ReadyPlanet.com
dot dot dot
dot
สำหรับสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot


https://picasaweb.google.com/112099154293866924400
http://www.sanyasi.org/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=17&Category=sanyasiorg&thispage=1&No=1561822
https://plus.google.com/112099154293866924400/posts?banner=pwa
http://www.youtube.com/watch?v=fAns8GJzYeQ&list=RDfAns8GJzYeQ
http://www.youtube.com/watch?v=eiMBAC1rRmI
https://picasaweb.google.com/112099154293866924400/2557?noredirect=1
https://picasaweb.google.com/112099154293866924400/mqOgZJ
https://picasaweb.google.com/112099154293866924400/TSkAOL?noredirect=1
http://www.thaidhamma.net/


dot
พระหลวงปู่ใหญ่

พระหลวงปู่ใหญ่

 

หลวงปู่ใหญ่ หรือพระครูเทพโลกอุดร หรือหลวงปู่เทพโลกอุดร แล้วแต่จะเรียกกันตามกระแสที่โด่งดังเชี่ยวกรากในสังคมวรรณกรรมของสื่อความเชื่อทางพุทธศาสนาและไสยเวทย์ในประเทศไทย  ต้องย้ำสุดท้ายด้วยนะครับ  เพราะเป็นเรื่องของคนไทยโดยเฉพาะ  อ้อ  อาจมีคนลาวที่อ่านภาษาไทยได้ในบางคน ก็มีความเชื่อเรื่องเหล่านี้ไปด้วย  เหมือนที่คนไทยบางส่วนก็เชื่อเรื่องสมเด็จลุน  หลวงปูเณรคำ ของคนฝั่งโน้นด้วย  (ตัวผมเองมีความสนิทฝังใจว่าลาวกับไทยคือสายเลือดเดียวกัน เพียงแยกเป็น 2 ประเทศเท่านั้นเอง)   ข้อนี้ได้จับพลัดจับผลูเอาพระเครื่องที่กรมพระราชวังบวร ฯ ได้สร้างบรรจุไว้ที่ฐานชุกชีของพระประธานวัดพระแก้ววังหน้า (วัดบวรสถานสุทธาวาส) เป็นพระหลวงปู่ใหญ่ไปด้วย

 

เรื่องหลวงปู่ใหญ่กับกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญนี้เป็นความเชื่อของคุณตาประถม อาจสาคร  ท่านเล่าไว้อย่างนั้น  และคนส่วนมากก็เชื่ออย่างนั้น  และเชื่อกันว่าทุกวันนี้กรมพระราชวังบวรเป็นอาจารย์ฝึกอยู่ในดงลี้ลับด้วย  เอาเป็นว่าผมไม่มีส่วนร่วมในความเชื่อเหล่านี้  กล่าวคือผมไม่ได้เล่าเอง และไม่ได้เห็นตามนี้   ผมรู้มาเรื่องหนึ่งว่าสมัยที่พระอาจารย์ชาญณรงค์(สิริสมบัติ) ได้ไปฝึกวิชาในดงนั้นไปด้วยกัน 3 คนที่เป็นสามเณรด้วยกันคือ สามเณรชาญณรงค์  สามเณรเฉลียว และสามเณรหม่อมเจ้าไชยเดช ซึ่งเป็นลูกหลานของวังหน้า  แต่เมื่อไปอยู่ในดงนั้นไม่เคยได้ยินพระอาจารย์ชาญณรงค์เล่าไว้ว่ามีกรมพระราชวังบวรหรือท่านเจ้า เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่นั่น 

 

คุณตาประถมได้เล่าว่ากรมพระราชวัง ฯ เป็นศิษย์ของหลวงปู่ใหญ่  และมักหายออกจากวังไปหลายวันเพื่อไปฝึกวิชา ไปลองวิชา (เหมือนเรื่องเจ้าชายลิ้นดำที่ไปเรียนวิชากับฤาษี และมีอินทรีย์เป็นพาหนะ) พระเครื่องที่ท่านสร้างล้วนมีหลวงปู่ใหญ่ทำพิธีปลุกเสก และเป็นผู้แนะนำนำการออกแบบ คือพระที่ผมจะนำมาแสดงต่อไปนี้ ซึ่งเล่ากันว่าค้นพบที่ฐานชุกชีของวัดพระแก้ววังหน้า  แตกกรุออกมาคราวบูรณะใหญ่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ    ส่วนใครพบใครนำออกมานั้นผมไม่ทราบ  แต่พระเหล่านี้อยู่ในความครอบครองของผู้อำนวยการการบินไทย ท่านบอกว่าทหารช่างนำมาขายให้ตั้งแต่ยุคบูรณะก่อนฉลอง 200 ปีโน่นแล้ว 

 

