพม่าอาศัยอีกต่อไป พร้อมทั้งได้อพยพชาวเชียงแสน 23000 คนเศษ แบ่งเป็น 5 ส่วน ให้ไปอาศัยอยู่เชียงใหม่ส่วนหนึ่ง เมืองลำปางส่วนหนึ่ง เมืองน่านส่วนหนึ่ง เมืองเวียงจันทร์ส่วนหนึ่ง และนำไปถวายพระเจ้าอยู่หัวกรุงเทพ ฯ ส่วนหนึ่ง พระองค์โปรดให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ อ.เสาไห้ จังหวัดสระบุรีส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งให้ไปอยู่แถวเมืองราชบุรี จึงมีพวกไทยยวนเชื้อสายเชียงแสนสืบต่อมากระทั่งทุกวันนี้ ส่วนที่อยู่เชียงใหม่คือชาวบ้านฮ่อม บ้านช่างฆ้อง และบ้านเชียงแสน

เชียงแสนจึงกลายเป็นเมืองร้างไร้ผู้คนอยู่อาศัยเช่นเดียวกับเมืองเชียงราย และหัวเมืองอื่น ๆ ในละแวกนี้ ซึ่งถูกกองทัพพระเจ้ากาวิละกวาดต้อนไปอยู่เชียงใหม่เพื่อตั้งบ้านแปงเมืองขึ้นใหม่ บางส่วนก็คงถูกพวกพม่าต้อนไปอยู่เมืองพม่าเช่นกัน เพราะในสมัยศึกสงครามกำลังคนย่อมมีความสำคัญ ผู้ใดมีประชาชนพลเมืองมากก็ย่อมได้เปรียบในการตั้งกำลังพล

ผ่านมาถึงปี 2421 พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าให้เจ้าอินต๊ะยกครอบครัวชาวเชียงใหม่และลำพูนประมาณ 1500 ครัวเรือน ไปตั้งอยู่เชียงแสน และต่อมาก็แต่งตั้งให้เป็นพระยาราชเดชดำรง ตำแหน่งเจ้าเมืองเชียงแสน ท่านได้สร้างความเจริญให้เมืองเชียงแสนเป็นอันมาก ได้ชักชวนราษฎรทำเหมืองฝาย ทำไร่นา จัดให้ราษฎรตั้งบ้านเรือนเป็นหมวดหมู่ และทำการปราบปรามโจรผู้ร้ายจนราบคาบ ต่อมาก็มีคนอพยพมาอยู่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ท่านครองเชียงแสนจนถึงปี พ.ศ.2440 ก็ถึงแก่กรรม จนถึงปี 2442 พระเจ้าอยู่หัวจึงแต่งตั้งน้อยไชยวงศ์เป็นพระยาราชเดชดำรง ดำรงตำแหน่งเป็นนายแขวงจนถึงปี 2451 จึงถึงแก่กรรม

พวกเจ้านายพร้อมทั้งญาติที่ปกครองเชียงแสนนี้ล้วนเป็นสายญาติพระเจ้ากาวิละทั้งสิ้น พระเจ้ากาวิละและน้องชายอีก 6 คน เป็นบุตรเจ้าชายแก้วสายตระกูลของหนานทิพย์ช้าง นายพรานป่าซึ่งปราบกองทัพลำพูนและได้ครองเมืองเป็นเจ้าพระยาสุละวะฤาชัยสงคราม เจ้าเมืองลำปางเมื่อ พ.ศ.2275 สมัยที่พม่าครองเมืองเชียงใหม่ เชียงราย และเชียงแสน( ส่วนเมืองอื่น ๆ ต่างเป็นอิสระ ต่างคนต่างปกครองเมืองใครเมืองมัน) เมื่อท่านทิวงคตแล้วก็ให้เจ้าชายแก้วครองเมืองลำปางต่อมา เจ้าชายแก้วมีบุตรชาย 7 คน บุตรหญิง 3 คน บุตรชายทั้ง 7 ของท่านได้เป็นเจ้าเมืองทางเหนือทุกคน และมีลูกหลานสืบตระกูลส่งไปเป็นเจ้าเมืองตามหัวเมืองน้อยใหญ่หลายเมือง เมื่อมีพระราชบัญญัติใช้นามสกุล ตระกูลเหล่านี้ล้วนเป็นเชื้อสายของหนานทิพย์ช้างคือ ณ เชียงใหม่ ณ ลำปาง ณ ลำพูน และเชื้อเจ็ดตน ซึ่งนามสกุลหลังนี้เป็นเชื้อเจ้าสายเชียงรายและเชียงแสน

ต่อมาถึงปี พ.ศ.2482 ทางการได้เปลี่ยนชื่อแขวงเชียงแสนเป็นอำเภอแม่จัน ย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งอยู่ตำบลแม่จัน ส่วนเชียงแสนถูกลดฐานะลงเป็นกิ่งอำเภอ และได้มาเป็นอำเภอเชียงแสนอีกใน พ.ศ.2500

