ReadyPlanet.com
dot dot dot
dot
สำหรับสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot


https://picasaweb.google.com/112099154293866924400
http://www.sanyasi.org/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=17&Category=sanyasiorg&thispage=1&No=1561822
https://plus.google.com/112099154293866924400/posts?banner=pwa
http://www.youtube.com/watch?v=fAns8GJzYeQ&list=RDfAns8GJzYeQ
http://www.youtube.com/watch?v=eiMBAC1rRmI
https://picasaweb.google.com/112099154293866924400/2557?noredirect=1
https://picasaweb.google.com/112099154293866924400/mqOgZJ
https://plus.google.com/u/0/photos/104334518550952231607
http://www.thaidhamma.net/


dot
แก้วมณีโชติ สิ่งวิเศษสูงสุดในโลกิยภูมิ article

 

 
 
                ในชีวิตของผม  บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุเพียง 11 ขวบ  อยู่วัดเรื่อยมาจนอุปสมบท   ได้อาศัยผ้าเหลืองเล่าเรียนพระธรรมวินัยถึง 20 ปี  อยู่ทั้งวัดบ้าน  วัดใหญ่ชื่อเสียงก้องประเทศในเมืองหลวง อยู่วัดป่าของครูอาจารย์ที่ชื่อก้องเมืองไทยและก้องโลกก็หลายวัด   อยู่ป่า อยู่ถ้ำ อยู่เขาคนเดียวก็มากแห่ง  ออกจากวัดก็ได้สัมผัสครูบาอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโดดเด่นในทางวิปัสสนากรรมฐานก็หลายท่าน  บัดนี้อายุ 51 ปี
                 ผมยอมรับว่าครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ที่ผมไปอยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านนั้นถึงพร้อมด้วยสีลาจารวัตรอันบริสุทธิ์  มีภูมิรู้ภูมิธรรมมาก   แต่ความอัศจรรย์ที่ผมได้พบก็มีเพียงการรู้จิตรู้ใจคน  ยังไม่เคยเห็นท่านองค์ไหนได้แสดงฤทธิ์เดชให้ผมเห็นกับตา   เคยอ่านประวัติของบางท่านก็ล้วนเป็นคำบอกเล่าในอดีตของคนที่ตายไปแล้ว  หาคนอ้างอิงที่ยังมีชีวิตยืนยันยังไม่ได้   เรื่องต่าง ๆ ที่อ่านก็เลยเป็นตำนานที่เล่าขาน    
                และหลวงปู่สรวง  ท่านท่องเที่ยวไปมาอยู่แถวเขมร  บุรีรัมย์  ท่านมีฤทธิ์ที่แสดงให้คนรับรู้เห็นจับต้องได้  แต่ท่านจากโลกนี้ไปแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน   แต่ก็มีเล่าลือกันว่ามีคนไปพบท่านยังมีชีวิตอยู่ ทั้ง ๆ ที่ร่างของท่านนอนอยู่ในโลง   ผมคิดว่าท่านคือขรัวขี้เถ้าที่ผู้คนเล่าขานกันมาแต่อดีต   ท่านเคยพูดกับสานุศิษย์ชิดใกล้ว่า หลวงพ่อโต วัดระฆัง เป็นลูกศิษย์ของท่าน   ผู้เฒ่าผู้แก่อายุ 80 ปี เมื่อ50-60 ปีที่ผ่านมาเล่าว่า  ตั้งแต่เป็นเด็กก็ยังเห็นหลวงปู่สรวงมีรูปร่างลักษณะและวัยเดียวกันกับเดี๋ยวนี้   ผมมีบุญน้อย  กว่าจะรู้เรื่องหลวงปู่สรวงท่านก็จากไปแล้ว
                แต่คราวนี้ผมกลับมาพบฆราวาสเพศหญิง  ไม่ใช่แม่ชี ไม่ใช่นักบวชลัทธินิกายไหน  เธอเป็นเพียงร่างที่เทพผู้รักษาเหล็กไหลสื่อผ่านเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์   ผมได้สัมผัสเองก็หลายเรื่อง   คนที่เล่าเรื่องแปลกประหลาดมหัศจรรย์ให้ผมฟังก็หลายคน  เป็นเรื่องที่น่าเชื่อถือ  อัศจรรย์พันลึก   ความอัศจรรย์ปาฏิหาริย์ทั้งหลายล้วนเกิดจากเทพที่รักษาเหล็กไหลหรือแก้วมณีโชติและพรหมชั้นพรหมาวาส ซึ่งเป็นอาจารย์ของเทพที่รักษาแก้วมณีโชติ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะลงมาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ได้  
                ผมจึงได้เรียงร้อยถ้อยคำบอกเล่าสิ่งต่าง ๆ ให้ท่านได้อ่านกัน  จะเชื่อหรือไม่ท่านสามารถไปพิสูจน์ได้   แต่ผมเชื่อไปแล้วครับ
 
 
พวกเราชาวพุทธ ต่างรู้กันว่า  พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรม  และพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา เป็นผู้วิเศษสูงสุด   เป็นที่พึ่งอันสูงสุดของมวลมนุษย์   แต่ในด้านโลกิยภูมิแล้ว  แก้วมณีโชติ คือของวิเศษสูงสุด ที่มวลมนุษย์อยากได้ครอบครอง    แต่ผู้ที่ได้ครอบครองมีเพียงคนมีบุญญาธิการที่ได้สร้างไว้ดีแล้วเท่านั้น
 
คนไทยทุกคนเคยได้ยินคำว่า มณีโชติ   ในคำอวยพร ที่พระสวดเวลาให้พรไงครับ
                   
                         ยถา วาริวะหา     ปูรา ปะริปูเรนติ     สาคะรัง      เอวะเมวะ  อิโต ทินนัง   เปตานัง อุปะกัปปะติ
อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง   ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ    สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา   จันโทปัณณะระโส  ยะถา      
 มะณิโชติ  ระโส  ยะถา  
 
แปลความว่า      สายน้ำที่ไหลจากทุกทิศทาง ย่อมทำให้แม่น้ำใหญ่เต็มฝั่งได้ฉันใด       ทานที่ท่านให้จากโลกนี้ย่อมถึงแก่ผู้ล่วงลับไปแล้วเช่นเดียวกัน   ขอให้ความปรารถนาที่ท่านตั้งไว้จงสำเร็จเดี๋ยวนี้      ขอให้ความดำริทุกอย่าง จงสำเร็จทุกประการ     ดุจพระจันทร์วันเพ็ญ     และดุจผู้มีแก้วมณีโชติ
 
พวกเราชาวบ้านได้ยินถ้อยคำภาษาบาลีที่พระท่านให้พร ทุกงาน ทุกพิธีการ   แต่ไม่รู้ความหมาย   วันนี้ให้รู้เสียทีว่า ที่ท่านสวดนั้นหมายความอย่างไร            
พระท่านก็ว่าไปตามพิธี   พวกเราชาวบ้านก็ฟังไปตามประเพณี  ต่างคนต่างเอาภาษาบาลีที่ไม่รู้เรื่องมาพูดกัน   เหมือนนกแก้วนกขุนทอง  งานอะไรมันก็เป็นเพียงพิธีกรรมไปเสียสิ้น  ไม่ได้ก่อให้เกิดสติปัญญา  ไม่ก่อให้เกิดความสงสัยและอยากซักถาม    แต่จากคำแปลวันนี้ ก็คงอยากซักอยากถามกันขึ้นมา  แก้วมณีโชติคืออะไร สำคัญไฉน  มีจริงหรือไม่    ?
แก้วมณีโชติ  คือแก้ววิเศษ  หรือแก้วจินดามณี หรือแก้วสารพัดนึก    สามารถเปล่งแสงได้ในตัวเองดุจแสงจากหลอดไฟนีออน    หรือดุจแสงพระจันทร์เพ็ญ  และสามารถดลบันดาลให้ผู้ที่เป็นเจ้าของ และผู้เลื่อมใสศรัทธาได้รับสิ่งที่ตนเองปรารถนา
  คนไทยเราจึงรู้จักในนาม แก้วจินดามณี  หรือแก้วสารพัดนึก   แต่ก็เพียงแค่ได้ยินชื่อในนิยาย  ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วแก้วสารพัดนึกมีลักษณะอย่างไร  หรือเป็นเพียงนิยายปรัมปราที่เล่าสู่กันฟัน
แต่ก่อนผมก็ไม่รู้    คนที่เคยบวชมากว่า 20 กว่าปี  เรียนบาลีมาจนเป็นมหาเปรียญหลายประโยค  ยังไม่รู้  จะไปโทษชาวบ้านว่าทำไมจึงไม่รู้...มันก็เกินไป....!     เพราะมันเหลือวิสัยไง     แล้วทำไมจึงรู้  มันรู้มาแต่เมื่อไหร่   อืม......ดีครับ  สงสัยกันเสียบ้าง   ความสงสัยคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้  และจะได้รู้กันจริง ๆ  เสียเดี๋ยวนี้แหละ
สมัยผมเป็นสามเณรน้อย  เคยแปลภาษาบาลีตามหลักสูตรที่ท่านกำหนดไว้  มันมีหลายเรื่องที่ชวนสงสัย  และก่อให้ผมอยากรู้เสมอมา  นั่นคือเรื่องแก้วมณีโชติ  ท่านเล่าว่า มหาเศรษฐีผู้มีบุญเช่นโชติกะเศรษฐี  เคยทำบุญไว้มากมายในสมัยพระพุทธเจ้าปางก่อน  เมื่อมาเกิดในสมัยพระพุทธเจ้าพระองค์นี้จึงมีบุญบารมีมาก  เมื่อถึงวัยที่จะมีเหย้ามีเรือน  พ่อให้คนถางที่เพื่อสร้างบ้านให้อยู่  พอถางที่เสร็จ  อาสนะของท้าวสักกเทวราชก็เร่าร้อน   ท่านส่องทิพย์เนตรตรวจดูก็รู้ว่าเทพบุตรผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ไปเกิดในโลก บัดนี้ถึงเวลามีเหย้ามีเรือนแล้ว   ท่านจึงไปเนรมิตปราสาทแก้ว 7 ชั้นให้เกิดขึ้นในบริเวณนั้น  ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วดุจกำแพงกระจก
 เทวดาที่มีฤทธิ์อีกพวกหนึ่งก็ไปนำสาวงามจากอุตตรกุรุทวีป (โลกในจักรวาลอื่น) มาเป็นเจ้าสาว   เมื่อเธอมานั้นมีของวิเศษติดตัวมา 2 อย่างคือ  แผ่นหินวิเศษ และแก้วมณีโชติ     
แผ่นหินวิเศษนั้นเหมือนเตาไฟฟ้าของเราสมัยนี้นี่เอง    เมื่อนำหม้อหุงข้าว หรือหม้อแกงตั้งบนแผ่นหินมันจะเดือดพล่าน  โดยไม่ต้องใช้ฟืนใช้ไฟใด ๆ   ข้าวและอาหารจะสุกในเวลาไม่กี่นาที   ส่วนแก้วมณีโชตินั้น ให้คุณ 2 ประการ คือ  เมื่อปรารถนาสิ่งใด สิ่งนั้นจะบังเกิดขึ้นดุจเทพยดาบันดาล   และเวลากลางคืน แก้วมณีจะเปล่งแสงสว่างจ้าดุจกลางวัน    เศรษฐีและภรรยาผู้เลอโฉมจึงมีชีวิตอยู่ในปราสาทแก้วดุจเทพยดา  ไม่ต้องทำมาหากินอะไรก็มีทรัพย์สมบัติ  มีข้าทาสหญิงชาย ให้ใช้สอยอย่างมีความสุข    พอตะวันตกดิน  ปราสาทแก้วของเศรษฐีก็มีแสงสว่างจ้าเกิดขึ้นยิ่งกว่าแสงจันทร์วันขึ้น ๑๕ ค่ำ   
พระเจ้าพิมพิสาร  และเจ้าชายอชาติศัตรู ได้ยินคำร่ำลือยังต้องไปดูสมบัติของโชติกะเศรษฐีถึงบ้าน   ภรรยาสาวของโชติกเศรษฐีมานั่งถือพัดพัดวีให้พระเจ้าพิมพิสาร ได้กลิ่นเหม็นจากควันไฟที่ติดพระภูษา และกลิ่นแขกของพระเจ้าพิมพิสารถึงกับน้ำตาไหล  เพราะไม่คุ้นกับกลิ่นสามัญมนุษย์   จึงฟ้องสามีว่า พี่จ๋า  เรามีบุญมากมายถึงปานนี้  ทำไมต้องมานั่งรับใช้คนอื่นอีก   บุญของเราที่ทำมาไม่มากพอหรือไง?  
ผมอ่านมาถึงตอนนี้ขำกลิ้งเลย    คิดว่า แหม...พวกแขกนี่มันเข้าใจแต่งเรื่องหลอกคนจริง ๆ    
รู้มั้ยครับ   พวกมหาเปรียญที่แปลบาลี  มีความคิดแบบนี้ 99 %  แม้คนไทยทั่ว ๆ ไปที่อ่านธรรมบทที่แปลแล้วก็มีความคิดเช่นนี้     เพราะเรารู้ไม่ทั่วถึงไง   เราเกิดในสมัยที่คนมีบุญน้อยมาเกิด  เราจึงไม่ได้สัมผัสคนมีมหาบุญมาเกิด     ทำนองเดียวกับที่เราไม่เชื่อว่าในเทวโลกเขาอยู่เขากินกันยังไง    เพราะส่วนมากเราคิดว่าเรื่องเทวดา สัตว์นรก เป็นเพียงนิยายปรัมปรา  หลอกให้คนทำดี.....!   
 
แต่...ท่านเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิมั้ย ?    คนมีเหล็กไหล  ใครจะฆ่าก็ไม่ตาย  ใครยิง  ลูกปืนก็ด้าน   แน่ะ ๆ....  ความคิดติดลบอีกแล้ว   นั้นมันเรื่องภาพยนต์เขาสร้างมาหลอกคนดู ! …… ถ้าท่านคิดเท่านี้ก็จบเห่...!  
ภาพยนต์เกิดมาจากนวนิยาย.....  นวนิยายมาจากเรื่องจริง....นำเรื่องจริงมาสร้างเสริมเติมแต่งไปตามจินตนาการ  ทำไมผมจะไม่รู้   ผมรู้จัก เพชรสถาบัน นักแต่งนวนิยายที่มีเรื่องของท่านเป็นภาพยนต์มามากกว่าร้อยเรื่อง  (เช่นเพชรตัดเพชร เป็นต้น)   ต่อมาท่านมาแต่งนิยายธรรม  ใช้นามปากกาว่า สิทธา เชตวัน  และช่วงปลายชีวิตท่านบวชเป็นพระ จาริกธุดงค์ไปทั่วประเทศ  มาถึงแก่มรณภาพที่วัดยานนาวา   ผมเคยท่องเที่ยวไปกับท่าน และนอนคุยกับท่าน  ซึมซับเอาความรู้จากท่านมากมาย  นิยายธรรมะแต่ละเรื่องมาจากความจริง  แล้วเสริมต่อด้วยจินตนาการ  เพื่อปลูกฝังธรรมให้คนได้ถึงธรรม 
 
 
ท่านสิทธา เชตวัน ก็เขียนเรื่อง เหล็กไหลไว้มากมาย  เขียนจากการพิสูจน์ค้นคว้าของท่าน   แม้ผู้มีเหล็กไหลจริง ๆ  ยังยอมรับว่าสิ่งที่ท่านเขียนนั้นถูกต้อง 
 
          ผมเป็นคนแพร่   ได้ยินเรื่องเหล็กไหลมาตั้งแต่จำความได้   เพราะที่บ้านเป็นชุมเสือ   เป็นสถานที่คนติดยาฝิ่นต้องมานอนเอาส้นเท้าจุกตูดดูดฝิ่นกันทุกวี่วัน  ผมและ พี่ ๆ  มีหน้าที่วิ่งซื้อฝิ่นให้ผู้หลักผู้ใหญ่สูบ  ตั้งแต่คนธรรมดาสามัญ  ครูอาจารย์ ทหารตำรวจ  มือปืน เสือร้าย  ที่ติดฝิ่นงอมแงมมาแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม   ซึ่ง พล.ต.อ.เผ่า เป็นใหญ่ในกรมตำรวจ  เป็นยุคที่ตำรวจเป็นใหญ่ในแผ่นดิน  พ่อเลี้ยงในหมู่บ้านของผมเป็นเพื่อน อ.ต.ร.เผ่า  ร่ำรวยมหาศาลจากการค้าฝิ่น   เป็นผู้มีรถยนต์คันแรกในเมืองแพร่   มีวิทยุคนแรกในเมืองแพร่  เงินแบ๊งค์บาท 5 บาท สิบบาท  วางเป็นตั้ง ๆ เรียงกัน  ดูราวกับว่าชาตินี้ใช้ไม่หมด  มีลูกน้องมือปืนเป็นสิบ ๆ คน   แต่เมื่อผมอายุราว 7-8 ขวบ  พ่อเลี้ยงคนนี้ก็ไม่มีอะไรสักอย่าง  ผมเห็นแกเดินไป ๆ มา ๆ แถวหน้าวัด  บ้านของแกเหมือนบ้านร้างผีสิง  จนที่สุดแกก็ตายเหมือนคนไม่มีอะไร (หมดตัวตั้งแต่ท่านเผ่าหนีออกประเทศ)
                แต่คนติดฝิ่นก็ไม่ได้ตายตามไป  ผลกรรมที่ตาของผมค้าฝิ่นเป็นคนแรกในหมู่บ้าน (ก่อนพ่อเลี้ยงคนนั้น) ยังตามหลอกหลอน.....  ลุงผม น้าผม ติดฝิ่นงอมแงม  เพื่อน ๆ ของลุงและน้าจึงมากมาย  เสี้ยนฝิ่นก็ต้องมานอนสูบฝิ่นที่บ้านลุง  หรือใต้กอสีสุก  คนวิ่งซื้อหาก็พวกผมนี่แหละ  ได้เศษตังค์สลึงบาทก็ดีใจเหลือหลาย   แต่พวกเราไม่มีใครตามอย่างสักคน  และเกลียดคนสูบฝิ่นสูบยาเป็นที่สุด  
          แต่ผมก็ชอบฟังเขาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ    เขาสูบฝิ่นไป  คุยกันไป   เรื่องเชิงนักเลงต่าง ๆ  ก็ได้ยินถึงหูของผมผู้เป็นเด็กน้อย อายุ 6-7 ขวบ ซึ่งนั่งฟังอยู่ใกล้ ๆ    ซึ่งเขานึกว่าผมไม่ประสีประสา   หารู้ไม่..ผมจำความได้ตั้งแต่เพิ่งหัดเดิน  สาวคนไหนสวยหรือขี้เหร่  เด็กเพิ่งหัดเดินอย่างผมยังดักมอง    และรู้สึกเขินอายยามถูกสาวเจ้าเข้ามาอุ้ม.....อย่าหาว่าคุย....!
          คุณตาคนหนึ่งอายุ 60 กว่า เล่าว่า  ได้ติดตามตาของผมไปซื้อฝิ่นกับพวกชาวเขา  มีลูกน้องของตาคนหนึ่งคิดไม่ซื่อ  ตาของผมรู้จึงสั่งให้ลูกน้องคนอื่น ๆ จับไปฆ่า  แต่จะเอาปืนยิง  เอามีดฟัน  เอาไม้ทุบ  ก็ไม่ตาย   จึงเอาไม้ไผ่ตัดปลายแหลมสวนทวารจึงตาย    แต่แกไม่ได้บอกว่า เขามีดีอะไร  
                ลุงคนหนึ่งเป็นครู จึงเล่าว่า  เรื่องข่ามนี่สู้นายทองแหล้ บ้านแม่คำมีไม่ได้   นายทองแหล้มีเหล็กไหล   และเป็นนักเลง  คู่อริจึงมาแอบยิงหลายครั้ง  ยิงไม่ออกสักที  จนบัดนี้นายทองแหล้ก็ยังมีชีวิตอยู่   (นายทองแหล้เสียชีวิตเพราะโรคชะรา เมื่อไม่นานมานี่เอง  คนแพร่ส่วนมากรู้จักชื่อนี้)
          นั่นคือคำว่า เหล็กไหล ที่ผมได้ยินมาตั้งแต่เด็กหัวเท่ากำปั้น
               