 ถ้าจะมีใครถามผมว่าแล้วผมเชื่ออย่างไรในเรื่องนี้   ผมก็ตอบได้ว่าผมเชื่อว่ากรมพระราชวังบวรเป็นผู้สร้างพระเหล่านี้  แต่สาเหตุแห่งการสร้างนั้นผมไม่รู้  รูปแบบพิเศษที่ไม่เหมือนใครนี่ผมก็ไม่รู้   มันอาจเป็นเช่นที่คุณตาประถมเล่าก็ได้  แต่ในเมื่อไม่แน่ใจผมก็ยังไม่ปักใจเชื่อ  ขอเชื่ออย่างเดียวว่าพระชุดนี้มาจากวัดบวรสถานสุทธาวาส แค่นี้พอแล้วครับ

 

 ความจริงพระที่ค้นพบที่วังหน้ามิใช่เฉพาะที่ฐานชุกชีเท่านั้น  มีคนเคยเขียนเล่าส่งให้ผมอ่านว่าบนเพดานวังหน้าหลายหลังจะพบพระเครื่องกองอยู่ เป็นพระเครื่องหลากสี ซึ่งระยะแรกที่ค้นพบพวกช่างศิลป์ไม่มีใครใส่ใจ เพราะไม่ใช่พระที่มีราคาที่เขาหากัน  จึงช่วยกันขนย้ายไปเก็บไว้  และบางคนก็แอบนำออกมาได้  ซึ่งพระเหล่านี้ก็คือชุดเดียวกับชุดเจดีย์ทอง แต่ไม่มีขี้กรุ  เพียงแต่โดนฝุ่นจับหนาเตอะเท่านั้น 

 

 ถ้าท่านคลิกที่องค์พระสมเด็จดิ้นได้ซ้ายมือ จะพาท่านไปสู่อัลบั้มของพระวังหน้า  พระวัดพระแก้ว  พระหลวงปู่ใหญ่  แต่ผมจะนำบางส่วนมาแสดงไว้ประกอบเรื่องที่นี่  เชิญครับ

                    พระปิดตาโสฬสมงคล                                                       พระปิดตาจันทร์ลอย

                หลวงปู่ใหญ่ปางบำเพ็ญ                                                        หลวงปู่ใหญ่ปางบำเพ็ญ

                  หลวงปู่ใหญ่ ปางบำเพ็ญ                                                        หลวงปู่ใหญ่ปางอิ่มทรัพย์

                   หลวงปู่ใหญ่ปางอธิษฐาน                                             หลวงปู่ใหญ่ปางอธิษฐาน

                 หลวงปู่ใหญ่ปางอิ่มทรัพย์                                                        หลวงปู่ใหญ่ปางอิ่มทรัพย์

                  หลวงปู่ใหญ่ปางบำเพ็ญ                                           หลวงปู่ใหญ่ปางบำเพ็ญ เล็ก

                   หลวงปู่ใหญ่ปางปิดตา                                         หลวงปู่ใหญ่ปางปิดตา

                       หลวงปู่ใหญ่ปางปิดตา                                                          หลวงปู่ใหญ่ปางปิดตา

                        หลวงปู่ใหญ่ปางปิดตา                                                   หลวงปู่ใหญ่ปางปิดตา

                         หลวงปู่ใหญ่ปางปิดตา                                                   หลวงปู่ใหญ่ปางปิดตา

                  หลวงปู่ใหญ่ปางปิดตา                                                   หลวงปู่ใหญ่ปางปิดตา

                      หลวงปู่ใหญ่ปางปิดตา                                                    หลวงปู่ใหญ่ปางปิดตา

                      หลวงปู่ใหญ่ ปิดตาสี่กร                                             หลวงปู่ใหญ่ปิดตาสี่กรซ้อนองค์

พบบทความในเว็บหนึ่งเลยเอามาฝาก  ว่าด้วยพระกรุวังหน้า   ส่วนพระที่ท่านเห็นในเว็บของผมมาอย่างไรผมก็ไม่รู้  เจ้าของเดิมก็ไม่น่าจะรู้  เพราะมีคนเอามาให้ท่านอีกต่อหนึ่งเมื่อสามสิบกว่าปีแล้ว    อ่านเรื่องต่อไปนี้ดูครับ

 

๏ ความจำที่ถูกเก็บในตะเข็บใจ ตอน ๒ ๏

พฤศจิกายน 17, 2009, 20:49:09

 

๒๕ พุทธศตวรรษเราอายุได้ ๕ ขวบ โตพอที่แม่จะพาไปไหนด้วยสะดวกขึ้น แม่พาเราไปขายของด้วยที่โรงเรียนนาฏศิลป โดยนั่งรถเมล์หัวตัด สาย ๖ สีเขียวคาดเหลือง พื้นรถเมล์เป็นไม้กระดาน หมุดที่ฝังลงบนพื้นกระดานเพื่อยึดติดกับพื้นรถมันดำมะเมื่อมด้วยถูกเสียดสี จากเท้าคนขึ้นลง