เดี๋ยวนี้เชียงแสนเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีคนไปเที่ยวทุกวัน ทั้งไทยและต่างประเทศ (คนลาวก็นั่งเรือข้ามฟากมาซื้อของที่นั่นทุกวัน ผมแอบฟังเขาพูดกันฟังไม่รู้เรื่องครับ ไม่ทราบเป็นภาษาอะไร ถามสาวน้อยที่รอเรือข้ามฟากเธอก็ได้แต่เอียงอายไม่ยอมตอบ จึงไม่รู้ว่าทางโน้นมีคนไทยกี่เผ่า ฟังก็รู้ว่าเป็นภาษาไทยตระกูลหนึ่ง เพราะบางคำก็พอฟังออก หน้าตาก็คล้ายคนไทยคนลาวเรานี่แหละ ไม่ใช่ชาวเขาชาวดอย) มีร้านขายของมากมาย ส่วนมากเป็นสินค้าพื้นเมืองซึ่งเป็นงานฝีมือพื้นบ้าน สถานที่ท่องเที่ยวลือชื่อคือสามเหลี่ยมทองคำ พระธาตุดอยกิตติ พระธาตุผาเงา พระธาตุดอยภูข้า ชื่อหลังนี้สันยาสียังไม่ได้ไปเที่ยวครับ

-------------------------------------------------------------------------------

คลิก

 

 

https://picasaweb.google.com/sanyasi95



ตำนานเมืองเหนือ

ตำนานเมืองเชียงราย article
ตำนานเมืองพะเยา
ตำนานเมืองแพร่
ตำนานเมืองน่าน
ตำนานเมืองลำพูน
ตำนานเมืองลำปาง
ตำนานเมืองเชียงใหม่
ตำนานเมืองแม่ฮ่องสอน



ก่อนหน้า1ถัดไป

ความคิดเห็นที่ 1 (90788)

เนื้อหาดีพอไช้ได้

ผู้แสดงความคิดเห็น ขัดเชียงแสน วันที่ตอบ 2009-10-13 21:17:39


ความคิดเห็นที่ 2 (92985)

ประวัติที่เขียนมามีข้อสงสัยอยู่ที่ในปี 2347 การศึกครั้งนั้นก่อนที่เมืองเชียงแสนจะถูกเผา ที่บอกว่าเข้าตีพม่าจนแตกพ่ายไปนั้น จริงหรือเปล่า

  ไม่ใช่พระเจ้าอินตะยอมสงบศึกกับพระเจ้ากาวิละ อุปราชแห่งเชียงใหม่หรือ(ถ้าไม่ยอมสงบศึกมีหรือจะชนะได้) โดยเห็นแก่ที่เป็นคนไทยเหมือนกัน ก่อนที่จะถูกหักหลัง ถูกประหารและเผาเมืองหรือ

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้มีความสงสัยในประวัติศาตร์ช่วงเวลานั้น พ.ศ 2347 วันที่ตอบ 2010-02-20 18:14:52


ความคิดเห็นที่ 3 (92993)

ยินดีครับที่มีคนที่สนใจประวัติศาสตร์เข้ามาอ่าน  ยิ่งเป็นชาวเชียงแสน หรือชาวเหนือ ที่มีข้อมูลดี ๆ  ก็อยากให้นำมาเล่าสู่กันฟังบ้าง  

ประวัติศาสตร์ เป็นข้อมูลที่คนในรุ่นนั้นเล่าสืบต่อกันมา และคนในรุ่นต่อมาที่ไม่ห่างกันนักได้บันทึกไว้   คนรุ่นหลังได้อ่านก็นำมาเล่ามาเขียนสืบ ๆ กัน  ไม่มีใครในยุคของเราที่รู้ความจริงหรอกครับ   ถ้าใครรู้อะไรที่แตกต่างก็นำมาเล่าแลกเปลี่ยนความรู้กัน  มันน่าจะออกมาในลักษณะนี้   ไม่มีใครสามารถยืนยันเรื่องในอดีตที่ตัวเองไม่ได้รู้ไม่ได้เห็นได้หรอกครับ    แม้เรื่องของพระเจ้าตากสิน  ที่เพิ่งผ่านไปเพียง 227 ปี ก็ยังดำมืด   หรือแม้การสวรรคตของรัชกาลที่ 8  เมื่อ พ.ศ. 2489 ก็ยังไม่มีใครรู้ความจริงเลยครับ  

ผู้แสดงความคิดเห็น สันยาสี วันที่ตอบ 2010-02-21 23:10:49



ก่อนหน้า1ถัดไป


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.

*** Disclaimer : ผลของการใช้ยาขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ***

www.sanyasi.org   เริ่มใช้งานเมื่อ  กรกฎาคม  2550
อภิญญา สันยาสี  เว็บมาสเตอร์
E-Mail.   sanyasi95@gmail.com
โทรศัพท์ 088-1063547