ต่อมาผมอายุได้ 11 ปี  ไปเป็นลูกศิษย์วัดอยู่วัดหนึ่ง   ห่างจากหมู่บ้านของแม่ราว   5-6  ก.ม.  ผมก็เป็นที่โปรดปรานของผู้หลักผู้ใหญ่  ตั้งแต่หนุ่มสาว จนผู้เฒ่าผู้แก่   คุณยายหลังวัดซึ่งเป็นเจ้าของร้านขายของชำเล็ก ๆ ท่านเอื้อเอ็นดู  ไปซื้อหาอะไรท่านไม่เอาตังค์เลย   แต่ท่านมีหลานชายวัยรุ่นคะนองอยู่ 2 คน คือเสือลอย และเสือมาตร  ซึ่งเขา 2 คนก็รักเอื้อเอ็นดูผมมาก   ปีนั้น 2510 ปลายปี มีอุกกาบาตตกมาจากท้องฟ้า ก้อนใหญ่มาก  ลอยผ่านท้องฟ้าตรงหัวของเรา  ส่งเสียงเสียดสีกับบรรยากาศของโลกราวกับเสียงเหล็กแดงชุบลงน้ำ  เวลาขณะนั้นประมาณ 2 ทุ่ม  พวกเรานั่งคุยกันอยู่กลางลานวัด  เสือลอยเห็นดังนั้นก็วิ่งตาม นึกว่าลูกแก้ววิเศษจะตกบริเวณนั้น  แต่แก้วมหึมานั้นก็ล่องลอยไปตกที่ไหนไม่รู้  รู้แต่ว่าเสือลอยตัวเปียกปอนไปหมด   ต่อมาผมได้รู้จักลูกพี่ของเสือลอยคือเสือน้อย   
                เสือน้อย   ฟังชื่อดูน่าหวาดหวั่น   แต่เมื่อสนิทชิดใกล้  เสือน้อยมีอัธยาศัยดี รักเอ็นดูเด็กอย่างผม   หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส  พูดจาสนุกสนาน   เสือลอยกับเสือมาตร 2 พี่น้องให้ความนับถือเป็นอย่างสูง 
                เสือลอยเล่าว่าเสือน้อยนี่เก่งนัก   ตำรวจดักยิงมานักต่อนัก  แต่ยิงไม่ออก  เขาล้อมจับ  เสือน้อยก็หายตัวได้  จึงรอดตายมาถึงทุกวันนี้    เขาจึงเคารพเลื่อมใสนับถือเป็นลูกพี่และเจริญลอยตาม    ยายน้อยที่รักของผมได้ยินดังนั้นตวาดแว๊ดขึ้นมาทันที   ไอ้ลอย..มึงอย่ามาชักชวนให้เด็กเสียคนนะ   ตัวมึงนะให้ระวังเถอะ   ไอ้นี่...   แต่ผมก็ไม่ได้ถือสากับถ้อยคำของใคร   แต่เห็นว่าเสือน้อยน่ารักและเคารพ   และผมก็ไม่รู้ว่าคำว่าเสือคืออะไร  เพียงแต่ทึ่งในคำเล่าว่าปืนยิงไม่ออก  ตำรวจล้อมจับยังหายตัวได้
          มาถึงปี 2511  จ่าตำรวจที่เป็นพ่อของเพื่อนนักเรียนร่วมห้องประถมของผมมาก่อน  ไปล้อมจับเสือน้อย ก็ต้องเอาชีวิตไปสังเวย  แม้เขวี้ยงระเบิดใส่เสือน้อย   เสือน้อยยังไม่ตายและหนีไปได้  ผมเป็นสามเณรน้อยยังไปร่วมงานศพจ่าตำรวจคนนี้ที่ท้องสนามหน้าอำเภอ    แต่ต่อมาไม่นานก็ทราบว่าเสือน้อยจบชีวิต  แต่ไม่ทราบรายละเอียด  
               
นั่นคือความเข็ดขลัง เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ทราบมาสมัยเป็นเด็ก ๆ  จากเมืองแพร่ดงนักเลง   คนแพร่จึงมีถ้อยคำหรือคติประจำตัวว่า    เรื่องกินเรื่องใหญ่   เรื่องตายเรื่องกลาง   เรื่องตะรางเรื่องเล็ก    หะฮ้า...ไม่ใช่มาเผยแพร่อุดมคตินี้นะ.
          เมื่อผมโตขึ้น  ร่ำเรียนพระธรรมวินัยมากขึ้น  ผมก็ไม่เอาใจใส่เรื่องเครื่องรางของขลังเลย   แต่ชอบธุดงค์กรรมฐานไปตามป่าเขาลำเนาไพร  มุ่งด้านปัญญาการหลุดพ้น   เคยไปอยู่กับท่านพุทธทาสตั้งหลายเดือน   ไปอยู่กับหลวงพ่อชา  ไปอยู่ป่าอยู่เขา  อยู่ถ้ำอยู่เหวในดงคอมมิวนิสต์แถวเขาค้อคนเดียว (2523) โดยไม่กลัวลูกปืน  ทั้ง ๆ ที่ไม่สนใจคาถาอาคมและเครื่องรางของขลังอะไรเลย   แต่ก็อยู่เย็นเป็นสุขตลอดมา   ผีไม่เคยหลอก  งูไม่เคยกัด  เสือไม่เคยปรากฎ   คนไม่เคยรังแก ช้างไม่เคยเหยียบ นอกจากชาวบ้านบุกป่าฝ่าดงไปขอหวย    หึ ๆ...
          หลังจากผมสึกออกมา  ก็มาเป็นนักเขียนเรื่องพระสงฆ์องค์เจ้าในนิตยสารเครือข่ายโลกทิพย์   จนรู้จักหลวงพ่อดำ(สยบโรค) ศิษย์พ่อท่านคล้ายวาจาศิษย์  เขียนเรื่องราวของท่านจนดังเป็นพลุ  คนหลั่งไหลไปให้ท่านรักษาโรคด้วยนิ้วมือชี้แต่ก็หายได้   แต่ประวัติที่ผมเล่าว่าหลวงพ่อเคยขายเหล็กไหลได้ 120 ล้าน  เจ้าของเอาไป 60 ล้าน  ท่านกับเพื่อนแบ่งกันคนละ 30 ล้าน  ก็โด่งดังถึงหูนายหน้าผู้อยากร่ำรวยด้วยเหล็กไหล   ทำให้ผมต้องมาคลุกคลีกับเรื่องเหล็กไหลโดยไม่ตั้งใจ  

 

แกะรอยเหล็กไหล
                พวกเราตามรอยเหล็กไหลตั้งแต่ถ้ำที่คุณวัชรินทร์ ไปขุดทอง (ตอนนั้นคุณวัชรินทร์ยังไม่รู้จักที่แห่งนี้) คนที่ไปคุมการขุดทองบอกว่าเหล็กไหลไม่ได้อยู่ที่ตัวเขา  เขาไม่ได้เป็นเจ้าของ  เจ้าของเป็นทหารยศ พันเอก  ต้องไปที่เวียงชัย เชียงราย   พวกเราก็ตะลอน ๆ ไป    คนอื่นเขาอยากได้เงิน  แต่ผมอยากรู้อยากเห็นตามประสานักข่าวนักเขียน   ไปพบพันเอกจริง ๆ  เป็นลูกน้อง พล.เอกฉลาด  หิรัญศิริ  ท่านก็วิ่งหาเหล็กไหลจนสิ้นเนื้อประดาตัว   ฤาษีนารอดสงสาร จึงมาเข้าฝันให้ไปเอาเหล็กไหลของท่านที่ถ้ำปุ่ม  อนุญาตให้ขายได้ 
 
                ผู้พันก็ได้มาจริง ๆ  เป็นชนิดปีกแมงทับ  มีพลังรุนแรงมาก  พอนำเข้าบ้านไฟฟ้าดับไปครู่หนึ่งจึงกลับติดเหมือนเดิม  ทดลองยิงด้วยเอ็ม 16 หลายสิบนัด ก็ยิงไม่ออก  ไม้ขีดไฟหมดเป็นกล่อง(ไม่ใช่กลัก)  ขีดไม่ติดแม้แต่ซีกเดียว   ท่านก็ประกาศขาย  
                ใช้เวลาหลายปีอยู่กับเหล็กไหล  มีนายหน้าวิ่งเข้าออกบ้านแทบทุกวัน  มาทดลองแล้วก็หาย   บางคณะนัดไปหานายทุนคนซื้อตรงนั้น ตรงนี้  เพื่อทดลองต่อหน้าเขา   ทดลองผ่านก็หาย   ไม่เคยมีคนซื้อจริง   มีแต่นายหน้าหลอกหากินกับคนกลาง ประเภทกินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว    จนวันหนึ่งมีกลุ่มหนึ่งนัดไปเชียงใหม่  วางแผนที่จะปล้นเอาเหล็กไหล   หลังจากทดลองจนผ่านแล้ว   เขาก็แสดงตัวจะยืดครองเหล็กไหลนั้น   ทันใดก็ได้ยินเชียะที่กล่องเซฟ  เกิดรูโหว่ขึ้น  เปิดดูเหล็กไหล  แหกกล่องหนีไปแล้ว    ผู้พันเสียใจมาก  จึงต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน  ปรากฏเหล็กไหลหนีกลับไปอยู่บนหิ้งพระที่บ้าน
                ฤาษีนารอดมาเข้าฝันอีก ถามว่า พอหรือยัง  เข้าใจมนุษย์หรือยัง   มึงจะเก็บเหล็กไหลไว้พ่อก็ไม่ว่า  จะนำไปคืนที่ถ้ำก็ไม่ว่า   ถ้าพบคนซื้อจริง ๆ ค่อยไปเอาก็ได้ เพราะพ่ออนุญาต   
                ผู้พันเข้าใจกิเลสมนุษย์ดีแล้ว  จึงเอาเหล็กไหลไปคืนที่ถ้ำ    ตั้งแต่นั้นมาท่านก็ไม่ดิ้นรนอยากได้อยากมีอยากเป็นอะไรอีก  แต่งชุดขาว  ถือศีลบำเพ็ญภาวนา  หน้าตาผุดผ่อง     ท่านสรุปว่าอย่าเชื่อใครว่ามีคนซื้อ  เหล็กไหลมีจริง   พ่อฤาษีท่านก็อนุญาตให้ขาย   แต่นายทุนที่ซื้อร้อยล้านพันล้านไม่มีจริง   อย่าเอาเวลาและเงินทองมาทิ้งเพราะเหล็กไหลเลยครับ  กลับบ้าน ไปทำมาหากินตามหน้าที่ของท่านเถิด    
                คุณนายเมียนายพลที่ไปด้วยยืนยันว่า  นายทุนมีจริง ๆ   ถ้าผู้พันไม่เชื่อดิฉันจะถอดกำไลเพชรวงนี้ไว้จำนำก็ได้  แล้วจะพานายทุนมา   แต่ขอชมและทดลองเหล็กไหลก่อน    ผู้พันบอกว่า เชื่อผมเถอะคุณนาย   เอากำไรล้ำค่าของท่านเก็บไว้เถอะ  อย่าเสียเวลาเลยครับ เดี๋ยวท่านจะมาสิ้นเนื้อประดาตัวเพราะแก๊งเหล็กไหลนี่แหละ  
                พวกเราจึงลากลับด้วยความผิดหวัง   ผมดีใจที่ทราบความจริง   แต่บรรดาผู้ที่ไปด้วยออกอาการไม่พอใจ  บางคนพูดว่าผู้พันหลอกลวง เหล็กไหลไม่มีหรอก ถ้ามีจริงต้องเอามาให้ดู   หลวงพ่อดำบอกว่า เหล็กไหลอยู่ในบ้านแกนั่นแหละ  แต่แกไม่อยากให้ดูหรอก  เพราะแกเข็ดแล้ว
          ต่อมาก็มีอีกกลุ่มหนึ่งนำเหล็กไหลจากพิมาย พร้อมเจ้าของ ไปทดลองกันต่อหน้าหลวงพ่อ  แต่ทดลองไม่ผ่าน  เวลาเขาไปทดลองที่บ้านผ่านหมด  เมื่อจะเอามาขายจริง ๆ กลับทดลองไม่ผ่าน   เจ้าของก็หน้าแตก  ทั้งนี้เพราะเทพที่ประจำเหล็กไหลเขาไม่ยอมให้ขายนั่นเอง   แต่คนไม่รู้ก็ลงความเห็นว่าของเขาปลอม  หญิงคนนี้ยากจนมาก  ได้รับสืบทอดเหล็กไหลจากตระกูล
 
แก๊งเหล็กไหล
                งานนี้ผ่านไปปีกว่า   ผมก็มาสัมผัสกับกลุ่มค้าเหล็กไหลรายใหม่     เพื่อนของผมซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจ ถูกฟ้องล้มละลาย  เกิดหนี้สินติดตัวถึง 45 ล้าน   ชวนผมวิ่งหาของศักดิ์สิทธิ์และเลขหวยจนทั่วอีสาน   เจอแต่เรื่องหลอกลวงกันทั้งนั้น  จนที่สุดแกก็มารู้จักกับกลุ่มที่มาถามหาซื้อเหล็กไหลพันล้าน    ก็มาปรึกษาผม ว่าแกมีนายทุนซื้อเหล็กไหล  ใครมีเหล็กไหลบ้าง ช่วยหาให้ด้วย  ผมก็ปรามว่าเหล็กไหลมีจริง  แต่คนซื้อไม่มีอย่าหลงกล   แกก็ยืนยันว่ามีจริง ๆ   กลัวแต่เหล็กไหลจะไม่มี   แล้วขอร้องให้ผมพาไปหาผู้พันที่เชียงราย    ผมก็ปฏิเสธ  แต่น้องภรรยาบอกว่ารู้จักคนที่มีเหล็กไหล อยู่ทางใต้ จะติดต่อให้  และแล้วก็นัดหมายพบกันที่บ้านพ่อตาผมนั่นแหละ  เอาเหล็กไหลออกมาอวดกันตรงนั้น    แต่นัดทดลองกันอีกแห่งหนึ่ง อีกวันหนึ่ง  แต่วันนี้ต้องจ่ายเงินค่าเดินทางให้เจ้าของเหล็กไหลก่อน   ก็เป็นหมื่นนะครับ เพราะมากันหลายคน  ไหนจะค่าน้ำมันรถ  ค่ากิน ค่าที่พัก    คนกลางเจอไม้นี้ก็ต้องควัก  เพราะความหวังได้เงินพันล้านมันมีอยู่   นัดไปนัดมาหลายทีคนกลางหมดเงินร่วมแสน  เกิดหนี้สินขึ้นอีก   จึงบอกลา  กว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้วครับ   
                ต่อมาก็ไปพบพระรูปหนึ่ง  ท่านก็คุยฟุ้งว่าเคยไปตัดเหล็กไหล  ที่ถ้ำนั้นถ้ำนี้  เกือบได้แล้ว  แต่คนที่ไปด้วยบางคนทำเสียพิธี เหล็กไหลจึงกลับคืนสู่รัง   ผมก็ได้แต่รับฟัง  ท่านชวนไปตัดเหล็กไหลตรงนั้นตรงนี้   ผมก็โอเคนะครับ   แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ไปสักที    พบกับท่านทีไรก็มีเรื่องเหล็กไหลอยู่ถ้ำนั้นถ้ำนี้มาเล่าให้ฟังเสมอ   เมื่อ 3 เดือนก่อนเจอกัน  บอกว่าว่านขันหมากที่โยมต้องการมีตรงนั้นตรงนี้ มากมายก่ายกอง  จะพาไปเอา    ผมก็ไปตามท่านถึง 2 แห่ง   เดินจนขาลาก ไม่พบสักแห่ง   แล้วเรื่องเหล็กไหลที่ท่านพูดถึงมันจะจริงหรือ  
 
 
พบสุภาพสตรีผู้ครองเหล็กไหลโกฏิปี
                มาช่วงหลังนี้ผมเบื่อสังคม ทิ้งสังคม  ทิ้งเพื่อนฝูง  ประกอบกับแม่ซึ่งตนเองห่วงใยก็จากไปแล้ว  ผมจึงทิ้งญาติพี่น้องและทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยสร้างมา  ยกให้เขาหมด  ไม่คบหากับใครทั้งนั้น  แล้วตัวเองก็หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้า ทำตัวเป็นอนาคาริก เร่ร่อนไปนอนตามวัดวาอาราม แสวงหาที่ปฏิบัติธรรม  แต่ก็ไม่ได้ดังใจสักแห่ง  ก็เลยรู้ว่าการเป็นฆราวาสหาที่ปฏิบัติธรรมนี้ช่างยากลำบากจริง ๆ   
 
                จนมารู้จักกับสุภาพสตรีท่านหนึ่งที่ศรัทธาในงานเขียน   เขาก็ติดตามสืบข่าวหา จนที่สุดก็ได้พบกัน   เมื่อบอกเขาว่าอยากได้ที่สร้างสำนักสักแห่ง  เขาก็วิ่งเต้นแสวงหาให้   คบกันไปคบกันมา  เห็นมีคนติดสอยห้อยตามเขาราวกับสานุศิษย์   เมื่อสอบถามจึงทราบว่าเขามีเหล็กไหลที่ใช้รักษาโรคได้   และได้มาอย่างพิสดาร   ตั้งแต่ได้เหล็กไหลมาก็พบแต่ความเจริญรุ่งเรือง   เงินทองไหลมาเทมา  นึกอยากจะได้อะไรก็ได้ดังใจหวัง   อยู่ไหน ไปไหน ก็มีคนคอยอุปฐากบำรุงดูแลจนแทบจะเป็นไข่ในหิน
                เหล็กไหลที่เธอครอบครองอยู่เป็นเหล็กไหลหยดน้ำค้างสีปีกแมลงทับ หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกเหล็กไหลโกฏิปี  (ถ่ายรูปไม่ติด จึงไม่มีรูปให้ชม) เป็นเหล็กไหลที่มีอานุภาพรุนแรงพอ ๆ กับของฤาษีนารอด   แต่เทพประจำองค์ท่านไม่ยอมให้ขายเป็นเงินตรา   ก่อนหน้านี้เป็นของชายคนหนึ่งที่บุรีรัมย์  เคยออกรายการทีวีมาแล้ว   
               