            การขึ้นรถเมล์ครั้งแรกในชีวิตมันโคลงเคลงเสียจนเวียนหัวมากเราอาเจียนออกนอก หน้าต่างรถเพราะทนไม่ไหว แม่ต้องคอยลูบหลังและใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดปากให้ รถแล่นบนถนนเจริญนครที่เต็มไปด้วยลูกรังขรุขระมีผลทำให้รถทั้งกระโดดกระเด้ง ทั้งตกหลุม ตลอดสองข้างทางของถนนเจริญนครเป็นคลองยาวตลอดแนวจนถึงคลองสาน สองข้างถนนริมคลองปลูกต้นหางนกยูง เว้นจังหวะเป็นระยะๆ ออกดอกสีแดงส้มสวยสะดุดตามองดูเพลินดีเหมือนกัน รถเมล์จอดตามป้ายบ้าง จอดตามระยะทางที่คนโบกบ้าง นานๆ จะมีรถวิ่งสวนสักคัน

            รถแล่นผ่านวัดเศวต วัดสุวรรณ ปากคลองสาน วัดทองนพคุณ วัดทองธรรมชาติ โรงพยาบาลบ้าหลังคาแดง ท่าดินแดง วัดอนงค์ วัดพิชัยญาติการาม ทุกครั้งที่ผ่านวัดแม่จะบอกเราให้ยกมือไหว้พระเสียลูก ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นพระเห็นแต่รั้วและหลังคาโบสถ์เท่านั้นจนเราติดนิสัยยกมือไหว้ เมื่อผ่านวัดมาจนถึงทุกวันนี้ รถเมล์ตีโค้งเข้าวงกลมหอนาฬิกาวงเวียนเล็กผ่านโรงเรียนศึกษานารี แล้วจอดที่ป้ายตีนสะพานพุทธข้างวัดประยุรวงศาวาสนานหน่อย เพราะรถเมล์หลายสายเข้าจอดป้ายยาวเป็นแถว

            ด้วยเราเมารถมากพอรถเมล์วิ่งข้ามสะพานพุทธมาจอดที่ป้ายปากคลองตลาด แม่พาเราลงเพื่อพักให้หายอาการมึนแล้วขึ้นรถรางที่แล่นผ่านวัดเลียบมา เราไม่เมารถรางเพราะมันไม่ส่ายไม่โคลงแล่นไปเรียบๆ เรื่อยๆ ตามราง ผ่านสะพานเสี้ยว และเรากับแม่มาลงที่หน้าโรงเรียนนาฏศิลป

            เมื่อเข้าถึงร้านล้างหน้าบ้วนปากแล้วนั่งดูแม่เตรียมของขายพอเราเริ่มคุ้น เคยกับสถานที่ เราก็ช่วยแม่ในสิ่งที่เด็กอย่างเราพอทำได้ คือ เด็ดใบโหระพา กระเพรา ฉีกใบมะกรูด เด็ดมะเขือพวง ขณะเรานั่งช่วยแม่เด็ดใบผัก ครูที่เป็นเพื่อนแม่แวะเวียนมาหาแม่ถามแม่ว่า "แจ่มจันทร์วันนี้ทำอะไรทานจ๊ะ" แม่ก็จะเล่ารายการอาหารพร้อมทั้งแนะนำให้เราไหว้ครูแต่ละท่าน "น้องหนู ไหว้คุณน้าเสียลูก" "ไหว้คุณป้าเสียลูก" "ไหว้พี่เขาสิลูก" ไหว้กันอยู่นั่นแหละ โรงเรียนนาฏศิลปเหมือนเมืองๆ หนึ่งสำหรับเรา ที่มีแต่คนสวย ผมยาว ตากลมคมเข้ม เห็นแล้วมีความสุข มีเรื่องแปลกอย่างหนึ่ง เสื้อผ้าการแต่งตัวของแม่ที่มาขายของไม่เหมือนแม่ค้าคนอื่นๆ แม่ใส่เสื้อขาวไว้ในกระโปรงรัดรูปทรงหางปลา ใส่รองเท้าส้นสูงสีดำ ทาปาก ทาเล็บสีแดงสด ผมดัดเรียบร้อย แม่แต่งตัวเหมือนคุณน้าคุณป้าทั้งหลายที่เป็นครูของโรงเรียนนาฏศิลป