อยู่มา  เทพที่ประจำเหล็กไหลมาเข้าฝันเจ้าของว่า หมดวาระที่เองครอบครองข้าแล้ว ข้าต้องไปอยู่กับลูกสาวข้า ชื่อ...อยู่ที่....รูปร่างลักษณะอย่างนี้ ๆ  ให้ไปหาดู    เขาจึงโทร.หาญาติที่อยู่แถวอำเภอโชคชัยไปสืบดูหาคนที่มีชื่อดังกล่าว  จนพบเธอก็เล่าเรื่องให้ฟัง   และเชิญเธอไปพบที่บ้าน เมื่อประมาณเดือน กุมภาพันธ์ 2542  เธอจึงเดินทางไปคนเดียว   เมื่อเจ้าของเหล็กไหลเห็นเธอก็บอกว่า คนนี้แหละที่เขาเห็นในนิมิตที่พ่อให้หาตัว
          ในวันนั้น เธอได้นำไม้ขีดไฟไปห่อใหญ่  ซึ่งมีด้วยกันหลายสิบกลัก   เธอขออนุญาตทดสอบบารมีโดยนำไม้ขีดไปวางทาบกับเหล็กไหล ไม่ถึงนาทีก็นำมาทดลองขีดดู  เป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าไม้ขีดทุกกลักขีดไม่ติดแม้แต่ซีกเดียว 
                เมื่อเธอกลับบ้านจึงโทร.เล่าให้น้องชายที่ทำงานอยู่ท่าอากาศยานดอนเมือง  ประกอบกับน้องชายคนนี้ก็กำลังหาเหล็กไหลให้นายทุนอยู่พอดี  จึงรีบไปพบในไม่กี่วัน  แล้วชักชวนกันไปหาเจ้าของเหล็กไหลพร้อมกับตัวแทนนายทุนที่จะซื้อ   เจ้าของนัดไปดูและทดสอบกันที่กระท่อมกลางนาห่างไกลจากบ้านคนมาก  เพราะไม่ต้องการให้เอิกเกริก   ฝ่ายคนกลางและนายทุนที่จะซื้อได้นำไม้ขีดไปต่างหาก  สตรีที่จะเป็นเจ้าของคนต่อไปก็นำไม้ขีดไปต่างหาก  แล้วตกลงทำสัญญากันว่า  ถ้าทดสอบผ่านทางฝ่ายนายทุนจะวางเงินก่อน 1 ล้านบาทเป็นค่ามัดจำ ที่เหลือจะมาจ่ายทีหลัง   ถ้าทดลองไม่ผ่าน ฝ่ายคนกลางที่นำมาดูจะต้องจ่ายให้ฝ่ายนายทุน 3 หมื่นบาท ค่าเสียเวลา 
                เมื่อเวลาจะทดสอบกัน มีขันห้า ขันแปด พร้อมดอกไม้ธูปเทียน เพื่อเป็นการคารวะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และขออนุญาตท่านก่อน   หลังทำพิธีแล้ว นายจ่อยซึ่งเป็นเจ้าของก็หลบไปอยู่หลังกระท่อม  ปล่อยให้เขาทดสอบกันเอง  แต่มีคนของตัวเองคอยดูแลอยู่ 
เหล็กไหลไม่ใช่สินค้าซื้อขาย
                ไม้ขีดที่ฝ่ายนายทุนทดสอบนั้นไม่ผ่านแม้แต่ซีกเดียว   จากนั้น สุภาพสตรีซึ่งท่านเลือกเป็นเจ้าของจะไปอยู่ด้วยก็ขอทดสอบต่อ   เธออธิษฐานในใจว่า  ลูกทดสอบเพื่อขอชมบารมีอีกครั้ง ไม่ได้หวังจะซื้อจะขายท่าน   แล้วเธอก็วางไม้ขีดทาบ  เพียงไม่ถึงนาทีก็นำไม้ขีดมาขีดดู   ไม้ขีดของเธอขีดไม่ติดแม้แต่ซีกเดียว   สร้างความอัศจรรย์ให้กับทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก  เพราะไม้ขีดเหล่านี้ได้แวะซื้อกันในระหว่างทางที่ผ่านทั้งสิ้น  และซื้อกันคนละร้านก็เห็น ๆ กันอยู่
                การทดสอบในวันนั้น สิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นก็ได้เกิด  นายจ่อยเจ้าของนอนชักดิ้นชักงออยู่หลังกระท่อม  เลือดไหลออกจากปากและจมูก  หน้าซีดเป็นไก่ต้ม  ทุกคนตกใจ  ฝ่ายสุภาพสตรีผู้จะได้เป็นเจ้าของคนต่อไป จึงทำพิธีขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่ออภัยโทษให้แก่นายจ่อยเจ้าของ   นายจ่อยก็มีอาการดีขึ้น  จนลุกขึ้นนั่งสนทนาได้   การทดสอบแบบนี้เกิดขึ้นถึง 9 ครั้งด้วย ต่างที่ต่างวาระ  เพราะนายจ่อยก็อยากได้เงิน  คนกลางก็อยากได้เงิน   แต่ทดสอบทุกครั้งนายจ่อยป่วยเกือบทุกครั้ง   และเสียเงินให้กับฝ่ายนายทุนทุกครั้งตามสัญญา   ครั้งสุดท้ายทราบว่าฝ่ายคนกลางและนายจ่อยแอบนัดหมายกับฝ่ายนายทุนที่กรุงเทพ ฯ  นายจ่อยไปพักที่บ้านคนกลาง  แต่จุดนัดหมายทดสอบเป็นอีกที่หนึ่ง   เมื่อทำพิธีขอขมากันแล้วก็เริ่มทดสอบ       เมื่อเปิดผอบขี้ผึ้งเพื่อนำเหล็กไหลออกมา  เหลือแต่ผอบเปล่า ไม่มีเหล็กไหลอยู่ข้างในนั้น    ทุกคนตกตลึง   นายจ่อยน้ำตาร่วงทีเดียว  เพราะรู้แล้วว่าท่านไม่ยินยอมจริง ๆ  และหนีไปแล้ว   ไปอยู่ไหน   ขากลับบ้าน นายจ่อยนั่งอธิษฐานจิตตลอดเวลาว่า ขอให้องค์พ่อไปรอที่บ้านพักเถิด     พอกลับถึงบ้าน  เหล็กไหลวางอยู่บนพานดอกไม้ที่จัดไว้ที่โต๊ะหมู่บูชา  บ้านคนกลางที่ตัวเองไปนอนพัก     ตั้งแต่นั้นมานายจ่อยก็เลิกทดสอบ  ฝ่ายคนกลางก็เลิกเช่นกัน  เพราะแน่ใจแล้วว่าท่านไม่ยินยอมให้ขายท่านจริง ๆ  ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น   เพราะท่านต้องการไปอยู่กับสุภาพสตรีท่านนี้ แต่ก็หมดเงินไปมากมายแล้ว
         
ครูสุรัชพร ซึ่งเป็นคนสนิทขององค์ญาณเล่าว่า  มีครั้งหนึ่งที่ไปทดสอบเหล็กไหลด้วยกัน  องค์พ่อแทนที่จะลงประทับร่างลุงจ่อย กลับลงมาประทับร่างองค์ญาณ  พูดเป็นภาษาลาว ซึ่งปกติแล้วองค์ญาณพูดภาษาลาวไม่เป็น  ฟังก็ไม่รู้เรื่อง  แต่วันนั้นองค์ญาณพูดภาษาลาวป้อเลย  องค์พ่อว่า  ไอ้จ่อย  มึงไม่ต้องขับไล่ไสส่งกูหรอก  ถึงเวลากูจะไปเอง  กูจะไปอยู่กับลูกสาวกู
                ต่อมานายจ่อยก็นัดหมายให้สุภาพสตรีท่านนี้นำบายศรีไปรับเป็นเจ้าของ   แต่เหล็กไหลก็ยังอยู่ที่นายจ่อย   บางครั้งก็เสด็จมาหาเธอเองบนโต๊ะบูชาที่ทำพานรอรับไว้ที่บ้านสวนโชคชัย 
 
 
เริ่มเป็นองค์ญาณร่างของเทพ
          ตั้งแต่นั้นอาการแปลก ๆ ก็เกิดขึ้นกับตัวเองมากมายหลายเรื่อง  กลายเป็นคนมีหูทิพย์ตาทิพย์  ได้ยินเสียงที่คนทั่วไปไม่ได้ยิน   ได้เห็นภาพภูตผีปีศาจต่าง ๆ  ที่คนอื่นไม่เห็น ตาของเธอกลายเป็นตาทิพย์ที่มองทะลุมิติ  เธออยู่ที่โคราช  สามารถมองเห็นเจ้าของเดิมที่อยู่บุรีรัมย์ว่ากำลังนั่งร่วมวงกินข้าวกัน เมื่อโทร.ไปถามก็เป็นจริงตามนั้น   มองเห็นน้องชายที่อยู่กรุงเทพ ฯ กำลังอยู่กับใคร พูดคุยกับใครอย่างไร ก็รู้เห็นและได้ยินหมด  เมื่อโทร.ไปถามก็ทราบว่าเป็นเรื่องจริงทั้งหมด  หมดเงินค่าโทรศัพท์แต่ละเดือนเป็นหมื่นเพื่อโทร.ถึงคนนั้นคนนี้เพื่อสอบถามในสิ่งที่ตัวเองเห็น  ก็รู้ว่าเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น    พฤติกรรมส่วนตัวก็แปลกเป็นคนละคน   บางครั้งองค์เทพก็เข้ามาสิงร่าง   ทำให้เธอหวาดกลัว ไม่อยากเป็นร่างทรง  จึงหนีไปอยู่ต่างประเทศหลายประเทศ  แต่ก็หนีไม่พ้น เมื่อกลับมาอยู่บ้านท่านก็ทรมานให้เธอเจ็บป่วย  ไม่ยอมให้ไปไหนอีก  เมื่อเธอยอมรับ จึงหายป่วยอย่างถาวร  และกลายเป็นคนแข็งแรง  ไม่เคยเจ็บเคยป่วยเลย  นอกจากนั้นองค์เทพก็ให้เลขติดต่อกันหลายงวด  สานุศิษย์ผู้ใกล้ชิดต่างร่ำรวยไปตาม ๆ กัน  แม้ตัวเธอทรัพย์ไม่เคยขาดมือ มีใช้จ่ายจนมือเติบ  แต่มักนำไปทำบุญและช่วยเหลือคนยากจนและตกทุกข์ได้ยากมากกว่า
          ญาณหูทิพย์ตาทิพย์นี้เกิดจากองค์เทพชั้น ๑๖ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ขององค์พ่อเหล็กไหล  ท่านมาพร้อม ๆ กับเหล็กไหล   แต่เมื่อเหล็กไหลอยู่กับนายจ่อยนั้นองค์พ่อ ๑๖ ไม่เคยลงมา มีแต่องค์พ่อเหล็กไหลซึ่งมีชื่อว่า จิตรา
         
แต่การรับเป็นร่างขององค์พ่อ ๑๖ เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ตั้งแต่ พ.ศ. 2543  เมื่อเริ่มมีญาณต่าง ๆ เกิดขึ้นแล้ว  และองค์พ่อจิตราลงมาบ่อยครั้งแล้ว    จนอยู่มาวันหนึ่ง  มีญาติผู้ชายคนหนึ่งมาชวนไปร่วมงานทรงเจ้าขององค์พ่อฤาษีที่โคราช   จึงได้ชักชวนครูพรไปกัน 2 คน  เมื่อไปก็ไม่ได้เข้าไปร่วมกับเขา  เพียงนั่งเป็นผู้ชมอยู่กับคนทั่ว ๆ ไป  และไม่มีใครรู้จักเธอเลย    วันนั้นมีร่างทรงมาร่วมงานมากกว่า 10 คน   ทุกคนแต่งชุดขาว  เมื่อเทพลงประทับร่างกันทั่วแล้ว  ก็มีร่างทรง 3 คน  ตรงเข้ามาที่สุภาพสตรีท่านนี้  พากันก้มลงกราบ  พูดว่า ขออัญเชิญท่านมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่  ท่านมาจากสวรรค์ชั้น ๑๖  เป็นประธานของเทพทั้งปวง   ขออัญเชิญท่านขึ้นไปเป็นประธานในพิธีนี้ด้วยเถิด 
          สุภาพสตรีท่านนี้ตกใจ    ถามครูพรว่า  ทำไมเขารู้จักเรา  เอาไงดี  แล้วเธอก็กล่าวปฏิเสธว่า เธอไม่มีอะไร  ไม่รู้อะไรเลย  ไม่รู้ไม่เข้าใจขนบธรรมเนียมประเพณีอะไรทั้งนั้น  เพื่อนชวนมาดูก็มา  ไม่ได้เป็นร่างทรงอะไรของใคร   ฝ่ายร่างทรงที่พากันมากราบก็อ้อนวอนว่า   ท่านเป็นร่างของมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่   องค์ท่านอยู่ข้าง ๆ นี่แหละ  ถ้าขึ้นไปท่านก็จะลงประทับร่างทันที     เธอจึงถามครูพรว่าเอาไงดี   ครูพรก็ยุส่งว่า ขึ้นไปเถอะยาย  ลองดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น    
                เมื่อเป็นเช่นนั้นเธอก็เดินตามเขาขึ้นไป (ถูกจูงมือขึ้นไป)   เขาก็พาไปนั่งตำแหน่งประธาน   จากนั้นเธอก็หมดความรู้สึก    ครูพรเล่าว่า   ร่างทุกร่างพากันสวดมนต์   และองค์ญาณก็สวดมนต์กับเขาด้วย  ซึ่งปกติเธอไม่รู้คำสวดอะไรทั้งนั้น นอกจากนะโมตัสสะ    เมื่อสวดมนต์เสร็จ พวกเขาก็พูดคุยกันด้วยภาษาเทพ  ซึ่งฟังเหมือนภาษาแขก   คุยกันได้คุยกันดี   งงไปหมดเลย   องค์ญาณก็คุยภาษาเทพกับเขา   ยิ่งทำให้งงใหญ่  
                เมื่อเสร็จพิธีในวันนั้น  ร่างทรงของปู่ฤาษีผู้เป็นเจ้าของสถานที่  ก็แนะนำให้เธอนำบายศรีไปทำพิธีรับเป็นร่างทรงให้ถูกต้อง  แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเรื่อย ๆ   เธอก็ปรึกษากับครูพร  กับน้องชายคือคุณประมิน ว่าจะทำยังไงดี  เพราะค่าบายศรีและทำพิธีทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท    ทุกคนก็สนับสนุนให้ทำ   จึงทำพิธีรับเป็นร่างขององค์พ่อ ๑๖  ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา   
 
หนีสภาพเป็นร่างทรง
          แต่เธอก็กล้า ๆ กลัว ๆ  ไม่อยากเป็นคนทรง จึงหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ  นำเสื้อผ้าจากไทยไปขายมาเลเซีย  สิงคโปร์ ไต้หวัน  ฮ่องกง  ออสเตรเลีย  นิวซีแลนด์ จนถึงเดนมาร์ค ฝรั่งเศส  สวิสเซอร์แลนด์  เที่ยวไปทั่ว  กลับมาไม่นานเธอก็ไปอีก  เป็นแบบนี้เรื่อยมา   แต่ไม่ว่าเธอจะทำอาชีพอะไรก็ล้วนประสพความสำเร็จ   เงินทองไหลมาเทมาไม่เคยลำบากยากจน  ไปอยู่ไหนก็พบแต่คนชุบอุปถัมภ์  แม้แต่ไปอยู่ออสเตรเลีย ยังไปได้แม่บุญธรรมที่เป็นเศรษฐีคอยอุปถัมภ์ดูแล  ซึ่งก็ล้วนเป็นไปด้วยบุญญาภินิหาริย์อันเกิดจากฤทธิ์ขององค์พ่อ ๑๖ และองค์พ่อจิตรา และองค์พ่อจินดาทั้งสิ้น เพราะไปอยู่ที่ไหนความสามารถของเธอก็เปล่งประกายที่นั่นจนผู้คนให้ความเคารพนับถือ  ส่วนมากเป็นการรักษาอาการป่วยที่แปลกประหลาดที่หมอรักษาไม่หาย   เมื่อเธอทำให้หายได้  เจ้าของไข้จึงรักและนับถืออย่างจริงจัง  เมื่อกลับมาอยู่บ้านไม่นาน  ชาวต่างประเทศที่คิดถึงก็ส่งเงินค่าเดินทางให้ไปเยี่ยมเยือนเขาอยู่เสมอ
องค์ญาณตาส่อน
            ถ้าใครไปพบองค์ญาณ จะเห็นว่าตาของเธอไม่สามัคคีกัน   ที่เขาเรียกว่าตาส่อน   แต่เชื่อมั้ย   องค์ญาณเป็นผู้มีรูปร่างลักษณะที่งดงาม   สมัยเป็นสาวก็ขึ้นเวทีประกวดถึงขั้นเป็นนางงามนพมาศมาแล้ว   เธอก็สวยของเธอเรื่อยมา   จนมาถึง พ.ศ.2547-48  ที่องค์เทพทรมานเธอจนไปไหนไม่ได้   ที่ท่านว่าคลานเหมือนหมา   ตาของเธอก็เริ่มผิดปกติ  จากตากลมโตเหมือนสาวแขก (ผิวพม่านัยน์ตาแขก)   ตาก็เริ่มหยี  และไม่สามัคคีกัน  คนใกล้ชิดเช่น ครูพร  เจ๊เล็ก  และคุณประมิน รู้เรื่องนี้ดี    แต่ในความเป็นคนนัยน์ตาส่อนนั้นก็มีข้อที่พิเศษไม่เหมือนคนอื่น  ตาด้านซ้ายของเธอแทบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร  ส่วนมากมักมองด้วยตาขวา ซึ่งสามารถมองเห็นได้รอบตัวเหมือนตาม้า   แต่ที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นคือ ตาขวาของเธอเป็นตาทิพย์ที่มองทะลุมิติ   ถ้าเธออยากเห็นอะไร เช่นเทวดา ภูติ ผี ปีศาจ  อดีต ปัจจุบัน อนาคต   หรือแม้แต่สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ดิน  หรือแม้เงินในกระเป๋าของคุณมีอยู่กี่บาท   องค์ญาณจะมองเห็นหมด   ด้วยนัยน์ตาข้างขวา   แต่เธอก็กลัวความมีตาทิพย์ของเธอจนไม่กล้าเปิดมิติ  ทั้งนี้เพาะเธอกลัวผี   ผมเย้าเธอว่า   เป็นลูกพ่อเหล็กไหล  อะไรก็ไม่กลัวทั้งนั้น  แต่กลับกลัวผี    เธอว่า ผีมีรูปร่างที่น่าเกลียดน่ากลัว  จึงไม่อยากพบอยากเห็น
                เมื่อผมไปสัมภาษณ์เจ๊เล็ก   องค์พ่อจิตราลงมาคุยกับผม   ผมก็แหย่ท่านว่า พ่อ   ทำให้ตาขององค์ญาณกลับคืนเหมือนคนปกติได้มั๊ย  พ่อจิตราบอกว่า  ขนาดตาส่อนอย่างนี้คนยังหลงกันเต็มบ้านเต็มเมือง   ถ้าตามันสวยคนจะคลั่งมันขนาดไหน    ปล่อยมันไว้อย่างนี้แหละ  พ่อไม่อยากให้มันสวยหรอก  
 
 
แก้วมณีโชติเสด็จมาเองที่พานครู
มาถึง 29  ตุลาคม  2548 นายจ่อยเจ้าของเดิมเสียชีวิต  แก้วมณีโชติจึงเสด็จมาอยู่บนหิ้งบูชาที่บ้านเธอแบบถาวร  และตั้งแต่นั้น  ก็มีเพิ่มขึ้นอีกหลายองค์  เสด็จมาเองก็มี  พระธุดงค์ลี้ลับนำมามอบให้ก็มี  มีเจ้าของเดิมติดต่อให้ไปรับก็มี   แต่เธอไม่เคยคิดขายเหล็กไหลกิน  แม้มีคนมาขอแบ่งบูชาองค์อื่น ๆ ที่มีอยู่   เธอก็บอกว่าไม่หวง  แต่ให้อธิษฐานเสี่ยงบารมีเอาเอง   ถ้าท่านอยากไปอยู่ด้วย เธอก็จะให้บูชา   เมื่อเขาอธิษฐานแล้วจับองค์เหล็กไหล ก็จะเกิดความร้อนเหมือนจับก้อนเหล็กไฟ   ก็ไม่มีใครเคยได้เหล็กไหลไปครอบครอง   แต่เธอก็แบ่งให้สานุศิษฐ์ผู้ใกล้ชิดไปครอบครองเป็นบางคน  แต่อยู่ไม่เกิน 1 ปี ก็กลับมาหาเธอเองทุกองค์  บางองค์เจ้าของเดิมใส่กรอบไว้อย่างดี  ยังทำให้กรอบเปิดออกเอง แล้วหนีไปอยู่บนหิ้งบูชาที่บ้านของเธอ 
 
มีอยู่วันหนึ่ง  องค์ญาณไปธุระที่ตัวจังหวัด  มีหลานสาวเฝ้าบ้านอยู่คนเดียว   เธอก็โทร.หาองค์ญาณ บอกว่า  มัม...รีบกลับบ้านเถอะ   มีคนแก่หนวดเครายาวถึงอก  ใส่ชุดขาว  สะพายย่ามเข้ามาที่บ้าน  บอกว่าทราบว่าบ้านนี้มีเหล็กไหล  อยากมาขอซื้อ  พูดพลางก็ล้วงเงินในย่ามออกมาให้ดูมากมาย   แล้วพูดว่า เรียกเจ้าของเหล็กไหลมาหน่อย     หลานสาวถามว่า  มัมนัดกับใครไว้รึเปล่า
ภาพประกอบเท่านั้น
องค์ญาณพูดว่า  ไม่มีหรอก  ไม่ได้นัดกับใคร  ไม่ต้องการขายให้ใคร  บอกให้เขากลับไป    มัมไม่ขายพ่อกินหรอก   บอกเขาว่าไม่มีเหล็กไหลขายให้ใครหรอก  
เด็กสาวจะหันไปบอกกับชายแก่คนนั้น   เห็นเขาเดินไปทางหลังบ้านซึ่งมีต้นมะขามใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง   แต่มองหาที่ไหนก็ไม่พบ  เขาหายไปอย่างไร้ร่องรอย  
ผมคิดว่า  ชีผ้าขาวท่านนั้นคือองค์พ่อเหล็กไหล (องค์พ่อจิตรา)  จำแลงกายมาทดสอบองค์ญาณ  เมื่อท่านทราบอย่างนี้ท่านจึงรักองค์ญาณขึ้นอีกหลายร้อยเท่าตัว
 
แก้วมณีโชติคือเหล็กไหล
          ความอัศจรรย์ของเหล็กไหลหรือแก้วมณีโชตินั้นน่าพิศวงนัก    บางคืนจะทอแสงประกายเจิดจ้าราวกับแสงหลอดนีออน   ทำให้นึกถึงแก้วมณีโชติในบาลีที่เคยแปลสมัยบวชเรียน  บางครั้งก็หนีไปเที่ยว แล้วกลับมาเอง   แต่กับองค์ญาณแล้ว มันทำให้ผู้หญิงสมัยใหม่ไฮโซที่ไม่เชื่ออะไรเลยต้องมาเป็นองค์ญาณของท่าน   ทำให้เธอมีฤทธิ์อำนาจ   มีญาณรู้จิตรู้ใจคน  รู้อดีตอนาคตของคน  สามารถทำนายทายทักชีวิตคนได้แม่นยำโดยไม่ต้องถามวันเดือนปีเกิด  ไม่ต้องใช้ไพ่  ไม่ต้องดูลายมือ   นั่งดูหน้ากันก็ทำนายกันออกมาจะ ๆ เลยทีเดียว    แต่การมีญาณวิเศษนี้เธอบอกว่ามาจากอำนาจขององค์พ่อ ๑๖  ซึ่งเป็นอาจารย์ของพ่อจิตรา  จักรพรรดิ์เหล็กไหล
 
แมงช้างขององค์พ่อจิตรา
                และที่บ้านสวนนั้น  มีต้นลำใยใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง   เมื่อถึงฤดูหนาว จะมีแมลงชนิดหนึ่งมีปีกสีลายเขียว ชมพู ขาว มีงวงเหมือนช้าง เป็นงวงสีชมพูชูขึ้น ตัวขนาดนิ้วมือ สวยงามยิ่งนัก  แมลงชนิดนี้ไม่เคยพบเห็นที่ไหน  แม้ในหนังสือภาพแมลงต่าง ๆ ก็ไม่เคยปรากฎให้เห็น  พอย่างเข้าฤดูหนาว มันจะพากันมาอาศัยต้นลำใยบ้านสวนขององค์ญาณจำนวนมากบางปีหลายร้อยตัว  บางปีมีเป็นจำนวนพัน  มันจะเดินเรียงกัน ไต่ขึ้นไต่ลงตามกิ่งลำใย  ไม่มีใครเข้าใกล้หรือจับมันได้ยกเว้นองค์ญาณ  ถ้าคนอื่นเข้าไปใกล้มันจะรีบหนีขึ้นบนต้นไม้  เมื่อหมดฤดูหนาวมันก็จะหายหน้าไปจนหมด    มันมาอาศัยตั้งแต่ได้องค์มณีโชติมาอยู่กับบ้าน   องค์พ่อจิตราบอกว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงของท่าน  มันตามท่านมาเอง  
 
ฤทธิ์ขององค์พ่อเหล็กไหล และองค์พ่อ ๑๖
                อิทธิฤทธิ์อิทธิเดชขององค์พ่อจิตรานั้นน่าเกรงขามนัก  คราวหนึ่งเธอโกรธอะไรไม่รู้  ไม่รู้จะหาทางระงับโกรธอย่างไร  ยกนิ้วชี้ต้นกระถินณรงค์ต้นขนาดขาที่อยู่ในบ้าน  กล่าวด้วยความโกรธว่า มึงล้มเดี๋ยวนี้ ๆ ๆ   ทันใดนั้นต้นไม้นั้นก็ล้มให้เห็นต่อหน้าต่อตา  ทำให้เธอและเจ๊เล็กตกตะลึงกับเหตุการณ์นั้น  จึงรู้ฤทธิ์ของเหล็กไหลดี    มีพยานเห็นเหตุการณ์นี้ด้วยคือเจ๊เล็ก
 
ต้นกระถินที่โค่นต้นนั้นแหละ  
                อยู่มาวันหนึ่ง  มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งขับมอเตอร์ไซด์ส่งเสียงรบกวนชาวบ้าน แล่นเข้าแล่นออกฉวัดเฉวียน เสียงก็ดังจนแสบแก้วหู  เธอโกรธเลยลุกขึ้นมายืนชี้   มึงล้มเดี๋ยวนี้   ขอให้เลื้อยเป็นงูเลย          เด็กหนุ่มคนนั้นก็ไม่สามารถประครองมอเตอร์ไซด์ไว้ได้   จนล้มได้รับบาดเจ็บมาก  ตั้งแต่นั้นก็หายซ่า
          ท่านสามารถคุ้มครองป้องกันลูกหลานที่เคารพนับถือท่านได้ตลอดเวลา   เด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเป็นหลานชายขององค์ญาณ อยู่ด้วยกันที่บ้านสวน  องค์ญาณรักเหมือนลูกชาย  แต่ตามปกติของวัยรุ่นมักชอบเที่ยว  และมีศัตรูอยู่เสมอเมื่อวัยรุ่นด้วยกันหมั่นไส้    คืนวันหนึ่งจึงมีกลุ่มวัยรุ่นถือดาบมาดักฟันหลานชายที่ต้นแขน  แต่คมดาบหาระคายผิวไม่  หลานชายคว้าได้ท่อนไม้ก็ไล่ตีจนแตกกระเจิงหลบหนีไปได้  
                อยู่มาวันหนึ่ง  องค์ญาณชวนหลานชายไปซื้อของที่ตลาด  ขณะที่เธอเดินซื้อของ  ก็ได้ยินเสียงหลานชายร้องเสียงหลง  เธอหันไปเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งชกต่อยหลานชายจนเลือดกลบปาก และจมูก   เธอทิ้งของเดินรี่เข้าไปจับเด็กหนุ่มคนนั้นตบผวัวะ ๆ ๆ ทั้งตบทั้งเตะจนเด็กหนุ่มคนนั้นล้มลุกคลุกคลาน   เลือดกลบปาก  ฟันหักไปหลายซี่   เด็กหนุ่มคนนั้นเป็นลูกเศรษฐีผู้มีอิทธิพล ร่ำรวยหลายร้อยล้านอยู่แถวนั้น  เธอยืนชี้หน้าว่า ฉันรู้ว่าเธอเป็นลูกหลานใคร   แต่เธอรู้มั้ยว่าฉันคือใคร   อย่ากำแหงว่าพ่อแม่รวย  ฉันทำให้ฉิบหายเมื่อไหร่ก็ได้  ไปบอกโคตรเง่าของมึงมาเลย  เดี๋ยวกูจะสั่งสอนเอง   มีลูกมีหลานปล่อยให้ระรานชาวบ้านแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน   รีบไปนะ เดี๋ยวกูเอาตายนะ  เด็กหนุ่มคนนั้นรีบขึ้นรถเก๋งคันแพงขับหนีไปอย่างรวดเร็ว   และไม่เคยกล้ำกรายกลับมาเอาเรื่องอีกเลย
                 พ.ศ.2547  น้องเติ๊ก  หรือเด็กชายปรัชญา  ลูกชายคนเล็กขององค์ญาณ  เรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 3  โรงเรียนศรีนภาอนุบาล  ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อของอำเภอโชคชัย   วันหนึ่งในปลายปีนั้น  ทางโรงเรียนได้ทำการคัดเลือกนักกีฬาวิ่งแข่งขัน   แต่น้องเติ๊กได้แค่ตัวสำรอง     พอถึงวันแข่งขัน น้องเติ๊กก็ไปกราบองค์พ่อที่บัลลังก์  พูดว่า  องค์พ่อ  เติ๊กอยากลงวิ่งแข่งกีฬากับเขา  แต่เขาให้เป็นเพียงตัวสำรอง   ทำอย่างไรเติ๊กจึงจะได้ลงแข่งกับเขา   องค์ญาณมองเห็นเหตุการณ์นั้น  จึงบอกน้องเติ๊กว่า  ลูกเอ๊ย  ให้ใส่ชุดกีฬาไปเลยนะ เติ๊กต้องได้ลงวิ่งแข่งกับเขาแน่นอน    ว่าแล้วองค์ญาณก็ไปจุดธูปกราบองค์พ่อขอพรให้หลาน    น้องเติ๊กได้ยินก็ดีใจ  ใส่ชุดกางเกงดำเสื้อแดง ไปโรงเรียนในวันนั้น
                พอถึงเวลาแข่งขันก็มีเหตุให้เป็นไป   นักกีฬาตัวจริงที่จะต้องลงวิ่งก็เกิดหน้ามืดเป็นลมล้มลง  ทางครูอาจารย์เห็นเช่นนั้น ก็ตัดสินใจส่งตัวสำรองลง  จึงเรียกน้องเติ๊กให้ลงแข่งกับเขา     และน้องเติ๊กก็คว้ารางวัลชนะเลิศในการวิ่งคราวนั้นเสียด้วย
          ครูสุรัชพร ศรีโพธิ์  สอนอยู่โรงเรียนบ้านท่าลาดขาว  ต.ท่าลาดขาว อ.โชคชัย  ซึ่งเป็นคนสนิทของสุภาพสตรีท่านนี้ ได้ร่วมเหตุการณ์ต่าง ๆ มาด้วยกันตั้งแต่ต้น  และมีความเคารพนับถือสุภาพสตรีท่านนี้และองค์พ่อเหล็กไหลมากที่สุด  จนหวาดกลัวก็ว่าได้   ได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า  อยู่มาวันหนึ่ง ก่อนวันลอยกระทงปี 2548  เกิดเหตุการณ์แตกตื่นในโรงเรียน ครูพรเป็นครูเวร  ได้ยินเสียงเด็กนักเรียนหญิงพากันร้องวี๊ด ๆ   เมื่อเธอออกมาดูก็พบว่า มีนักเรียนหญิงชั้นประถมปีที่ ๕ คนหนึ่งนอนหลับใหลไม่ได้สติ  ชีพจรอ่อนล้ามากแล้ว  ทางครูอาจารย์ก็พากันปฐมพยาบาลก็ไม่ได้สติ  จึงพาไปศูนย์อนามัย   แล้วเรียกผู้ปกครองมาพบ  ฝ่ายผู้ปกครองจึงบอกว่า เด็กเป็นแบบนี้มาครั้งหนึ่ง เพราะผีจะเอาตัวมันไป ทำพิธีแล้วจึงหาย  ฉันจะนำกลับบ้าน เดี๋ยวจะเรียกอาจารย์มาทำพิธีให้                       คุณครูสุรัชพรบอกว่าอย่าเพิ่งนะ  ขอเวลาสักครู่   ครูจึงกดโทรศัพท์หาองค์ญาณคือสุภาพสตรีที่ครอบครองเหล็กไหล  เพราะได้เห็นฤทธิ์เห็นเดชมามากแล้ว ท่านน่าจะช่วยได้  ขณะนั้นองค์ญาณกำลังไปสระผมที่ร้าน  เมื่อรับโทรศัพท์แล้วเธอจึงบอกว่า  ก่อนอื่นให้นำเด็กออกจากขื่อก่อน เพราะเด็กนอนอยู่ใต้ขื่อ  ซึ่งก็เป็นจริง  องค์ญาณถามว่าเด็กคนนี้มีรูปร่างขาวโปร่ง หน้าตาสวยงามใช่มั้ย  ทางครูพรก็บอกว่าใช่  องค์ญาณจึงแนะนำว่าให้นำเด็ก  หรือญาติของเด็กก็ได้มาหาองค์พ่อที่ตำหนัก  เดี๋ยวจะกลับแล้ว  
                เมื่อครูพรและญาติ ๆ พากันไปถึงตำหนัก องค์ญาณก็แต่งชุดขาวรอท่า  เมื่อพร้อมหน้ากันแล้วพ่อ ๑๖ ก็ลงประทับร่าง  บอกว่า เด็กคนนี้ถูกผีประคำช้างหมายปอง เขาจะเอาไปอยู่ด้วย  ให้นำดอกไม้ธูปเทียน พร้อมด้วยกล้วย อ้อย  ไปทำพิธีที่ฝั่งน้ำลำพระเพลิง   เมื่อเด็กหายดีแล้วให้นำบายศรีมาถวายองค์พ่อ  เด็กก็จะปลอดภัย ไม่เป็นอะไรอีกเลย   แต่ตอนนี้เด็กลุกขึ้นได้แล้ว กำลังหิวข้าว ขอกินก๋วยเตี๋ยว   ทางญาติฟังแล้วเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง  จึงกดโทรศัพท์ไปถาม  ก็ทราบว่าเด็กลุกขึ้นมาขอกินก๋วยเตี๋ยวจริง ๆ  สร้างความพิศวงงงงวยให้กับญาติเป็นอย่างมาก 
 ต่อมาผู้ปกครองก็นำบายศรีไปถวายองค์พ่อที่ตำหนักบ้านสวน เดี๋ยวนี้เด็กหญิงคนนี้เรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ ๖ โรงเรียนบ้านท่าลาดขาว ชื่อน้องบิว หรือพัชราภรณ์   เดชพร 
พ่อเบรคหน่อย ๆ
          คุณครูชมชิด  ชื่อเล่นว่าโทน  สอนอยู่โรงเรียนเดียวกันกับครูสุรัชพร  มีความเคารพเลื่อมใสองค์พ่อมาก จึงนำบายศรีไปถวายเป็นสานุศิษย์    อยู่มาวันหนึ่ง ครูชมชิดไปถอยรถเก๋งมือสองออกมาขับ  แต่ยังอยู่ระหว่างฝึกหัด  เกียร์ไหนเป็นเกียร์ไหนก็ยังงงอยู่   วันหนึ่งองค์ญาณไปนั่งอยู่ร้านอาหารของครูสุรัชพร  ความที่ชอบร้องเพลง เธอก็นั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะอาหาร  ร้องเพลงไปตบโต๊ะเป็นจังหวะไปด้วย   ร้องไปร้องมาก็ตะโกนขึ้นว่า  ตายแล้ว ๆ โทน ตายแล้ว    พ่อเบรคหน่อยพ่อ ๆ    แล้วเธอก็ร้องเพลงตบโต๊ะต่อไป    ครูสุรัชพรรีบวิ่งมา เห็นเธอร้องเพลงอยู่คนเดียวก็ถามว่า   ยาย..มีอะไรหรือ    องค์ญาณว่า ก็ป้าโทนนะสิ ขับรถจะพุ่งชนกำแพงอยู่แล้ว  จึงร้องให้พ่อช่วยเบรคไว้   ไม่เป็นไรหรอก  แล้วเธอก็นั่งร้องเพลงตบโต๊ะต่อไปอีก
                เวลาผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง  ครูชมชิดก็โผล่มาที่ร้านครูสุรัชพรด้วยสีหน้าตื่นตะหนก   เล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น  บอกว่าฉันงงไปหมด นึกจะเหยียบเบรคก็ไปเหยียบคันเร่ง  แต่ไม่รู้ไง อยู่ ๆ รถมันก็หยุดกึกก่อนที่จะพุ่งชนกำแพงบ้าน   องค์ญาณและครูพรได้ฟังก็หัวเราะ   ครูพรจึงเล่าเรื่ององค์ญาณให้ฟัง   วันต่อมาครูชมชิดก็ไปตำหนัก  นำดอกไม้ธูปเทียนไปถวายองค์พ่อ  ท่านลงมาประทับร่างองค์ญาณ  บอกว่าลูกเอ๊ย รถที่เองซื้อมาขับนั้นมันไม่เหมาะสมหรอก  มันจะทำให้ชีวิตเองมีแต่เสื่อม  ขายเสียนะ พ่อจะให้เงินก้อนหนึ่ง  เองซื้อที่หมายเลขทะเบียนนั่นแหละ    งวดนั้นครูชมชิดจึงซื้อบนดิน ถูกเลขท้าย 3 ตัวตรง ๆ  ได้มา 8 หมื่นบาท  เธอก็ขายรถคันนั้นไปในราคาที่เหมือนให้เปล่า  ขาดทุนเท่าไรไม่ว่ากัน 
          อาจจะมีผู้สงสัยว่า  องค์พ่อ ๑๖ บอกให้ซื้อเลขนั้น แล้วทำไมมันออกเลขนั้น    โปรดทราบว่า  องค์พ่อ ๑๖ ก็คือพระโสฬส   ผู้ที่อยู่ในวงการ  ไม่ว่าพระสงฆ์องค์เจ้า  หรือฆราวาสที่เชี่ยวในวิทยายุทธเวทยาคม  ต่างก็รู้กันว่า วิชาโสฬสนั้นใคร ๆ ก็ปราถรนาจะเรียนและบรรลุถึง   ถ้าบรรลุวิชาโสฬสแล้ว  เรื่องตัวเลขหวย  กำถั่วกำโป  ลูกเต๋า  จะมองทะลุหมด   นี่คืออิทธิฤทธิ์ขององค์พ่อ ๑๖    แต่ก็มีอีกประการหนึ่ง   องค์พ่อเหล็กไหลคือองค์พ่อจิตรา ท่านเป็นหัวหน้าเทพ   ดังนั้นเทพที่เป็นหัวหน้ากองสลากก็เป็นลูกน้องของท่าน   ท่านสั่งอย่างไรก็ได้อย่างนั้น   แต่ท่านก็ไม่ได้ใช้อำนาจตามอำเภอใจ   เพราะกฏเกณฑ์ของวิบากกรรม  กฎเกณฑ์ของสวรรค์และฟ้าดินยังมีอยู่  
 