            ที่ไม่เหมือนแม่ค้าทั่วไปที่เป็นข้อแตกต่างแบบคนละขั้วเลย แม่มีการไหว้ และรับไหว้ลูกค้าของแม่ทุกคน ยิ่งกว่านั้นเมื่อแม่ตักอาหารให้ทั้งครู และนักเรียนทานแล้ว ครู และนักเรียนที่ทานเสร็จจะนำช้อน จาน ชามแกง มาคืนที่ร้าน พร้อมทั้งแยกช้อน ส้อม ชาม จาน ใส่ในกะละมังน้ำเปล่าที่แม่ตั้งไว้ แม่ก็จะยิ้มแล้วกล่าวคำว่า "ขอบคุณนะคะ" เราไม่เห็นคุณครู และนักเรียนคนไหน ปฏิบัติกับร้านอื่นเช่นนี้ เรามาทราบทีหลังจากการสนทนากับคุณป้าที่เป็นครูผู้ใหญ่หลายท่านว่า "แม่หนูใครก็เกรงใจลูก นักเรียนคนไหนไม่มีสตางค์ก็ทานฟรี คนไหนมีก็จ่ายเงิน เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ตั้งโรงเรียนแล้ว และที่สำคัญแม่แจ่มจันทร์ ก็สนิทคุ้นเคยกับพวกป้ามาตั้งแต่อยู่ในวังแล้ว แม่ของหนูเขาอยู่ห้องเครื่องที่พระตำหนักสวนหงส์ของพระพันวัสสานะลูก" เป็นอันว่าเรากระจ่างในข้อสงสัย

            เราไปโรงเรียนนาฏศิลปทุกวันจนเริ่มคุ้นกับรถเมล์ไม่เวียนหัว และเริ่มสนิทกับคุณครูผู้ใหญ่ตลอดจนพี่ๆ หลายคน พี่ตุ๊กตาคนสวยหน้าหวานมาชวนเราไปทานอาหารเช้าที่เรือนประจำกับคุณแม่พึงใจ เราก็เลยไปขลุก ไปเล่น ไปกิน ไปนอน กับพี่ๆ ที่นั่นเสียเลย แปดโมงเช้าเราก็เข้าแถวร้องเพลงชาติกับพวกพี่ๆ เหมือนเราเป็นนักเรียนคนหนึ่งของโรงเรียน เมื่อพี่ทั้งหลายเข้าห้องเรียนเราไปเดินเล่นที่ศาลาพระร่วง ศาลาแสนหวี ไปดูคุณยายหมันสอนรำละคร ไปดูครูอร่ามถีบเหลี่ยมสอนการฝึกหัดโขนเบื้องต้น

            การถีบเหลี่ยม คือ จัดให้นักเรียนยืนเอาหลังยันเข้ากับเสาทีละคนแล้วให้ย่อขาแบะเข่าทั้งสอง ข้างออกไป เข่าซ้ายแบะไปทางซ้าย เข่าขวาแบะไปทางขวา จนส่วนโค้งของเข่าเป็นมุมฉาก ถ้าย่อไม่ลงครูจะช่วยดัด และกดลงทีละน้อย ทีละน้อย จนย่อได้ระดับ ตัวครูนั่งลงก้นติดพื้นยกเท้าทั้ง ๒ ของตนขึ้น เอาฝ่าเท้ายันที่หน้าขาของศิษย์ตรงหัวเข่าด้านในแล้วค่อยๆ โน้มถีบยันเข่าของศิษย์ให้ค่อยๆ แบะออกไปทางเบื้องหลังทีละน้อย ทีละน้อย จนเข่าของศิษย์แบะออกได้เส้นขนานกับแนวไหล่ของเขา ครูเอามือดันอกศิษย์ให้ตัวตรงมิให้ชะโงกมาข้างหน้าทิ้งไว้สักครู่ แล้วให้ศิษย์เอี้ยวตัวไปทางขวา ทางซ้าย เพื่อให้เส้นยืด

             การถีบเหลี่ยมมีประโยชน์ เป็นการหัดบังคับ และควบคุมอวัยวะร่างกายให้อยู่ในท่าที่ต้องการ แต่มันสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวแสนทรมานให้ผู้ถูกถีบเป็นอย่างมาก เสร็จถีบเหลี่ยมก็หัดตบเข่าถองสะเอวให้เริ่มรู้จังหวะแล้วเริ่มเต้นเสา "ตะ ลึก ตึก" ตั้งเหลี่ยมอัดหน้าตรงตั้งวงกลมเสมอขาทั้ง ๒ ข้างยกเท้าขวา และซ้ายกระทืบพื้น เป็นการฝึกหัดกำลังขา และท่อนล่างให้อยู่ตัว การฝึกหัดโขนนี้มีระเบียบ มีวินัย มีวิริยะอุตสาหะ ต้องมีน้ำอดน้ำทน ยิ่งกว่าการฝึกทหารเสียอีก

            เมื่อเบื่อก็ขึ้นไปเก็บอิฐหักของโบสถ์วัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) มาก่อกำแพงเล่น บนโบสถ์นั้นชำรุดทรุดโทรมมากด้วยผ่านสงครามโลกมา ๒ ครั้ง บนระเบียงชั้นบนมีเสาเรียงแน่นทับถมไปด้วยกองอิฐทั้งกลิ่นอับ ทั้งชื้นแฉะ เป็นที่หลบซ่อนของนกฮูกตัวโตกว่าไก่ตอนเสียอีก เราชอบแอบย่องไปเงียบๆ เพื่อดูหน้าบ้องแบ๊วของมัน ตาโตกลมลุกวาวคู่ใหญ่จ้องเขม็ง เราว่าสวยดี เดี๋ยวนี้ไม่เห็นมีในกรุงเทพฯ คงจะมีแต่ในหนังสือ ฮ. นกฮูกตาโตเท่านั้น