พูดได้ทุกภาษาในโลกนี้
                ผมเคยไปกราบพระอาจารย์เกษม ผู้มีหูทิพย์ตาทิพย์  มองเห็นเทวดาและภูตผีปีศาจเหมือนเราเห็นด้วยตาปกติ   ท่านจึงมีความรอบรู้เรื่องเทวดาแต่ละชั้นดี    ผมเรียนถามท่านว่า  อาจารย์ครับ   เทวดาชั้นไหนขึ้นไปที่เข้าใจภาษามนุษย์ทุกภาษา  และสามารถพูดภาษาในโลกนี้ได้ทุกภาษา    พระอาจารย์เกษมตอบว่า  เทวดาตั้งแต่ชั้นจตุมหาราชิกาขึ้นไป  รู้เข้าใจและพูดภาษาได้ทั้งโลก     เรื่องนี้กลับเป็นเรื่องจริง  เมื่อผมได้มาฟังเรื่องขององค์ญาณและองค์พ่อ ๑๖  และองค์พ่อจิตรา    ครูพรเล่าว่า   ครั้งแรกที่องค์พ่อจิตราลงประทับร่างขององค์ญาณนั้นเกิดขึ้นที่บุรีรัมย์   ก่อนที่จะได้ครอบครองเหล็กไหลอย่างเป็นทางการ    คือโดยปกติท่านจะลงประทับร่างนายจ่อย   แต่วันนั้นท่านลงร่างองค์ญาณ  พูดเป็นภาษาลาวไม่ผิดเพี้ยน  ซึ่งปกติองค์ญาณแม้แต่ฟังภาษาลาวอีสานยังไม่เข้าใจ  อย่าพูดถึงการพูดเลย   
                และเมื่อวันที่  26  มกราคม ที่ผ่านมา  มีคนจากสุโขทัยพากันมาหลายคน  มีคนหนึ่งเจ้าตัวเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร  จึงมากราบองค์พ่อ            ท่านบอกว่าเจ้าแม่กวนอิมอยากประทับร่างเพื่อสร้างบารมี   แล้วท่านก็เรียกวิญญาณเจ้าแม่กวนอิมให้ลงประทับร่างนั้น    เมื่อเจ้าแม่กวนอิมลงเต็มที่แล้วก็พูดภาษาจีน   องค์พ่อ ๑๖  ก็พูดภาษาจีนกับเขาป้อทีเดียว   แต่ไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองท่านคุยกันด้วยเรื่องอะไร      เมื่อเจ้าแม่ออกแล้ว องค์พ่อบอกว่า อีกปีหนึ่งให้มาขึ้นบายศรีรับเป็นร่างของเจ้าแม่กวนอิม 
                เมื่อวันที่ ๒  กุมภาพันธ์  เป็นวันดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของเหล็กไหล   ทำพิธีกลางแจ้งในเวลาเที่ยงคืน  ก่อนที่องค์พ่อ ๑๖ จะลงประทับร่างเพื่อเป็นประธานจัดพิธี  ก็มีเทพประจำเหล็กไหลองค์หนึ่งชิงลงประทับร่าง  ชื่อทองดำ  ท่านมาแจ้งให้ทราบว่าท่านจะมาอยู่ด้วยในเร็ว ๆ นี้   แต่ท่านพูดภาษาเขมรปนไทย    เมื่อวันดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์เดือนก่อนก็เคยลงมา  แต่พูดภาษาเขมรล้วน  ไม่มีใครเข้าใจสักคน    แต่องค์ญาณนั้นรู้แต่ภาษาไทยกลาง  ฟังลาวยังไม่เข้าใจ 
                องค์พ่อจิตราลงมาประทับร่างองค์ญาณ  บอกว่าจะมีเหล็กไหลมาขออยู่ด้วยอีก 3 องค์  เป็นเหล็กไหลดำ 2 องค์  เหล็กไหลขาว 1 องค์  แต่เหล็กไหลขาวเป็นตัวเมียชื่อสำลี  ท่านว่าตัวเมียมันไม่มีฤทธิ์อำนาจอะไรมาก  ปล่อยมันอยู่ตามประสาของมันไปก่อน  แต่ไอ้ทองดำมันเก่ง จะเอามันมาอยู่ช่วยงาน
 
คืนชีวิตให้มด
                ขณะที่เขียนต้นฉบับนี้  ครูสุรัชพรโทร.มา บอกว่า พี่หมอ  มีเรื่องอัศจรรย์จะเล่าให้ฟัง    เมื่อบ่ายวันนี้  มีมดไต่ขึ้นไปกัดคอองค์ญาณ  แกนึกว่าหมัดจึงจับขยี้แล้วเอามาวางไว้บนโต๊ะ  ถามว่า พี่พรดูสิ มดหรือหมัด  หนูเห็นเป็นมด  ถูกขยี้จนแทบจะไม่เป็นตัวอยู่แล้วจึงบอกว่า มดจ๊ะ   องค์ญาณตกใจ  โอ้...นึกว่าหมัด  สงสารมันจัง   มดจ๋า  ขอโทษนะ ฉันไม่รู้ว่าเองเป็นมด   องค์พ่อจ๋า ช่วยให้มดมันฟื้นหน่อยสิจ๊ะ  ว่าแล้วเธอก็เป่าไปที่มด  บอกว่าฟื้นนะ ๆ    ทันใดนั้นมดตัวนั้นก็ค่อย ๆ กลับคืนเป็นรูปร่างมดเหมือนเดิม แล้วลุกขึ้นเดินไปเหมือนปกติ   หนูขนลุกหมดเลยค่ะ 
 
รักษาสุนัขขาลากให้เดินได้ปกติในไม่กี่นาที
          ดต.บันลือศักดิ์  เกรียวกระโทก  เป็นสานุศิษย์ที่ใกล้ชิดคนหนึ่งขององค์พ่อ   เวลาองค์ญาณจะไปไหน ก็มักได้ ดต.บันลือศักดิ์นี่แหละขับรถไปส่ง  (ถ้าแกว่าง)    ดต.บันลือศักดิ์มีชื่อเล่นว่า ดาบใบ  ดูรูปก็รู้ว่าเป็นเจ้าพ่อมีอิทธิพลคนหนึ่งของโชคชัย  แต่เดี๋ยวนี้เลิกเป็นแล้ว  คงเป็นดาบใบคนดีและซื่อสัตย์ขององค์พ่อ ๑๖ และองค์พ่อจิตรา   นายดาบมีประสพการณ์ที่ประทับใจเกี่ยวกับองค์พ่อเช่นเดียวกัน
          ช่วงไหนไม่ได้เข้าเวร มีเวลาว่าง ๆ  พี่ดาบใบชอบไปนั่งจิบเบียร์อยู่ใต้ต้นไม้ในบ้านสวนขององค์ญาณ  เพราะมีความเคารพนับถือองค์ญาณและองค์พ่อเป็นอย่างสูง    อยู่มาวันหนึ่ง พี่ดาบนั่งจิบเบียร์อยู่ ก็มีสุนัขตัวหนึ่งเดินลากขาผ่านหน้าบ้านองค์ญาณ  มีลักษณะเหมือนหมาหลังหัก  เดินได้เฉพาะ 2 ขาหน้า  จึงลาก 2 ขาหลังไปอย่างทุลักทุเล   องค์ญาณเห็นจึงเรียกให้มันหยุด  ว่า  เองมานี่  ข้าจะรักษาให้เองเดินได้ปกตินะ   มันก็หยุดอย่างว่าง่าย   องค์ญาณนั่งลงข้าง ๆ มัน  ยกมือประนมระลึกถึงองค์พ่อ ๑๖ และองค์พ่อจิตรา   ขอบารมีท่านรักษาสุนัขตัวนี้ให้หาย ณ บัดนี้เถิด  แล้วเธอก็เป่าพรวด ๆ ไปที่สุนัข  พลางนวดแข้งนวดเอวให้มัน   จากนั้นพูดว่า   มึงหายเดี๋ยวนี้   เดินได้เดี๋ยวนี้     พี่ดาบเล่าว่า เหมือนดูหนังนะครับหมอ   ผมไม่อยากเชื่อสายตาเลย   ไอ้หมาตัวนั้นหายจากขาลากเดี๋ยวนั้นเลย  มันเดินได้เหมือนไม่เคยเจ็บป่วยมาก่อน  ผมขนลุกเลยครับ
                เมื่อราวต้นเดือนมกราคม   สานุศิษย์คนหนึ่งขององค์พ่ออยู่ลพบุรี  จะถวายพระพุทธรูปให้องค์พ่อ  ทางองค์ญาณจึงชวนพี่ดาบขับรถไปส่ง ชวนครูสุรัชพรไปด้วย  และนัดหมายให้ผมไปดักรอที่ปากช่อง   เมื่อไปถึงลพบุรี สานุศิษย์องค์พ่อชื่อคุณธนะศักดิ์ ทำงานอยู่ที่ดินอำเภอโคกเจริญ  ลพบุรี ได้นำพระพุทธรูปมาถวาย 2 องค์  จากนั้นได้พาไปกินข้าวที่ร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งในเมืองลพบุรี    กินข้าวเสร็จแล้วเราก็เดินออกมา  มีชายหนุ่มผิวขาว ลักษณะดีนั่งอยู่โต๊ะอาหารไม่ไกลกันนัก เดินตรงมาที่พี่ดาบใบ ยกมือไหว้ทักทาย  ผมนึกว่าเขารู้จักกัน   แต่เขาเอ่ยว่า  ขอโทษครับพี่  ผมอยากทราบว่าพี่ห้อยพระอะไร  ผมเห็นแสงพุ่งออกมาจากองค์พระที่พี่ห้อยอยู่  ชมหน่อยได้มั้ยครับ    พี่ดาบก็ยืนให้เขาเอามือมาจับพลิกดูไปมา   ถามว่าอะไรนี่  ไม่ใช่พระนี่พี่
                พี่ดาบว่า เป็นธาตุกายสิทธิ์นะครับ     แกถามว่า  พี่ได้มาจากไหน    พี่ดาบว่าได้มาจากองค์ญาณนี่ไง  ชี้ไปที่องค์ญาณ   เขาก็สนใจมาก  แต่ไม่มีเวลาพูดคุยกันนัก  เขาก็ขอโทรศัพท์องค์ญาณ  และโทร.สอบถามรายละเอียดกันทีหลัง     ผมจึงขอดูสิ่งที่พี่ดาบใส่กรอบห้อยคออยู่  เป็นหินดำเลื่อมมะเมื่อมตะปุ่มตะป่ำ เรียกว่าเหล็กไหลงอก  หรือโคตรเหล็กไหล  ผมถามองค์ญาณว่าได้มายังไง  องค์ญาณบอกว่า  มันมาวางอยู่ที่พานครูนั่นเอง  องค์พ่อนำมา  จึงมอบให้พี่ดาบไว้ป้องกันตัว
 
 
พ่อแหวกหน่อย
                พี่ดาบใบเล่าว่า  เมื่อเดือนที่ผ่านมา  ผมกับญาติ พาฝรั่งซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานเขย ไปเที่ยวปราสาทหินพนมรุ้งที่บุรีรัมย์    วันนั้นฝรั่งเป็นคนขับรถ  พอไปถึงช่วงหนึ่ง ก็ขับแซงรถพ่วง 2-3 คันติดกัน   พอถึงระหว่างกลางยังไม่ทันพ้น   อีกฟากหนึ่งก็มีรถพ่วงวิ่งสวนตามกันมาอีก 2 คัน  รถเราอยู่ระหว่างกลาง ต้องถูกเบียดยับเยินแน่ ๆ   พี่ดาบใบเอามือจับธาตุกายสิทธิ์ ในใจก็คิดว่า  พ่อแหวกหน่อย  ๆ  ๆ  ๆ    ก็เกิดปาฏิหาริย์ที่หาคำตอบไม่ได้   รถโตโยต้าคันใหญ่กึ่งรถเก๋งกึ่งรถตู้ สามารถวิ่งอยู่ตรงกลางรถพ่วงคันใหญ่จนหลุดผ่านไปได้     มองดูเจ้าฝรั่งมันเซ่อแดกจนพูดไม่ออกไปประมาณ 15 ก.ม.  มองดูคนที่นั่งด้านหลังอีก 3 คน  หน้าซีดขาวเหมือนคนทาแป้ง   หัวใจของทุกคนแทบหยุดเต้นทีเดียว   ผ่านไปตั้งนานจึงเริ่มพูดคุยกันได้   ไอ้ 3 คนที่นั่งด้านหลังบอกว่า ต่อไปไม่นั่งรถที่ฝรั่งขับแล้ว   ส่วนเจ้าฝรั่งก็พูดว่า  เราผ่านมาได้อย่างไร 
          ต่อมาไม่นาน  องค์พ่อเหล็กไหลลงมาประทับร่างองค์ญาณ  ขณะนั้นพี่ดาบใบนั่งเฝ้าอยู่ด้วย  ท่านเย้าว่า
ไอ้หมูตอน  มึงให้กูแหวก  กูก็ช่วยแหวก จนสีข้างร้อนราวกับไฟลน  ไม่เห็นมึงซื้อเหล้ามาให้กูดื่มมั่ง
 
เรียกเด็กหายกลับคืนในหนึ่งชั่วโมง
          ครูพรเล่าเรื่องสลับฉากอีกว่า  น้องเม็ค กับน้องแมน  เป็นลูกชายของคุณประมิน   เมื่อวันอาสาฬหบูชา ปี 2548  คุณประมินเดินทางจากกรุงเทพ ฯ มาทำพิธีอาบน้ำวันพระจันทร์เพ็ญให้องค์พ่อเหล็กไหลที่บ้านสวน   เมื่อมาถึงบ้านสวน  มีคนที่บ้านโทร.มาว่าน้องเม็คกับน้องแมนหายตัวไป   คุณประมินก็บอกให้เขาไปหาที่ร้านคอมพิวเตอร์  เพราะลูกชายสองคนนี้ชอบเล่นเกมส์   เขาไปดูแล้วไม่พบ จึงโทร.มาบอก  คุณประมินก็ร้อนตัว  ตอนนั้นวุ่นวายไปหมด ทั้งคุณประมิน ทั้งป้า และองค์ญาณ ๆ จึงไปใส่ชุดขาวมานั่ง  องค์พ่อลงประทับร่าง  บอกว่าเด็กทั้งสองถูกเขาโขมยไป   เดี๋ยวพ่อตามกลับมาเอง  แล้วพ่อก็ร้องบอกว่า  มึงนำลูกกูมาคืนเดี๋ยวนี้  ถ้าไม่คืนมึงตาย  แล้วท่านก็บอกว่าเขาจะพามันไปขายนะสิ   ไม่ต้องตกใจ เดี๋ยวมันก็พาไปคืนที่บ้าน
                แต่คุณประมินร้อนรนมาก  อยากกลับกรุงเทพ ฯ เสียตอนนั้น  แต่พ่อทัดทานไว้   ผ่านไปอีกราวชั่วโมงกว่า ทางกรุงเทพ ฯ ก็โทร.กลับมาว่าเขาเอาเด็กมาส่งคืนแล้ว   ทางพ่อจึงขอพูดกับเด็ก  ได้ความว่า มีคนขับมอเตอร์ไซด์มาหลอก ว่าจะพาไปทำงานด้วย เพราะเห็นเด็กทั้งสองเก่งคอมพิวเตอร์   แต่เมื่อเขาขับมอเตอร์ไซด์ไปพบตำรวจจึงนำกลับมาส่งที่บ้าน  
 
เอามอเตอร์ไซด์คืน
                ขณะที่ผมนั่งเขียนต้นฉบับนี้ พี่ดาบใบโทร.มาเล่าเรื่องให้ทราบว่า  ไม่กี่วันมานี้ มีเพื่อนตำรวจที่เชียงใหม่โทร.มาแจ้งให้ทราบว่า  รถมอเตอร์ไซด์ที่จอดอยู่ใต้ถุนแฟลตตำรวจ 7 ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย    พี่ดาบทราบดังนั้นจึงยกมือไหว้ระลึกถึงองค์พ่อ ๑๖ และพ่อจิตรา พ่อจินดา   อธิษฐานว่า พ่อช่วยให้พวกโขมยนำรถมาคืนให้ด้วยเถิด   จากนั้นแกก็เดินทางไปเชียงใหม่   ก็พบว่ารถของแกถูกนำไปจอดใต้ถุนแฟลต 8 แต่หมายเลขทะเบียนและบังโคนรถถูกเปลี่ยนไป  แต่หมายเลขรถตรงกัน        พวกเพื่อนตำรวจถามด้วยความแปลกใจว่ามันเป็นไปได้ยังไงไอ้เพื่อน   คนที่อยู่ที่นี่ รถมอเตอร์ไซด์หายมาเป็นสิบคันแล้วไม่มีใครเคยได้กลับคืน แต่ของนายกลับได้คืน  นายมีของดีอะไร   พี่ดาบว่า กูมีองค์พ่อโว้ย  องค์พ่อของกูศักดิ์สิทธิ์    พวกเพื่อน ๆ ก็ถาม ว่า องค์อะไรของมึง    พี่ดาบไม่บอก
 
 
สัมภาษณ์เจ๊เล็ก
                สุภาพสตรีอีกท่านหนึ่งที่มีความสนิทชิดใกล้กับองค์ญาณมาก ๆ  จนองค์ญาณนับถือเป็นพี่สาวและเป็นแม่คนที่สอง  คือเจ๊เล็ก หรือคุณสถาพร ศรีหิรัญรัตน์    เจ้าของร้านเงินไหลมาราชาวีดิโอ  อยู่ใกล้ ๆ กับสี่แยกโชคชัย   ผู้เขียนได้รู้จักกับองค์ญาณผู้ถือครองเหล็กไหลโกฏิปีก็เพราะเจ๊เล็กนี่แหละที่เป็นสื่อนำพาให้มาพบกัน   เพราะเจ๊เล็กขายนิตยสารทุกประเภท  อยู่ว่าง ๆ ก็นั่งอ่านหนังสือ  จนรู้จักหมอเมือง  ก็เลยชวนองค์ญาณมารู้จักกับหมอเมืองด้วย
                อยู่มาวันหนึ่ง ผมโทร.นัดองค์ญาณเพื่อสัมภาษณ์เรื่ององค์พ่อเหล็กไหล หรือพ่อจิตรา  องค์ญาณก็นัดหมายให้พบกันที่บ้านเจ๊เล็ก  องค์ญาณอยู่ในชุดกางเกงและเสื้อสีดำ ไปรอรับผมที่สี่แยก พาไปบ้านเจ๊เล็ก  เมื่อผมคุยกับเจ๊เล็ก องค์ญาณบอกว่ารู้สึกเพลีย ง่วง  ขอตัวนอนสักครู่นะคะ  คุยกันตามสบายนะ     เธอก็เอนตัวนอนบนตั่งข้าง ๆ นั่นเอง
                เจ๊ครับ   รู้จักองค์ญาณมาหลายปีแล้วหรือ   ผมยิงคำถาม    เจ๊ตอบว่า  ตั้งแต่ พ.ศ.2546 “  ผมถามว่า เพราะเหตุใดจึงมารู้จักกัน    เจ๊ตอบว่า ฉันถูกจับข้อหาจำหน่ายซีดีเถื่อน  ละเมิดลิขสิทธิ์  ฉันไม่รู้จะหันหน้าไปหาใคร  พ่อเด็กก็ตายไปหลายปี ฉันก็ทำมาหาเลี้ยงลูกอยู่คนเดียว    พอดีน้องสาวบอกว่ามีคนช่วยได้ เป็นเพื่อนของเขาเอง    เขาจึงพาฉันไปรู้จักองค์ญาณ  ๆ จึงวิ่งเต้นช่วยเหลือฉันจนหลุดคดี   ช่วงนั้นฉันไม่รู้หรอกว่าแกมีของดี หรือเป็นร่างขององค์ไหน    เพราะแกปกปิดตัวเอง  คนแถวนี้ไม่มีใครรู้จัก  แกเก็บตัวราวกับแม่มด  และชอบเที่ยวไปอยู่ประเทศนั้นประเทศนี้  กลับมาว็อบ ๆ แว็บ ๆแล้ว แกก็ไปอีก    มาทราบเอาภายหลังว่าแกหลบหนีจากการเป็นร่างทรงขององค์พ่อ   ฉันมาสนิทตอนที่แกกลับมาล้มป่วย เพราะพ่อไม่ยอมให้ไปไหน  ป่วยจนคลานสี่ขา  ฉันก็เทียวดูแลเอาใจใส่  ฉันจึงรักเหมือนน้องสาวจริง ๆ
          “ตั้งแต่รู้จักกับองค์ญาณ    ได้พบกับเหตุอัศจรรย์บ่อยมั้ยครับ  ?  ผมถาม
                หลานชายของฉันนะ  มีอยู่วันหนึ่ง  ฉันจุดธูปอยู่ชั้นล่าง  แกก็รู้ว่าฉันจุดธูปบูชาพ่อเหล็กไหล   แกอยู่ข้างบนได้กลิ่นธูปจึงตะโกนลงมาว่า  ป้า  ถ้าปู่เหล็กไหลแน่จริง ขอให้ควันธูปที่ป้าจุดจงเป็นลำลอยขึ้นมาในห้องให้เห็นหน่อยสิ   แค่นั้นแหละคุณเอ๋ย  สักครู่แกวิ่งลงมาด้วยความตื่นเต้น บอกว่า ป้า ๆ ๆ  ผมเชื่อแล้วว่าปู่เหล็กไหลเก่งจริง ๆ   ดูสิ  ควันธูปลอยเป็นลำขึ้นไปถึงในห้องเลย  ตั้งแต่นั้นไอ้หลานคนนี้ก็เคารพนับถือพ่อปู่จริง ๆ   ไปขึ้นบายศรีมอบตัวเป็นศิษย์   แกไปไหนก็ระลึกนึกถึงปู่เสมอ   คราวหนึ่งไปเที่ยวพัทยา  นั่งรถสองแถวแดง   วางกระเป๋าไว้ข้าง ๆ  พอลงจากรถกลับลืม   กว่าจะรู้ตัวรถก็ผ่านไปไกลแล้ว  จึงตะโกนว่า พ่อช่วยด้วย ๆ    แล้วแกก็รีบเรียกมอเตอร์ไซด์ติดตามไป   ไปพบรถสองแถวคันนั้นจอดรออยู่ข้างทาง  เจ้าของรถถือกระเป๋ารออยู่  แกถึงยอมรับว่าพ่อแน่จริง ๆ 
          มีอยู่คราวหนึ่ง  ฉันซื้อหัวว่านซึ่งมีลักษณะเหมือนหัวหอม  คนขายมันเอาต้นที่งอกใบและดอกให้ดูด้วย ฉันเห็นดอกมันสวยจึงซื้อไว้   พอองค์ญาณมาที่บ้านฉันจึงมอบให้ไป  เขาก็ชวนฉันไปบ้าน  ให้ฉันเอาหัวว่านลงกระถาง  แล้วเขาก็เอาน้ำทิพย์ขององค์พ่อมารด  แล้วตบที่ข้างกระถางว่า  ถ้าองค์พ่อเก่งจริงขอให้ว่านนี้งอกใบและดอกให้เห็นในวันพรุ่งนี้เช้า    ฉันได้ยินก็ขำ ๆ นะ  ไม่เชื่อว่ามันจะเป็นเรื่องจริง    พอเช้าวันรุ่งขึ้นองค์ญาณก็โทร.เรียกฉันว่า เจ๊..มาดูความอัศจรรย์เร็ว  ต้นว่านมีดอกให้เห็นแล้ว   ฉันก็รีบไปดู  คุณเอ๋ย มันเหลือเชื่อ  ดอกสีแดงบานเป็นกรวยแตรสวยงาม  พร้อมก้านดอกยาวเกือบคืบ  แถมมีใบให้ดูอีก   มันเป็นเรื่องอัศจรรย์เหลือเชื่อ  ฉันจึงยอมรับว่าพ่อวิเศษจริง ๆ 
          อีกคราวหนึ่ง  ฉันอยู่กับองค์ญาณที่บ้านสวน   แกโกรธอะไรของแกไม่รู้  ยกนิ้วชี้ต้นกระถินนรงค์ ต้นใหญ่ขนาดต้นเสา   แกพูดว่า มึงล้มเดี๋ยวนี้นะ  ๆ  ๆ   ทันใดนั้นต้นกระถินต้นนั้นก็โค่นแบบถอนรากถอนโคนคล้ายถูกพายุใหญ่   ฉันตกใจยืนตาค้าง   คิดว่า นี่ฉันอยู่กับแม่มดหรือไง    และเวลาล้มก็ไม่ได้ล้มไปทางบ้านเขาด้วยนะ  ไม่มีอะไรเสียหายเลย
          หมอ   รู้มั้ยว่าก่อนที่หมอจะมาพบองค์ญาณ  พ่อลงมาประทับร่างองค์ญาณ บอกว่า อีผีเขื่อนตา  มึงรอดูนะ อีกเดือนกว่า ๆ  อีคำก้อนจะได้พบกับคู่บุญของมัน   มันเคยเป็นศิษย์ข้า   เคยนั่งภาวนาแข่งกันใต้ต้นพิกุล ว่าใครจะบรรลุก่อนกัน  แล้วมันก็แข็งเป็นหินด้วยกันทั้งคู่  (แข็งเป็นหินคือแข็งทื่อ  เอาเข็มแทงยังไม่เข้าเลย  เป็นการบรรลุฌานระดับสูง)  มันมาคราวนี้มันจะมาชักนำกันสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่  ข้าจะช่วยมัน“  (เหตุการณ์ที่ท่านเล่าจะผ่านมากี่แสนกี่ล้านปีก็ไม่รู้ได้  เพราะถามท่านแล้ว  ท่านบอกว่ามันนานจนนับไม่ได้ )
                พอเจ๊เล็กเล่าถึงตอนนี้   องค์ญาณก็ลุกขึ้นนั่ง  สายตาแข็งกร้าว  หัวเราะลั่นด้วยความพอใจ  พูดว่า  เออ..ข้ามาแล้ว  อีผีเขื่อนตา  มึงพูดถูก  มันมาหากันเหมือนกูว่ามั้ย  แล้วท่านก็หันมาพูดกับผมว่า  ไงไอ้เทวดา  มึงมันมีบุญบารมีมากมายนัก  เป็นเทวดาเดินดิน  มีอะไรก็ทอดทิ้งหมด  ไม่อาลัยยินดีกับอะไร   มึงมันเหมือนคนบ้า  แต่ก็บ้าดี  กูชอบวะ  อีผีเขื่อนตา  หาบุหรี่มาให้ข้าสูบ  ผมเป็นคนสูบบุหรี่อยู่แล้ว จึงควักบุหรี่จุดถวาย  ท่านรับไปสูบพ่นควันโขมง  พูดว่า ไอ้เทวดา  เองอยากรู้อะไรเองถามข้า  ไปถามอีคำก้อนมันไม่รู้เรื่องหรอก  อีผีเขื่อนตามันก็ไม่รู้   ข้ามาแล้วให้ถามข้า   เองรู้มั้ย  อีคำก้อนมันก็กลัวว่าข้าจะลงมาคุยกับเองมันถึงใส่ชุดแดง  มันรู้ว่าพ่อไม่ชอบชุดแดง (พ่อจิตราเรียกสีดำเป็นสีแดง)   แต่กันข้าได้มั้ย  ข้าอยากมาก็มา  อยากไปก็ไป มีใครห้ามข้าได้  ไม่ต้องอัญเชิญข้าก็มา
                ไอ้เทวดา  เองรู้ตัวมั้ย  เองไปอยู่ไหนมันก็ร้อนรุ่ม อยู่ไม่เป็นที่เป็นทาง  ไปอยู่ที่ไหนคอมพิวเตอร์ของเองเสียแล้วเสียอีก  หอบเข้าร้านซ่อมเขาก็บอกว่าไม่เป็นไร  กลับที่อยู่มันก็ใช้ไม่ได้  เองรู้มั้ย   ท่านถามพร้อมกับหัวเราะด้วยความชอบใจ   ผมจึงรู้ว่าถูกท่านติดตามมานานแล้ว  และท่านกลั่นแกล้งผมเล่น ทำให้ผมต้องย้ายไปเรื่อย ๆ จนมาพบกับองค์ญาณ   ท่านหมายมั่นปั้นมือที่จะให้ผมกับองค์ญาณช่วยกันสร้างบุญกุศลร่วมกัน  และให้องค์ญาณช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ตามที่ท่านต้องการ      ท่านอยากให้องค์ญาณฝึกสมาธิภาวนา  เพื่อจะได้เพิ่มพลังจิตให้แกร่งกล้า และรับสื่อจากท่านได้ดีกว่านี้ แต่ท่านสอนองค์ญาณไม่ทำตามสักอย่าง  ท่านจึงว่า อีคำก้อนมันดื้อ  (คำก้อนเป็นชื่อองค์ญาณในชาติก่อน  พ่อจิตรายังเรียกชื่อนั้น  แต่ชื่อองค์ญาณ เป็นถ้อยคำที่องค์พ่อ ๑๖ เป็นผู้เรียกขาน) ผมว่า ผมก็แนะนำเหมือนกันนะครับพ่อ   ท่านว่า  ข้ารู้ว่าเองแนะนำ  แต่เห็นมันทำตามอยู่ 2 ครั้ง  มันเอาหัวใจพุทธองค์(เหล็กไหล) มาตั้งวางบนขี้ผึ้งก็นั่งดู  ดูไปมันก็ยิ้ม  แล้วก็ไม่เห็นมันทำต่อ
                ผมถามว่า ผมเข้าใจว่า  ถ้าองค์ญาณเพ่งมององค์เหล็กไหลจนบรรลุถึงฌานสมาบัติ จะสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้   มันจะจริงเหมือนที่ผมคิดมั้ยครับพ่อ   ท่านตอบว่า จริง  สมัยโบราณเขาก็ทำกันอย่างนี้   ผมถามว่า งั้นเรื่องวิทยาธรที่เหาะเหินเดินอากาศที่เล่าไว้ในพระไตรปิฎกก็มีจริงสิครับพ่อ   ท่านรับว่า จริง   แต่คำว่าวิทยาธรนั้นหมายถึงพวกครุฑ  พวกกินนร กินรี  พวกนี้มีปีก เดินดินก็ได้ เหาะเหินบนอากาศก็ได้   พวกนี้ชอบเรียนเวทมนต์คาถา มีอาคมขลังมาก  จึงมีฤทธิ์มาก 
          ความจริงผมพูดคุยซักถามองค์พ่อจิตรามากมายหลายเรื่อง  แต่นำมาเล่าให้ทราบเท่านี้  บางเรื่องก็เขียนเล่าไปแล้วและจะเล่าผสมผเสกันไปในเนื้อเรื่อง
 
องค์เทพจิตรา จักรพรรดิ์เหล็กไหล
                องค์พ่อจิตรา เป็นหัวหน้าเทพยดาชั้นจตุมหาราชิกา ซึ่งนับตั้งแต่เทวดาชั้นภูมเทวดาขึ้นไปจนถึง ชั้น ๑๔  ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับท่าน  ท่านเป็นทั้งเทพและอมนุษย์  คือกึ่งยักษ์กึ่งเทพ  เช่นเดียวกับท้าวเวสสุวรรณ  แต่ท้าวเวสสุวรรณท่านปกครองพวกยักษ์และภูตผีปีศาจทั้งปวง รวมถึงสัตว์นรก  ซึ่งในตำแหน่งผู้ควบคุมสัตว์นรกเรียกท่านว่า ท้าวยมบาล”  ภาษาบาลีเรียกว่า ท้าวกุเวร ผมไม่ได้ว่าเอาเองนะครับ  องค์พ่อจิตราเป็นผู้บอกผมในเรื่องนี้    แต่ผมกลับลืมถามท่านว่า  ในภาษาบาลีนั้นองค์ท่านมีชื่อว่าอะไร  รู้แต่ว่าท่านมีอำนาจเหนือเทพดาทั้งปวง  และเป็นจักรพรรดิ์ครอบครองดูแลเหล็กไหลทั้งโลก   ดังนั้นท่านจึงไม่กลัวว่าไอ้มนุษย์ผู้ทรงอาคมมหาอาคมหน้าไหนจะใช้วิชามาเรียกเหล็กไหลของท่านไปได้   ถ้าคนไหนขืนทำ มันจะกระอักเลือดตายในพิธีกรรมที่มันกำลังดำเนินอยู่  (พ่อจิตราเรียกเหล็กไหลว่า หัวใจพุทธองค์ )
                ความที่องค์พ่อจิตรา เป็นทั้งเทพและอมนุษย์  ท่านจึงมีนิสัยนักเลง  พูดจาเสียงดังฟังชัด  ตรงไปตรงมา  ไม่เกรงใจใคร  เอง ๆ ข้า ๆ กู ๆ มึง ๆ  แล้วแต่อารมณ์ของท่าน   ถ้าพอใจท่านก็ชื่นชมเสียนักหนา  ถ้าไม่พอใจท่านก็ด่าไม่ไว้หน้า  กระถางธูปทองเหลืองหนาและหนัก ท่านจับขึ้นมาเตะปลิวไปเหมือนลูกฟุตบอล  แต่แข้งองค์ญาณที่ท่านอาศัยประทับอยู่ไม่เห็นหักหรือชอกช้ำ เมื่อท่านลงมาจะเรียกหาบุหรี่  สูบมวนต่อมวน   เรียกหาสุรามาดื่มติดต่อกัน 2-3 ขวด เคี้ยวหมากตุ้ย ๆ   เมื่อออกแล้วไม่เห็นว่าองค์ญาณจะมีอาการเมาแม้แต่น้อยนิด  แต่ท่านนิยมดื่มสุราต่างประเทศราคาแพงที่ศิษยานุศิษย์พากันซื้อมาถวาย     แต่ถึงแม้วาจาท่าทางของท่านจะดุดัน  ใครได้คุยกับท่านกลับชอบใจ ทั้งรัก เคารพ และเกรงกลัว....  เพราะท่านให้ได้ทั้งคุณและโทษ  
                 แต่ผู้ที่ทำให้ท่านโกรธที่สุดคือผู้ที่รังแกลูกสาวท่านคือองค์ญาณ   ท่านเล่นถึงตายทีเดียว   เท่าที่ทราบ มีฆราวาสจอมขมังเวทย์กระอักเลือดตายไปแล้ว 1 คน   คนห่มเหลืองเป็นบ้าไป 1 คน  และกำลังเป็นผีเดินได้ใกล้จะตายอีก 2 คน  โทษฐานส่งคุณไสยใส่ลูกสาวท่าน    ดังนั้นใคร ๆ  ที่อ่านเรื่องนี้แล้วจะไปลองดีกับท่าน หรือไปรังแกองค์ญาณ โปรดระวัง  อย่าหาว่าสันยาสีไม่เตือน
          การได้มาเป็นสานุศิษย์ขององค์พ่อ ๑๖  ขององค์พ่อเหล็กไหล   ถ้าจะว่ามีโชคก็ถือว่าเป็นโชคใหญ่   แต่ถ้าจะว่าเป็นเคราะห์ก็ต้องถือว่าเป็นเคราะห์ใหญ่เช่นกัน  
                ถ้าใครได้มาขึ้นบายศรีเป็นลูกศิษย์  หรือไม่ได้ขึ้นบายศรี  แต่ได้รับการช่วยเหลือปัดเป่าจากท่านจนมีชีวิตที่ดีขึ้น  ได้รับการแก้ปัญหาให้ดีขึ้น   ท่านก็ถือว่าผู้นั้นเป็นสานุศิษย์ของท่าน   ถ้าคนผู้นั้นเคารพรักองค์พ่อ ๑๖ เคารพรักท่านและองค์ญาณอย่างจริงจังและจริงใจ  และตั้งใจประกอบแต่คุณงามความดี   ชีวิตของเขาก็จะประสบแต่ความเจริญรุ่งโรจน์  และจะไม่มีภัยอันตรายใด ๆ มากล้ำกลาย  เมื่อประสพเหตุที่ติดขัด หรือมีอันตรายเฉพาะหน้า  แค่ระลึกถึงท่านและองค์พ่อ ๑๖ ขอความช่วยเหลือ  เหตุร้ายใด ๆ  ก็ได้รับการปัดเป่าทันท่วงที   นี้คือโชคใหญ่
·                                     แต่ถ้าคนผู้นั้นไม่ซื่อสัตย์ต่อองค์พ่อ ๑๖  ต่อองค์พ่อจิตราก็ดี  ไม่ซื่อสัตย์ต่อองค์ญาณก็ดี  ประพฤติตนไม่เหมาะสม  มีการกระทำใด ๆ  เช่นทำร้าย หรือกล่าววาจาให้ร้ายต่อผู้มีพระคุณ  ต่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่เคยชุบอุปถัมภ์ตนเองมา   หรือกล่าววาจาให้ร้ายต่อผู้ทรงคุณงามความดี ทรงศีลทรงธรรม   มันผู้นั้นจะได้รับเคราะห์ร้ายอย่างใหญ่หลวง  จะได้รับการลงโทษสั่งสอนจากองค์พ่อเหล็กไหล  เริ่มแรกอาจตักเตือนด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง  เช่นอยู่เฉย ๆ ก็พลัดตกบันได  อยู่เฉย ๆ ก็หกล้มเคล็ดขัดยอก ถลอกปอกเปิก  บางคนอาจหนักถึงขั้นหน้าแตกก็มี    ถ้าผู้นั้นยังไม่รู้สึกตัว  ยังประพฤติชั่วช้าอยู่  เขาจะได้รับการตักเตือนที่หนักขึ้นไปอีก   บางคนถึงขั้นเข้าห้องไอซียู   เมื่อรู้สึกตัวว่าผิด  ให้คนไปบอกกล่าวกับองค์ญาณหรือองค์พ่อที่ตำหนัก  ทำฑัณฑ์บนไว้ว่าถ้าหายจะไปกราบขอขมาที่ตำหนัก  และจะเลิกเป็นคนชั่ว   อาการป่วยของเขาจะหายอย่างรวดเร็ว   เมื่อหายต้องไปกล่าวขอขมา  และสาบานตนว่าจะไม่ประพฤติเช่นนั้นอีก     แต่ถ้ากล่าววาจาสาบานตนแล้วยังกระทำชั่วอยู่   รับรองว่าต้องตายใน 3 เดือน  หรือเป็นง่อยเปี้ยเสียขา  พูดจาไม่เป็นผู้เป็นคน   ไม่มียกเว้น   เพราะพ่อเหล็กไหลไม่อยากให้สานุศิษย์ของท่านเป็นคนหนักโลก  นี่คือเคราะห์ใหญ่ของผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าใครไม่เชื่อก็ลองสอบถามเจ๊เล็กและครูพรดูได้   ท่าน 2 คนนี้กลัวพ่อเหล็กไหลและองค์ญาณเป็นที่สุด
 
 
 