            ตอนกลางวันพี่ปราณีมาตามเราไปล้างหน้าล้างมือเพื่อกินข้าวกลางวัน ตอนเย็นกลับบ้านกับแม่พี่ปราณีกลับด้วย บางครั้งแม่จะแวะลงที่บ้านปากคลองสานเพื่อเยี่ยมคุณย่าของพี่ปราณีก่อนแล้ว ค่อยต่อรถกลับบ้าน ถ้าวันไหนแม่ค้างที่โรงเรียนเราจะค้างด้วยแต่เราจะไปนอนที่เรือนนอนของนัก เรียนประจำกับคุณแม่พึงใจ ตอนหัวค่ำกินข้าวแล้วเล่นซ่อนหากับพี่ๆ นักเรียนประจำ ก่อนนอนฟังนิทานแล้วเข้านอน สมัยก่อนไม่มีเตรียมอนุบาลเหมือนสมัยนี้เฉพาะตัวเรามีแต่เตรียมตัวเพื่อซึม ซับความเป็นคนวังหน้าอย่างเต็มตัว

             เพราะแต่ละวันจะได้ยินครูผู้ใหญ่พูดกันแต่เรื่องกรมพระราชวังบวรพระองค์ นั้น กรมพระราชวังบวรพระองค์นี้ สมเด็จพระบัณฑูร สร้างหุ่น เล่นงิ้ว ทำเครื่องกระเบื้องเขียนสี เล่นเพลงยาว บอกสักรวา พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าทรงตีคลีแล้วหายตัวได้ เดินบนผิวน้ำได้ เหยียบเรือรบฝรั่งเอียง มีพระราชนิยมโปรดปรานประเพณีแบบฝรั่ง สร้างเรือกลไฟ หล่อปืนใหญ่ ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ ทรงระนาดเอก ทรงเป่าแคน โปรดแอ่วลาวเคล้าซอ

            ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวังหน้า พระราชวังบวรสถานมงคลถูกบันทึกลงในความทรงจำของเรา โดยปากต่อปากเหมือนทุกคนจงใจเล่ายัดเยียดเข้าในความทรงจำของเรา ตอกแล้วย้ำอีกอยู่นั่นแหละ แม่นเสียยิ่งกว่าท่อง ไม่รู้เพราะอะไรหรือใครกำหนดทุกถ้อยคำที่พรั่งพรูเหมือนฉายภาพเหตุการณ์ให้ บันทึกอดีต ที่มีทั้งจงรักภักดี และเคียดแค้นแน่นหัวอก

            ตั้งแต่เข้าเรียนโรงเรียนประถมใกล้บ้านเราไปโรงเรียนเฉพาะวันหยุดอาทิตย์ละ ๓ วันเท่านั้น คือ วันพฤหัสบดี วันเสาร์ และ วันอาทิตย์

            เปิดกรุวังหน้า เราอายุประมาณ ๘ หรือ ๙ ขวบมีการสร้างโรงละครแห่งชาติ และบูรณะอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส โดย พณ.ฯ มล. ปิ่น มาลากุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้อนุมัติงบประมาณ เพราะต้องบูรณะใหญ่ต้องรื้อฐานชุกชีกลางพระอุโบสถออก จึงมีการทุบเปิดกรุกลางชุกชีพบพระพุทธรูปมากมายทั้งโลหะใหญ่เล็ก และเนื้อดินเผา ตัวเรา พ่อ แม่ อยู่ในเหตุการณ์วันเปิดกรุ ขณะเจ้าหน้าที่ค่อยๆ ทะยอยหยิบพระขึ้นจากกรุ ด้วยความคุ้นเคยและเห็นหน้าค่าตากันทั้งหมดของในกรุจึงเป็นของหลวงบ้าง ของมึงบ้าง ของกูบ้าง ชิ้นไหนใหญ่มีจุดสังเกต ผู้ใหญ่จ้องมองสอดส่องมากก็เป็นของหลวงไป ส่วนพระเครื่อง พระเนื้อชิน เนื้อเงิน พระดินเผาลงรักปิดทอง เป็นพระพิมพ์ปางต่างๆ ทั้งประประจำวัน เศียรโล้น เศียรเกศ องค์เล็ก องค์น้อย ใครหยิบได้ฉวยได้ก็เอาไป แม่เรากอบทั้งองค์พระและผงก้นกรุใส่ปี๊บกลับบ้านกันเลย สองสามวันหลังเปิดกรุเสร็จท่านอาจารย์ ธนิต อยู่โพธิ์ ปล่อยข่าวว่าพระในกรุเป็นของต้องสาปของกรมพระราชวังบวรฯ ใครเอาไปให้นำกลับมาคืน ทั้งครู ทั้งนักเรียน ทั้งแม่เราหลงเชื่อ นำกลับมาคืนไว้ที่ฐานชุกชีพระประธาน เราไม่คืนเก็บไว้ ๓ องค์ จนทุกวันนี้ พร้อมผงก้นกรุที่แม่เก็บไว้ ๑ ปี๊บ