องค์พ่อจินดา
          เหล็กไหลเงินยวงอีกองค์มีเทพประจำชื่อจินดา องค์นี้ผู้ที่นำมามอบให้คือพระธุดงค์รูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาว ผมขาว  ให้แล้วก็หายวับไปกับตา  เมื่อผมสอบถามองค์เทพจิตรา ท่านบอกว่าคือหลวงปู่ใหญ่  ที่คนทั่วไปรู้จักในนาม หลวงปู่เทพโลกอุดร  แต่องค์พ่อจินดาท่านไม่ชอบแสดงบทบาท   นาน ๆ ครั้งท่านจะลงมาสนทนากับลูกศิษย์สักครั้ง   ท่านชอบทำงานอยู่เบื้องหลังมากกว่า    ส่วนมากองค์ญาณจะอัญเชิญท่านติดตัวไปรักษาคนป่วยนอกสถานที่   พร้อมกับเหล็กไหลชนิดแคปซูลองค์เล็ก ๆ   ซึ่งพ่อจิตราบอกว่าเก่งรองจากท่าน   ซึ่งองค์เล็กนี้เคยทำให้สานุศิษย์ตื่นตามาแล้ว  เพราะเกาะไต่ออกจากพานครูมาตั้งไข่เด้งหน้าเด้งหลังให้ดูเป็นที่ประจักตาแก่สานุศิษย์  5-6 คน    และมีอยู่คราวหนึ่ง  มีคนห่มเหลืองคนหนึ่งนำวัตถุธาตุคล้ายเหล็กไหลมาฝากไว้ที่พานครูเพื่อขอให้องค์พ่อแผ่บารมี    แต่เหล็กไหลองค์เล็กชนิดแคปซูล ขนออกมาทิ้งไว้นอกพานครู  ทำเอาสานุศิษย์หัวเราะด้วยความขบขัน 
                เรื่องคนห่มผ้าเหลือง  จะเป็นพระจริงหรือแค่อยู่ในรูปแบบลวงคน  ลวงคนได้  แต่ลวงเทวดาไม่ได้  ท่านรู้หมดว่าใครดีใครชั่ว   บางคนอาจซื้อหน้านิตยสารโฆษณาตัวเองจนมีชื่อเสียงก้องแผ่นดิน   แต่เทวดาท่านสั่นหัว   ท่านเรียกไอ้ ทีเดียวนะครับ ทำเป็นเล่นไป    แต่บางคน ถึงแม้จะไม่ห่มเหลือง ไม่ห่มขาว  ไม่มีรูปแบบใด ๆ ให้คนสนใจ  ถ้าดีจริง ๆ ท่านก็รับรอง  ชื่นชม   และสนับสนุน  ดังนั้น  การนับถือคนจึงควรมีปัญญากำกับเสมอ   อย่าเป็นคนโง่งมให้เขาหลอกลวง  มันเสียเหลี่ยม  อย่าเชื่อรูปแบบ  คนขี้โกงมันจะสวมเครื่องแบบลวงเรา
          การอ่านหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารต่าง ๆ  ควรทำใจให้เป็นกลาง  อ่านแล้วพินิจพิเคราะห์ดู  เพราะพระสงฆ์องค์เจ้าส่วนมากที่ลงปกหนังสือ ล้วนเสียค่าโฆษณาตัวเอง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์  ถึงจะเป็นรูปแบบฤาษี ชีผ้าขาว  ชาวบ้านผู้ทรงอาคมก็แล้วแต่   ส่วนมากคนเหล่านี้เรียนวิชาไสยเวทดำ   ให้ทั้งคุณและโทษ   ถ้ามีใครเข้าไปหา ตัวเองพอใจ  เขาจะทำคุณไสยใส่คนนั้นให้ลุ่มหลงเสียเอง  บางคนสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะเอาเงินทองมาบำรุงบำเรอคน ๆ นั้น    ใครว่าอย่างไรก็ไม่ฟัง   บางคนถึงกับบ้านแตกสาแหรกขาด     คนห่มเหลืองบางคน  จอมขมังเวทบางคน ถึงขั้นฆ่าสามีหรือภรรยาของเขาให้ตายด้วยภูตผีที่ตัวเองเลี้ยงไว้  เพื่อแย่งคู่รักของเขา    คนที่มาหาองค์พ่อ ๑๖ และองค์พ่อเหล็กไหลมีจำนวนมากที่โดนแบบนี้  ท่านต้องช่วยถอนของให้    และท่านจะเล่าความจริงให้ฟังทั้งหมดโดยที่ผู้ไปหาไม่ต้องเอ่ยปากเล่า
          บางครอบครัว พ่อ แม่ ลูก กลายเป็นศัตรูกัน  มาหาองค์พ่อก็ถมึงทึงใส่กัน  แต่พอท่านถอนของและอบรมแล้วก็กลายเป็นรักกัน  จูงมือกันลงตำหนักด้วยอาการยิ้มแย้มแจ่มใส   
          ผมท่องอยู่ในยุทธจักรดงขมิ้นมานาน   แม้สึกหาลาเพศออกมาก็ไม่ได้ทิ้งวงการ เพราะต้องเขียนเรื่องเกี่ยวข้อง  ต้องไปหาพระหาเจ้าที่มีคนบอกกล่าว   ผมพบว่า  พระบางองค์(คนห่มเหลือง) เต็มไปด้วยมารยาสาไถย เจ้าเล่ห์   ประจบประแจง   บางคนตัวเองอายุเพียง 30-40  แต่ใช้คำพูดแทนตัวเองว่าหลวงพ่อ  หลวงปู่  แถมออกตัวว่า เขาเรียกกันนะ  อาตมาไม่ได้บอกให้เขาเรียก   ก็ทำไมไม่บอกเขาเล่าว่า เรียกอย่างนี้ไม่ดีนะ  ไม่ชอบ   แต่ที่เห็นมากับตา  ญาติโยมที่มาหาอายุคราวพ่อคราวแม่ กลับเรียกเขาว่าลูกอย่างนั้นลูกอย่างนี้  เรียกตัวเองว่าหลวงปู่ หลวงพ่อ  เห็นแล้วคลื่นไส้อยากอาเจียน    มองสายตาก็รู้ว่าเจ้าเล่ห์  บอกตัวเองเป็นพระนักปฏิบัติ  อยู่วัดป่าวัดดอย  อยู่อย่างสงบ  หวังหลุดหวังพ้น   แต่พอไปวัดเห็นเป็นโฆษกถือไมค์โฆษณาอวดคุณวิเศษของตนเอง  โฆษณาขายวัตถุมงคลเสียเอง   แต่คนไทยก็อัปปรีย์จัญไร สติปัญญาน้อย   ช่างดูไม่ออกมองไม่เห็นว่าอะไรเป็นอะไร   พวกเราพากันสนับสนุนมหาโจรปล้นพระศาสนา  อย่าหวังว่าทรัพย์สินที่ให้ทานกับคนพวกนี้จะเกิดกุศลผลบุญ  เพราะมันเป็นเสบียงให้มหาโจรปล้นพระศาสนา
                 บางคนอายุแค่สามสิบ เรียกตัวเองว่าหลวงปู่   มีการบอกว่าเข้านิโรธสมาบัติเท่านั้นวันเท่านี้วัน   เพื่อหลอกให้ญาติโยมมาทำบุญกับตัวเอง    ผู้ที่เข้านิโรธสมาบัติได้มีแต่พระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา และบรรลุถึงฌาน ๘ ถ้าอย่างหลวงปู่เกษม เขมโก  หลวงปู่พรหมา วัดพระบาตรตากผ้า  หลวงปู่มั่น  ก็เชื่อได้ว่าท่านสามารถเข้านิโรธสมาบัติจริง   ถ้าเป็นพระยุคนี้  ก็เห็นมีแต่พระอาจารย์เกษม  อาจิณณสีโล  วัดสามแยก น้ำหนาว  นอกนั้นยังมองไม่พบว่าใครจะบรรลุธรรมชั้นสูงจนถึงขั้นนั่งเข้านิโรธสมาบัติได้     แต่พระอาจารย์เกษม ก็ดี  หลวงปู่ครูบาอาจารย์ที่บรรลุธรรมขั้นสูงก็ดี  ไม่เคยได้ยินได้ฟังท่านเล่าว่าท่านเข้านิโรธสมาบัติ    ถึงแม้ท่านจะเคย หรือจะทำ  ท่านก็ไม่มาประกาศให้ใครรู้ 
                การอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตัวเอง นี่แหละคือปาราชิก   เป็นอาบัติหนักที่สุด   หนึ่งในสี่ข้อของปาราชิก  เพราะมันคือการหลอกลวง  มันคือสิบแปดมงกุฏ  ชาวบ้านหลอกลวงก็ไม่น่าคบอยู่แล้ว  แล้วคนห่มเหลืองหลอกลวงมันจะไม่ยิ่งไปกว่าหรือ  
                 พึงรู้ไว้ว่า  คนจริงของจริงเขาไม่อวดกัน   ที่อวดกันโครม ๆ  ๆ ล้วนของปลอมทั้งนั้น   แต่คนไทยนับถือพระนับถือเจ้า  ได้ฟังคนใส่ชุดเหลืองชุดกลักพูดแล้วเชื่อหมด    ทำไมไม่คิดว่าไอ้พวกนี้มันก็มาจากลูกชาวบ้าน   มันเป็นเทวดาเหาะมาจากฟากฟ้าเสียเมื่อไร  อยากด่าก็ด่าได้ ไม่บาป   เทวดาทั้งหลายท่านก็เบื่อหน่ายเอือมระอา  เขาก็นินทากันอยู่ในหมู่เทวดา  ว่าคนไหนมันอุตริอย่างไร   คนไหนมีลูกมีเมียกี่คน   ลับหลังคนมันทำอัปรีย์จัญไรอย่างไร   มันยกหูชูหางอย่างไร  เอาของไปทำบุญกับคนพวกนี้  เอาข้าวให้หมาในบ้านกินยังได้บุญกว่า 
          คนห่มเหลืองอีกพวกหนึ่งที่ต้องระวัง คือพวกตุ๊ด หรือพวกกะเทยที่เข้ามาอาศัยผ้าเหลืองหากิน   พวกนี้ระยำหมามาก ๆ  ให้สังเกตดูเถอะ   พระตุ๊ดพระกระเทยล้วนเป็นนักโกหกหลอกลวงทั้งนั้น   ที่สวมลูกประคำ ห่มผ้าสีกลัก  ลองสังเกตให้ดี ๆ  เป็นพระตุ๊ดเสียส่วนมาก   บางคนเป็นทั้งเกย์คิง และเกย์ควีน  เลี้ยงเด็กหนุ่ม ๆ ไว้บำรุงบำเรอตัวเอง    แต่เผลอ ๆ  ก็เอาสาวมานอนด้วยเช่นกัน  เชื่อคนบวชนานเถอะน่า   ให้ใช้สติปัญญาและสายตาที่เฉียบแหลม  อย่าหลับหูหลับตาเชื่อ   แต่อย่าไปมองพระทุกองค์เป็นอย่างนั้นนะครับ   พระที่เรียนมาก ๆ มักไม่ค่อยมีปัญหา   เวลาผ้าเหลืองร้อน หรือทำผิดพลาด เขาก็รีบสึกหาลาเพศออกไป  ไม่มาหลอกให้คนไหว้อยู่หรอก   ถึงจะมีอยู่บ้างก็ไม่มากนัก   แต่แปลก  พวกตุ๊ด  มันจะเรียนมากขนาดไหน  เป็นมหาเปรียญ  เป็นพระครู  เป็นเจ้าคุณ  หน้ามันก็หนาทุกคน  เชื่อไม่ได้  อยู่ให้ไกล ๆ เลย  
                คนห่มเหลืองบางคน  เป็นลูกชาวบ้านนอกคอกนา ไม่มีตระกูลรุนชาติ   พอห่มผ้าเหลืองก็เอาลูกประคำมาสวมคอ  ทำตัวเป็นพระเมืองเหนือทั้ง ๆ ที่เป็นชาวอีสาน  แล้วสถาปนาตัวเองเป็นครูบาเจ้า   อยากทราบว่าพ่อแม่มันเป็นลูกเจ้าท่านหลานเธอมาแต่ชาติปางไหน จึงให้คนเรียกตัวเองว่าครูบาเจ้า    ผู้ที่สามารถเรียกตัวเองเป็นครูบาเจ้าได้มีองค์เดียวคือ หลวงปู่ครูบาเจ้าเกษม เขมโก   แต่ท่านไม่ได้เรียกตัวเอง  ชาวบ้านเป็นผู้เรียก เพราะท่านเป็นลูกเจ้า     แม้ท่านครูบาสมจิต  วัดสะแล่ง อำเภอลอง จังหวัดแพร่   พ่อของท่านเป็นลูกเจ้าเมืองลอง   ตัวท่านเป็นหลานเจ้าเมืองลอง  ไม่เคยได้ยินท่านเรียกตัวเอง หรือให้คนอื่นเรียกตัวท่านเองว่าครูบาเจ้า
                วันที่องค์พ่อจิตราลงมาคุยกับผมต่อหน้าเจ๊เล็ก   ท่านบอกว่า  พระเมืองแพร่ที่พวกเองชวนกันไปกราบนั้นเป็นพระดีนะ  พ่อรับรอง  (คือท่านครูบาสมจิต  วัดสะแล่ง  อำเภอลอง  จังหวัดแพร่) 
 
 
องค์พระสรรพสัตตาบดี หรือ องค์เทพศักดิ์พระศาสตราบดี
          ความที่องค์พ่อจิตรา ให้ทั้งคุณและโทษ   เมื่อบทใจดีก็ดีเสียจนเกินธรรมดา   ถ้าบทจะให้โทษก็รุนแรงถึงตาย  องค์พระโสฬส  หรือองค์พ่อ ๑๖  ผู้เป็นพระอาจารย์ที่พ่อจิตราเคารพนับถือจึงต้องลงมากำกับ คอยช่วยชี้นำทาง  คราใดที่องค์พ่อจิตรากำลังโกรธใครหัวฟัดหัวเหวี่ยง  จนเสียศูนย์  องค์พระโสฬส  ซึ่งมีพระนามว่า องค์สรรพสัตตาบดีซึ่งมีความหมายว่าผู้เป็นใหญ่กวาสรรพสัตว์ทั้งปวง  หรืออีกพระนามหนึ่งคือ องค์เทพศักดิ์พระศาสตราบดี  แปลว่า ผู้เป็นใหญ่เหนือศาสตราวุธทั้งปวง   ซึ่งเป็นพระอาจารย์จะลงมาประทับร่างองค์ญาณ  คอยสั่งสอน ชี้นำ ช่วยเหลือมวลมนุษย์  ด้วยใบหน้าที่อิ่มเอิบ ผุดผ่อง สดใส  วาจาเยือกเย็นหวานนุ่ม  ถ้อยคำพร่ำสอนเต็มไปด้วยเหตุและผล พูดจาต่อเนื่องกันด้วยภาษาราบเรียบ   และเมื่อถึงคราวอวยพรท่านจะพูดภาษาเทพสลับกับภาษามนุษย์   ซึ่งภาษาเทพที่ท่านพูดนั้น จะว่าบาลีก็ไม่ใช่  จะว่าภาษาแขกก็ไม่แน่ใจ เพราะผมไม่ใช่แขก จึงฟังไม่รู้  แต่ผมเป็นมหาเปรียญ รู้ภาษาบาลี  
                ลักษณะขององค์สรรพสัตตาบดีนั้น คล้ายพระอริยเจ้ามาก  ท่านนิ่ง หน้าตาผุดผ่องสวยงาม วางมือบนเข่าทั้ง 2 ข้าง หรือ วางประสานท่าสมาธิบ้าง  ท่านแย้มแต่พองาม ไม่เคยหัวเราะสักครั้งเดียว    ซึ่งแตกต่างจากองค์พ่อจิตรา  เมื่อลงมาก็หัวเราะลั่นด้วยความชอบใจก่อนที่จะทักทายปราศัยกับผู้คน 
                องค์พ่อสรรพสัตตาบดี หรือองค์พ่อ ๑๖  เป็นพรหมอยู่ชั้นสุทธาวาส   ซึ่งเป็นพรหมชั้นสูงสุด  ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีก   ท่านบรรลุเป็นพระอนาคามี  แล้วจะบำเพ็ญเป็นพระอรหันต์บรรลุนิพพานในชั้นที่ ๑๖  คือชั้นสุทธาวาสนั่นเอง   ท่านไม่ให้โทษใคร    ใครชั่วช้าสารเลวอย่างไรท่านก็ให้อภัย   ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามวิบากกรรมของผู้นั้น  ท่านไม่เคยกล่าววาจาให้ใครเสียหาย  แต่ถ้าผู้ใดมีกรรมเบาบางพอจะช่วยเหลือให้หลุดจากบ่วงกรรมนั้น หรือผ่อนหนักเป็นเบา องค์พ่อ ๑๖ จะช่วยเต็มที่  จึงมักมีผู้มาให้ท่านช่วยเรื่องหน้าที่การงาน  การสอบเข้างาน  การประมูลรับเหมางาน การเกณฑ์ทหาร คดีความ การเลื่อนยศศักดิ์  การโยกย้าย รักษาอาการป่วยเรื้อรัง เป็นต้น ท่านจึงทำตนสมกับเป็นองค์พรหมคือ มี  เมตตา  กรุณา  มุทิตา และอุเบกขา
                มีสุภาพสตรีคนหนึ่งอยู่สุราษฎร์ธานี  นั่งรถทัวร์ไปหาองค์ญาณถึงโคราช เมื่อราววันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมานี่เอง ทำพิธีเสร็จก็เดินทางกลับทันที   วันต่อมาขณะอยู่ระหว่างเดินทางกลับได้โทร.มาแจ้งให้องค์ญาณทราบว่า   ร้านขายของกิจการตกต่ำมา 3 ปีกว่าแล้ว  ขายไม่เคยได้ถึงวันละ 2 หมื่นสักที   แต่วันนี้ลูกสาวโทร.มาแจ้งว่า  เมื่อวานมีลูกค้ามากมายเข้าร้าน ซื้อสินค้าไปตั้ง 5 หมื่นกว่า   น่าอัศจรรย์นัก   องค์พ่อศักดิ์สิทธิ์จริง
 