            เมื่อเราโตเป็นครูฝึกสอนของโรงเรียนนาฏศิลปแล้วไปอ่านประชุมพงศาวดารภาค ๑๓ ตำนานวังหน้า จึงรู้ว่า อาจารย์ ธนิต อยู่โพธิ์ หลอกเรื่องพระในกรุเป็นพระต้องสาป เพราะพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) สร้างโดยกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพในรัชกาลที่ ๓ ส่วนคำสาปนั้น สาปโดยกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทในรัชกาลที่ ๑ และฐานชุกชีที่บรรจุพระพิมพ์ต่างๆ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ โดยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เพราะพระองค์มีพระราชดำริจะเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่กลางฐานชุกชี นี้ จึงโปรดฯ ให้สร้างขึ้น และโปรดเกล้าฯ ให้เขียนประวัติพระพุทธสิหิงค์รอบพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) ขึ้น ดังปรากฎภาพหลักฐานอยู่จนทุกวันนี้ ที่ว่ากรุวังหน้าพบพระที่โคนสมอนั้น เราเกิดและเติบโตที่นี่ยังไม่เคยพบเคยเห็นหรือทราบว่าวังหน้ามีต้นสมอเลย แม้แต่ต้นเดียว

            สรุปพระกรุวังหน้าไม่ต้องคำสาปใดๆ ทั้งสิ้น ใครได้ไปมีแต่เจริญรุ่งเรือง ดีวัน ดีคืน


สวัสดีมีโชคชนะชัย

ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ
๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

 




พระเครื่อง

พระสมเด็จวัดระฆัง ของแท้หาไม่ยากและไม่แพง article
พระสมเด็จวังหน้า ยอดพระเครื่องแผ่นดินสยาม article
พระสมเด็จปัญจสิริ 1 article
พระสมเด็จวัดพระแก้ว
พระรอดลำพูน หนึ่งในเบญจภาคีที่มีอายุมากที่สุด
พระซุ้มกอกำแพงเพชร มีแล้วไม่จน
พระลีลาเม็ดขนุน มหาเสน่ห์เมืองกำแพงเพชร
พระผงสุพรรณ หาไม่ยากอย่างที่คิด
พระนางพญาพิษณุโลก มหาเสน่ห์เมืองพิษณุโลก



ก่อนหน้า1ถัดไป

ความคิดเห็นที่ 1 (100214)

พระวังหน้ากรุวัดพระแก้วแค่ชื่อก็สูงส่งแล้วพระผู้เสกก็ไม่ต้องบรรยายเลยครับไร้เทียมทานทุกองค์แล้วเราจะยอมให้คนเพียงไม่กี่กลุ่มคน มาปรามาสองค์ท่านได้อย่างไรครับหรือเพราะกรรมเวรบังตาไม่ยอมให้เห็นถึงความจริงสิ่งใหนที่ควรบูชา หรือเพราะพระท่านเลือกคนที่จะครอบครองท่านเลยบังตาดลใจใว้ไม่ให้เห็น เพื่อกันไว้ให้คนที่ดีจริงแต่ไม่มีทุนได้มีโอกาสครอบครองของสูงค่านี้ครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่เคารพศรัทธาพระตระกูลวังหน้าเป็นที่สุด ผมมีสมเด็จวัดระฆังพิมพ์โบราณแต่พอให้ใครดูก็บอกเก๊ผิดพิมพ์พูดตรงๆคือขายไม่ได้ครับผมก็ไม่เคยเสียใจ พอศึกษาพระวังหน้าเขากลุ่มเดิมก็ว่าพระอุปโหลกแต่งเรื่องขึ้นมาหลอกคนพูดกันเสียๆหายๆก็ไม่รู้เขาคิดอะไรอยู่ครับ แต่พอผมเข้าถึงกลุ่มคนที่ศึกษาหรือเคารพพระวังหน้าจริงๆกับมีแต่ระดับเจ้าขุนมูลนายระดับปัญญาชนทั้งนั้นแล้วคนกลุ่มนี้จะไม่รู้หรือสงสัยบ้างหรือหากเป็นเรื่องหลอกๆเกี่ยวกับพระวังหน้าหรือสมองกลับเลยโดนหลอกกันหมดเลย เพราะเล่นพระไม่ตรงใจเซียนเลยหาว่าอุปโหลกงมงายอย่างนั้นหรือครับท่านเซียนทั้งหลายบาปมันมีจริงนะถึงตามไม่ทันตอนนี้แต่ไม่รอดสักรายครับอย่าเห็นแก่ตัวมากเกินไปตายไปท่านเอาอะไรไปไม่ได้สักอย่างหรอกครับแต่ความดีจะหนุนชีวิตคนดีแน่นอนครับ...

ผู้แสดงความคิดเห็น บารมีปู่โต (krittapat_oad-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-12-16 21:06:07


ความคิดเห็นที่ 2 (102891)

สุดยอดมากครับอ่านแล้วผมพึ่งจะรู้ว่าผมก็มีอยู่ 2 องค์ครับเป็นพิมพ์ โล่เรื่อ และ สีสายรุ้งแต่ที่ผมมั้นใจก็คือทั้งสององค์นี้มีเนื้อตะใบทองผสมอยู่ทั้งสององค์เลยครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น นิกสัน (niksun007-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-06-19 00:50:01


ความคิดเห็นที่ 3 (103445)

สมเด็จวังหน้ารุ่นเบญจรงค์ สมเด็จหลังลายมุข สมเด็จประจำวันเกิด สมเด็จไกเซอร์กรุพระธาตพนม หลวงปู่เทพโลกอุดร หลวงปู่ทวดเนื้อว่านเนื้อโลหะ ผมขอยืนยันว่ามีอยู่จิงเพราะผมได้มากับคนที่งานที่ไปบูรณะวัดและได้มาบางส่วนกับคนที่เป้นนายพลนายพันที่เค้าเอาพระออกมาจากวัดพระแก้วพราะผมเชื่อว่ารุ่นนี้แท้ 100% 

ผู้แสดงความคิดเห็น สมเด็จวังหน้า วันที่ตอบ 2011-08-22 13:30:41


ความคิดเห็นที่ 4 (103459)

ผมได้พระวังหน้ามาจากเพื่อนคนหนึ่งหลายครั้งๆละเป้นสิบองค์ แต่ผมก็ได้แจกให้เพื่อนที่สนิทกันไปเยอะมาก  จนตอนนี้เหลือไม่กี่องค์ บางองค์ ข้างหลังมีตราครุฑ  มีผงตะไบทองคำ เคยไปให้ร้านทองดู บอกว่าเป้นทองคำแท้ คนส่วนใหญ่ไม่นิยม เพราะตลาดพระไม่นิยมกัน เซียนบางคนบอกว่าไม่มีแหล่งที่มา พระจึงไม่มีราคา แต่ผมมีความเชื่อว่าในองค์พระมีทั้งผงทองคำและตราครุฑ คงไม่ใช่ของปลอมแน่  ใครไม่จะศรัทธาหรือไม่ไม่รู้ แต่ผมศรัทธา  ทั้งองค์พระ และคนให้ พระทั้งหมดที่ได้มาไม่เคยเสียเงินเช่า  มีคำพูดนึงที่ทำให้ผมศรัทธาในตัวเพื่อนที่ให้พระผม เพราะคำพูดที่ว่า  เราเป้นเพื่อนกัน พระที่ให้ถ้าเค้ารู้ว่าเป้นของปลอมแล้วยังให้ผม ผมซึ่งดูพระไม่เป้นได้มาเอาไปเลี่ยมแขวนคอบูชา เค้าต้องบาปแน่ๆท่ให้ของปลอม  แล้วเค้าจะได้บุญได้อย่างไร มีแต่บาป    ผมจึงศรัทาในตัวเพื่อนผม  แล้วเพื่อนผมคนนี้ก็เป็นหลานชายของ คุณตาประถม  อาจสาคร ซึ่งคุณตายังมีชีวิตอยู่  เคยไปกราบท่านหลายครั้ง

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้ศรัทธาในพระวังหน้า วันที่ตอบ 2011-08-24 14:39:10


ความคิดเห็นที่ 5 (103760)

 เห็นพูดกันถึงผงตะไบทอง  ดิฉันขออ้างถึงหนังสือที่เคยได้อ่านมาเกี่ยวกับพระกรุนี้นะคะ

   การสร้างพระพิมพ์ครั้งนี้ ได้นำพิมพ์ของวัดระฆังมาส่วนหนึ่ง และทำเพิ่มขึ้นอีกมากมายเพื่อเร่งให้ได้พระ 84,000 องค์ ทันวันงาน พวกช่างวังหน้า วังหลัง วังหลวง อันมีหลวงวิจารณ์เจียรนัย และหลวงนฤมลวิจิตรเป็นหัวหน้า จึงช่วยกันทำแม่พิมพ์พระขึ้นมากมาย ซึ่งผู้เขียนยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่ามีกี่พิมพ์ เพระาหาได้ไม่ครบ พิมพ์พระเหล่านี้ส่วนมากคล้ายพิมพ์ทรงนิยมของวัดระฆัง เช่น พิมพ์พระประธาน พิมพ์เกศบัวตูม พิมพ์เศรียรบาตร พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์อกร่องหูยาน พิมพ์โบราณ เช่น พระรอดลำพูน พระลีลาเม็ดขนุน พระซุ้มกอ พระนางพญา พระผงสุพรรณ พระปิดตา พระสังกัจจายน์ เป็นต้น

    "ผงวิเศษนั้นได้จากหลวงปู่โต ปูนนั้นใช้ปูนกังไสจากประเทศจีน ซี่งเจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี และกรมหมื่นวิไชยชาญเคยไปประเทศจีนแล้วนำมาพร้อมกับสีต่าง ๆ เพื่อสร้างเครื่องกังไสลายคราม โดยพระองค์สร้างเตาสังคโลกขึ้นในวังหน้า ดังนั้น การสร้างพระคราวนี้จึงมีการคิดใหม่ทำใหม่ นอกจากมีพิมพ์ใหม่เกิดขึ้นมากมายแล้ว ได้ทำเป็นพระหลากสี ซึ่งเรียกกันเดี๋ยวนี้ว่า "พระเบญจรงค์บ้าง พระปัญจศิริบ้าง พระสายรุ้งบ้าง ส่วนผสมอื่น ก็คงใช้แบบที่หลวงปู่โตท่านเคยสร้างพระสมเด็จ แต่มีวิธีทำที่ดีกว่าคือแทนที่จะใส่ครกตำ กลับใช้เครื่องรางบดยาสมุนไพรที่เป็นร่องแล้วใช้ลูกกลิ้งจานเหล็ก โยกกลับไปกลับมา จึงได้ผงที่ละเอียดมาก จากนั้นจึงนำมาผสมน้ำ และผสมสีลงไป ช่างแต่ละคนก็ผสมสีของตนเอง ดังนั้นพระแต่ละองค์จึงมีสีที่แตกต่า่ง ก่อนจะอัดมวลสารต่างๆ ลงไปก็หยิบผงตะไบทองที่เจ้าของร้านทองแถวสำเพ็งนำมาถวาย โปรยลงไปในแม่พิมพ์เล็กน้อย อัดเสร็จก็หยิบผลตะไบทองโรยทับหลัง อีกนิดก็อัดอีกที จึงแกะพระจากพิมพ์วางเรียงไว้ เสร็จแล้วก็นำไปตากแดด ถ้าแดดดีพระแห้งเร็ว ก็จะเกิดรอยแตกลายงาขึ้น มากบ้างน้อยบ้าง ถ้าพระผึ่งไว้ในร่มจนแห้ง การลายงานก็ไม่ปรากฎ องค์พระจะดูสวยงาม พระบางองค์ไม่มีผงตะไบทองก็เพราะผงตะไบมีจำนวนจำกัดไม่ครบจำนวนช่าง

     พระส่วนมากหลังเรียบ แต่บางองค์ก็มีประทับตราหลังคือ ตราครุฑบ้าง ธรรมจักรบ้าง ตราธงชาติ ตราเสมา ดอกบัว พระเกี้ยว จปร. เป็นต้น

     พระอีกส่วนหนึ่งไม่ได้ผสมหลายสี ทำแบบพระวัดระฆัง แต่มีสีขาว สีเหลือง สีเขียว สีดำ สีแดง สีฟ้าอ่อน เป็นชุดๆ ไป"

 

พอแึค่นี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวอ่านกันนาน จะเบื่อซะก่อนค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น คุณัสนันท์ มีสมพืชน์ (na282520-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-09-15 00:26:07


ความคิดเห็นที่ 6 (104031)

     หายใจเบาๆ...ลึกๆ...ครับ ว่างๆก็ท่องมนต์ให้ตัวเองฟังบ้างนะครับ องค์พระนั้นดีแน่แต่คนถือพระก็ต้องดีด้วยนะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ลุงหงบ วันที่ตอบ 2011-09-27 20:36:58


ความคิดเห็นที่ 7 (104600)

ผมมีสมเด็จวังหน้าปัญจสิริ 1 องค์ครับนับเป็นบุญของกระผมอย่างยิ่ง

ผู้แสดงความคิดเห็น ter วันที่ตอบ 2011-10-25 08:40:25


ความคิดเห็นที่ 8 (105837)

คุณพ่อมีอยู่ 1 องค์คะ...เป็นของปู่มาอีกที่ 2411  (ชอบพระเหมือนกันคะ)

ผู้แสดงความคิดเห็น natty (salemanee-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2012-02-04 15:40:06


ความคิดเห็นที่ 9 (105847)

 แต่ผม ไม่มีครับ 

แต่ดูไม่เป็น ช่วยแนะนำหน่อยครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น เอก (semui3k-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-02-05 17:01:22


ความคิดเห็นที่ 10 (111603)

มีปางบำเพ็ญ  อยู่ 1  องค์ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น mootokmun (mootokmun-at-gmail-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-12-06 09:32:38



ก่อนหน้า1ถัดไป


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.

*** Disclaimer : ผลของการใช้ยาขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ***

www.sanyasi.org   เริ่มใช้งานเมื่อ  กรกฎาคม  2550
อภิญญา สันยาสี  เว็บมาสเตอร์
E-Mail.   sanyasi95@gmail.com
โทรศัพท์ 088-1063547