ของวิเศษขององค์พ่อ ๑๖
 ดอกรุ่งเรืองมณี (ดอกดาวเรือง) ที่ท่านมอบให้นั้นวิเศษนักหนา  มีเรื่องราวติดขัดสิ่งใด แค่ยกดอกรุ่งเรืองของท่านขึ้นจบหัว แล้วคิดถึงท่าน เรื่องนั้น ๆ  ก็ผ่านไปด้วยดี    แม้เรื่องนั้นไม่น่าจะแก้ไขได้  เช่นชายหนุ่มคนหนึ่ง  เรียนหนังสือจบมหาวิทยาลัย เป็นนักเรียนระดับเกียรตินิยม  แต่สอบเข้ารับราชการที่ไหนก็ได้แค่สอบผ่าน  พอตรวจร่างกายไม่เคยผ่านแม้แต่ครั้งเดียว  เพราะผลเอกซเรย์พบว่ามีปอดเพียงข้างเดียว เมื่อมาหาองค์พ่อ ๑๖   หลังจากขึ้นบายศรีมอบตัวเป็นศิษย์แล้วท่านก็มอบดอกรุ่งเรืองให้3 ดอก  บอกว่าก่อนจะเข้าห้องเอ็กซเรย์ให้นำดอกรุ่งเรืองมณีจบหัวคิดถึงท่าน   เด็กหนุ่มก็ทำตามนั้น   ปรากฏเหตุอัศจรรย์  ผลเอ็กซเรย์ออกมา ปอดเต็มทั้ง 2 ข้าง   แต่เขายังไม่ยอมแค่นั้น  ต้องส่งไปทำการเอ็กซเรย์ในโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง  สร้างความวิตกกังวลให้กับเด็กหนุ่มเป็นอันมาก   จึงมากราบองค์พ่ออีก    ท่านบอกว่าไม่ต้องวิตกหรอก  ให้ทำเหมือนเดิม    ก็พบกับความอัศจรรย์เป็นครั้งที่ 2  ผลเอ็กซเรย์ออกมาก็พบปอดเต็มทั้ง 2 ข้าง   เด็กหนุ่มคนนี้จึงได้งานดีที่คนใฝ่ฝันอยากจะทำกันมาก  และทำมาจนถึงทุกวันนี้ 
การจะลงมาโปรดมนุษย์นั้น  ส่วนมากองค์พ่อ ๑๖ จะทำหน้าที่  แต่บางครั้งถ้าเป็นเรื่องเร่งด่วนองค์พ่อจิตรามักทำเสียเอง  เช่นกรณีคนหาย ท่านตามกลับมาภายในวันเดียวเท่านั้น   ดังเรื่องนายจอม  ชาวตำบลรุ่งอรุณ  อำเภอโชคชัย  มีลูกติดเมียเป็นคนปัญญาอ่อน  แต่อยู่ในวัยหนุ่มแล้ว  นายจอมก็รักและห่วงใยลูกคนนี้ราวกับบุตรของตนจริง ๆ   อยู่มาวันหนึ่ง มีงานศพใกล้บ้าน  นายจอมและครอบครัวไปช่วยงานศพนั้นจนเสร็จ หลังเผาศพแล้วต่างก็กลับบ้านของตนเอง  แต่นายจอมเพิ่งรู้ตัวว่าบุตรชายปัญญาอ่อนได้หายตัวไป  จึงช่วยกันหาตัวอยู่ 2-3 วัน ก็ไม่พบ  นายจอมเสียใจมาก จึงไปบนผีแถว ๆ นั้นว่า ถ้าได้ลูกคืนมาจะล้มวัวควายถวาย จัดงานฉลอง 3 วัน 3 คืน  จากนั้นแกไปหาญาติคนหนึ่งซึ่งสนิทกับองค์ญาณแล้วเล่าเรื่องให้ฟัง  ยายคนนั้นฟังแล้วก็บอกว่า เองอย่ากลุ้มใจไปเลย ให้ไปกราบองค์พ่อที่ตำหนัก  เดี๋ยวท่านจะเรียกเอาลูกมาคืนให้เอง   แล้วยายคนนั้นก็พานายจอมไปตำหนัก   เมื่อจุดธูปเทียนแล้ว  องค์พ่อก็ลงมาประทับร่างองค์ญาณ  ท่านถามนายจอมว่า  มีอะไรอยู่ในกระเป๋ากางเกงของเอง  เอาออกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้   เมื่อนายจอมล้วงเอาซองพลาสติกบรรจุยาเม็ดสีขาวมากกว่า 30 เม็ด (ยานอนหลับ) ออกมาให้แล้ว ท่านก็พูดว่า  ลูกหาย แต่เองคิดจะกินยาตายเชียวรึ  เองไม่ต้องวิตก  คืนนี้จะมีคนส่งลูกคืนถึงบ้าน   แต่ต้องรับปากก่อนว่าจะไม่ล้มวัวควายเหมือนที่เองไปบนไว้   เพราะวันนี้พ่อช่วยชีวิตไว้ถึง 2 ชีวิตแล้ว  คือชีวิตเองกับลูก  อย่าได้ทำลายชีวิตอื่นอีกเลย     นายจอมก็รับปาก    เมื่อแกกลับบ้าน  ในคืนนั้นเอง คนที่สุรินทร์ก็ขับรถเอาลูกปัญญาอ่อนมาส่งถึงบ้าน   บอกว่ามันติดรถไป  ถามชื่อแซ่ที่อยู่ก็ไม่รู้สักอย่าง   แน่ใจว่าเป็นคนบ้านนี้ แต่เพิ่งมีเวลาเอามาส่งวันนี้    นายจอมดีใจเหลือหลาย  จึงรีบไปหาบายศรีมาถวายองค์พ่อในเช้าวันรุ่งขึ้น แล้วหาลิเกมาร้องรำถวายองค์พ่อที่ตำหนัก ทดแทนการล้มวัวควาย
 
 
น้ำทิพย์วิเศษ
น้ำทิพย์แตกต่างจากน้ำมนต์  เพราะน้ำมนต์เกิดจากการใช้คาถาเสกเป่า   ซึ่งมีผลกระทบต่อพวกภูติผีปีศาจชั้นต่ำทั้งปวง  แต่น้ำทิพย์เกิดจากการอธิษฐานจิตขององค์เทพ ซึ่งมีองค์พระสรรพสัตตาบดี และเทพประจำเหล็กไหลทุกองค์ช่วยกันอธิษฐานจิตให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์  ไม่มีผลกระทบรังแกเบียดเบียนวิญญาณชั้นต่ำ  แต่จะกระทบต่อพวกที่เบียดเบียนผู้อื่นเท่านั้น  เช่นขับล้างคุณไสยต่าง ๆ  และขับไล่พวกภูติผีปีศาจทั้งหลายที่เขาใช้มากระทำให้ออกจากร่างคนป่วยได้ชะงัดนัก  รักษาโรคภัยไข้เจ็บลี้ลับที่หมอคนไม่สามารถรักษาได้
น้ำทิพย์  ได้มาจากการสรงน้ำเหล็กไหลคืนพระจันทร์เพ็ญเวลาเที่ยงคืนเมื่อพระจันทร์ลอยอยู่กลางท้องฟ้า  ในคืนนั้น  ที่ตำหนักขององค์พ่อเหล็กไหล จะมีสานุศิษย์ที่ใกล้ชิดมาร่วมทำพิธี     สรงน้ำเหล็กไหล  เป็นพิธีดื่มน้ำผึพระจันทร์ของเหล็กไหลทุกองค์ที่อยู่ในครอบครองขององค์ญาณ    น้ำที่จะใช้ทำพิธีต้องเป็นน้ำฝนกลางแจ้ง  น้ำผึ้งต้องเป็นน้ำผึ้งเดือนห้า   องค์ญาณได้นำเหล็กไหลทุกองค์ที่อยู่ในครอบครองใส่ลงในขันน้ำ แล้วจึงเริ่มอัญเชิญเทพลงทำพิธีอธิษฐานจิต
โดยปกติแล้ว  เมื่อมีคนไปหาองค์ญาณ องค์พ่อ ๑๖ จะลงประทับร่างทุกครั้ง เพื่อช่วยแก้ปัญหาร้อยแปดพันประการ  มีน้อยครั้งที่คนแปลกหน้าจะได้พบองค์พ่อเหล็กไหล  เพราะท่านรู้ตัวว่าท่านมีนิสัยเอะอะโผงผาง  ท่านกลัวว่าคนแปลกหน้าจะกลัวท่าน  ท่านจึงไม่ลงประทับทรงต่อหน้าคนแปลกหน้า   แต่ถ้าเป็นวันดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์แล้ว  องค์พ่อ ๑๖ จะลงมาก่อนเพื่อเป็นประธานในพิธีกรรม   จากนั้นองค์พ่อเหล็กไหล คือองค์พ่อจิตรา  องค์พ่อจินดา  และเทพประจำเหล็กไหลองค์อื่น ๆ จะลงมาประทับร่างองค์ญาณเพื่อพูดคุยกับสานุศิษย์    พ่อจิตราจะเป็นพระเอกในงานนี้  เรียกเสียงฮาจากลูกศิษย์   และก่อให้เกิดความอกสั่นขวัญหนีดีฝ่อแก่สานุศิษย์   เพราะท่านจะแสดงอิทธิฤทธิ์ของท่านให้สานุศิษย์ได้ชมเป็นขวัญตา  เช่นเอาปืนมีลูกจี้ขมับตัวเอง(องค์ญาณ)แล้วลั่นไก  หรือเล็งปืนใส่ลูกศิษย์แต่ละคนแล้วลั่นไก  แต่ลูกปืนด้าน  ลีลาของท่านจะเป็นกันเอง  มึงมาพาโวย  กู ๆ มึง ๆ เอง ๆ ข้า ๆ  เป็นกันเองกับทุกคน  เหล้าฝรั่งเหล้าจีนดีกรีแรง ๆ  จับกระดกดื่มเอื้อก ๆ  จนหมดขวด   สูบบุหรี่มวนต่อมวน  เคี้ยวหมากปากแดงแจ๋     แต่ถ้าโกรธขึ้นมาแล้วก็วงแตกฮือ   ข้าวของกระจุยกระจาย   พานดอกไม้สวย ๆ  ถูกทุ่มถูกขว้าง  แต่ไม่บุบไม่บี้     ถึงกระนั้น สานุศิษย์ก็ทั้งรักและเกรงกลัว  อยากพบท่านก็อยากพบ  กลัวก็กลัว  นี่คือองค์พ่อจิตรา 
พิธีดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์นั้น   จะตั้งโต๊ะวางเครื่องเซ่นสังเวยกลางแจ้ง   เหล็กไหลทุกองค์จะอยู่ในขันน้ำ เมื่อพระจันทร์ลอยอยู่กลางฟ้า  จะบังเกิดแสงทรงกลดขึ้นในขันน้ำทิพย์ ทุกคนจะได้พบเห็นและอัศจรรย์ใจ    เมื่อองค์พ่อ๑๖ ที่ประทับร่างองค์ญาณจุดเทียนหยดลงในขันน้ำทิพย์   หยดเทียนทุกหยดจะเป็นดอกพิกุลสวยงาม    น้ำในขันนี่แหละเรียกว่าน้ำทิพย์   ใครเจ็บป่วยเป็นอะไรได้กินได้อาบ จะหายจากอาการเจ็บป่วยอย่างน่าอัศจรรย์    โดยเฉพาะใครที่ถูกไสยเวทย์เล่นงาน  เมื่อได้ดื่มและได้อาบน้ำทิพย์นี้   จะอาเจียนเอาของออกมาหมด   แล้วอาการป่วยจะหายเป็นปิดทิ้ง   มีหลักฐานพยานมากมายหลายคน   บางคนโดนของจนตาขึ้นขอบเขียวมา 5-6 ปี   พอได้ดื่มและอาบน้ำทิพย์จะหายภายใน 7 วัน    บางคนปวดหัวมึนหัวหาสาเหตุไม่พบมาหลายปี  พอได้ดื่มและอาบน้ำทิพย์ก็หายจากอาการดังกล่าวใน 2-3 วัน   แต่ทุกคนจะอาเจียนบ่อย ๆ  เลิกอาเจียนเมื่อไหร่ของก็หมดจากตัวเมื่อนั้น 
พิธีกรรมในวันพระจันทร์เพ็ญที่  2  กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา   ผมขอร้องให้เขาถ่ายรูปไว้ด้วย   ปรากฎภาพที่น่าอัศจรรย์หลายภาพคือ มีดวงกลม ๆ คล้ายดวงธรรมจักรเกิดขึ้นมากมาย  ดวงเหล่านี้คือดวงวิญญาณเทพที่มาร่วมทำพิธี ในคืนนั้น   ภาพแบบนี้ผมเคยพบในงานศพหลวงปู่เจี๊ยะ  วัดป่าภูริทัตตะ  จังหวัดประทุมธานี  ภาพที่เกิดวงกลม  ไม่ได้เกิดทุกภาพ   ซึ่งผมหาคำตอบไม่ได้    แม้ภาพที่ถ่ายกลางวันบางภาพก็มีดวงธรรมจักรเกิดขึ้น  โปรดดูเปรียบเทียบกับภาพถ่ายงานศพหลวงปู่เจี๊ยะ
 
ในหนังสือ เหล็กไหลไม่มีวันตาย  เขียนโดยอาจารย์บูรพา ผดุงไทย  ได้กล่าวถึงน้ำมนต์เหล็กไหลไว้ว่า
น้ำมนต์เหล็กไหลคือน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ที่เกิดจากการแผ่พลังงานจากเหล็กไหลลงสู่ธาตุน้ำ  โดยการนำเหล็กไหลซึ่งอาจเป็นองค์เหล็กไหลชั้นเยี่ยม หรือจะเป็นรังเหล็กไหลก็ได้ แช่ลงไปในน้ำ  โดยทั่วไปจะแช่ทิ้งไว้เฉย ๆ  เป็นเวลาตั้งแต่ 20 นาทีขึ้นไป  เพราะตามธรรมชาติของเหล็กไหลนั้นย่อมแผ่รัศมีของตัวเอง  เมื่อเหล็กไหลได้แผ่รังสีลงในน้ำ ก็จะทำให้น้ำนั้นเริ่มมีประจุพลังงานของเหล็กไหลวิ่งไปมาอยู่ภายใน
ประจุพลังงานของเหล็กไหลที่กระจายลงสู่น้ำ ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์   ในทางตรงกันช้ามกับทำให้น้ำธรรมดากลายเป็นน้ำอมฤต ที่สามารถนำมาใช้บรรเทาอาการป่วย  หรือทำให้ร่างกายแข็งแรงทนทานต่อเชื้อโรคในอากาศ   และช่วยในการปรับธาตุให้ร่างกายสมดุลกับอากาศรอบ ๆ ตัว
 
ช่วยชีวิตแม่วัวคลอดลูก
                คุณเอ  (อุดมศักดิ์)  อยู่จังหวัดชุมพร  ได้แต่โทร.หาองค์ญาณ ไม่เคยไปกราบองค์พ่อที่ตำหนักสักที   เมื่อวันที่ 1  กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา   วัวตัวเมียที่เลี้ยงไว้ตัวหนึ่งคลอดลูกเอาเท้าออกก่อน  เท้าโผล่ออกมาแล้วแต่ก็ติดอยู่เพียงนั้น  คุณเอโทร.เรียกสัตวแพทย์มาช่วยทำคลอด   หมอก็หมดปัญญา  แม่วัวอ่อนเพลียและเจ็บปวดมาก  มันนอนมูบลง น้ำตาไหลพราก  คุณเอดูแล้วก็น้ำตาไหลไปด้วย สงสารมันจับใจ   ไม่สามารถทนดูสภาพนั้นได้จึงให้คนเฝ้าไว้ ตัวเองก็เดินกลับบ้านซึ่งอยู่ห่างจากสวนราว 500 เมตร   เดินไปเดินมาเหมือนเสือติดจั่น  คิดว่าทำอย่างไรดี  ก็นึกถึงองค์ญาณขึ้นมา  พยายามกดโทรศัพท์หาองค์ญาณก็โทร.ไม่ติด  จึงโทร.อีกเบอร์หนึ่งก็ติดของอาจารย์สุรัชพร  จึงเล่าเรื่องให้ฟัง   ครูพรก็บอกให้จุดธูป 9 ดอก ระลึกถึงองค์พ่อ ๑๖ และองค์พ่อเหล็กไหล  ช่วยให้องค์ญาณรับสายทีเถอะ   เมื่อโทร.หาองค์ญาณอีกครั้งหนึ่งองค์ญาณจึงรับสาย  บอกว่ากำลังนั่งบนรถทัวร์เพื่อเข้ากรุงเทพ ฯ     คุณเอจึงขอความช่วยเหลือ ช่วยให้แม่วัวคลอดลูกได้ทีเถอะ   ลูกมันตายแล้วแต่ขอแม่ไว้ อย่าให้ตายเลยเพราะสงสารมัน     องค์ญาณรู้เรื่องก็ใช้ญาณตรวจดู เห็นเหตุแจ่มชัดแล้ว จึงยกมือไหว้หาองค์พ่อ ๑๖ แลองค์พ่อจิตรา   พลางยกมือยกไม้แบบให้พรแล้วเป่าไปทางจังหวัดชุมพร    คนนั่งข้าง ๆ  ดูแกก็คงแปลกใจ คงคิดว่าแกบ้า     เวลาผ่านไปไม่ถึง 10 นาที   แม่วัวก็คลอดลูกได้สำเร็จ  แต่ลูกตายแล้ว   คลอดลูกได้แล้วแม่วัวกินน้ำไปเกือบถัง   เมื่อเช้านี้ (3 กุมภาพันธ์) ผมโทร.สอบถามคุณเอ เขาว่าแม่วัวแข็งแรงเป็นปกติ   แต่องค์ญาณได้โทร.บอกว่าห้ามขายวัวตัวนี้ให้คนเอาไปฆ่า เพราะเป็นวัวที่พ่อให้ชีวิตไว้  คนไหนฆ่าคนนั้นจะฉิบหายล่มจม รวมทั้งเจ้าของที่ขายให้เขาด้วย   คุณเอก็เชื่อ   และจะหาโอกาสไปกราบองค์ญาณและองค์พ่อสักวันหนึ่ง
                ดูสิครับ   ถ้าเคารพนับถือองค์พ่อจริงจัง  แม้ไม่เคยไปกราบท่านที่ตำหนัก ถ้ามีเหตุฉุกเฉินจริง ๆ   หากติดต่อผ่านองค์ญาณท่านก็ช่วยได้จริง ๆ   นี่คือความศักดิ์สิทธิ์ของท่านที่หามนุษย์ผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ 
 
 
         
อยากได้เหล็กไหลหรือครับ
          มีหลายท่านที่ได้อ่านเรื่องแก้วมณีโชติ หรือเหล็กไหล  ได้สอบถามไปว่าท่านมีให้บูชาหรือไม่    เรื่องนี้ผมได้เขียนบอกเล่าไว้แต่แรกเริ่มแล้วว่า  เหล็กไหลหรือแก้วมณีโชติ  เป็นของคู่บุญของคนบางคน  ไม่สามารถซื้อขายเป็นเงินตราได้  เพราะเทพที่รักษาคุ้มครองท่านไม่ต้องการให้นำท่านมาเป็นสินค้าซื้อขายเป็นเงินตรา    แต่เหล็กไหลบางองค์ สามารถสืบทอดได้ทางสายเลือด   แต่ถ้าผู้สืบทอดไม่รู้จักสร้างกุศลผลบุญ  เหล็กไหลหรือมณีโชติก็หาได้สร้างอิทธิปาฏิหาริย์ขึ้นมาไม่  อย่างมากก็เพียงปกป้องชีวิตเจ้าของไม่ให้เกิดอันตรายเท่านั้น  หาได้บันดาลให้เกิดทรัพย์สินไม่   จึงพบได้หลายรายว่าผู้ที่เป็นเจ้าของเหล็กไหลนั้นลำบากยากจนมาก  มีรายได้เพียงยาไส้ไปวัน ๆ เท่านั้น  ทั้งนี้เพาะเขาขาดทานบารมีส่งเสริม  และเทพประจำเหล็กไหลก็หาผู้สืบทอดรายใหม่ไม่พบ จึงยังคงอยู่กับผู้นั้น   แต่จะนำท่านไปขายก็ไม่ได้เช่นกัน
                และขอเรียนให้ทราบว่า  หากผู้ครอบครองเหล็กไหลมีอุปนิสัยโน้มเอียงไปทางไหน  เทพที่ประจำเหล็กไหลก็จะมีอุปนิสัยไปทางนั้นมากยิ่งกว่า   ถ้าอยู่ในมือคนชั่ว  อยู่ในมือโจร  วิญญาณที่อยู่กับเหล็กไหลกลับจะนำพาไปเป็นหัวหน้าโจรเสียอีก  เพราะวิญญาณที่อยู่กับเหล็กไหลนั้นเป็นกึ่งเทพกึ่งอมนุษย์  ถ้าผู้ครอบครองไม่มีบุญบารมีเพียงพอแล้ว เหล็กไหลจะสร้างความหายนะให้เกิดกับชีวิตเสียมากกว่า   จึงเรียนให้ทราบว่า  ถ้าท่านไม่มีบารมีธรรมเพียงพอแล้ว  ถึงแม้มีทรัพย์ก็อย่าได้คิดเป็นเจ้าของเหล็กไหลเลย   เพราะมันไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ  นอกจากยิงไม่ออก  ฟันแทงไม่เข้า  ป้องกันภัยอันตรายได้ทุกอย่างเท่านั้น   และมันจะชักนำให้จิตใจฮึกเหิมจนลืมตัว แล้วกลายเป็นคนชั่วที่กู่ไม่กลับ
                แต่สำหรับผู้มีบารมีธรรม ชอบบำเพ็ญเพียรทางจิตอยู่เสมอ  เหล็กไหลกลับจะเพิ่มพลังอานุภาพในการเสริมสร้างพลังจิตยิ่งนัก   จะทำให้จิตใจสงบ  และสร้างอิทธิปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย     
                แล้วทำอย่างไรจึงจะได้ครอบครองเหล็กไหล  หรือมณีโชติ   ตอบได้ว่า มีแต่องค์พ่อ ๑๖ และองค์พ่อจิตราเท่านั้น ที่จะรู้ว่าใครจะมีบารมีเพียงพอที่จะได้ครอบครอง   เพราะเรื่องเคยมีมาแล้ว  คนมีเงินหลายร้อยล้านบาท อยากมาบูชาเหล็กไหลจากองค์ท่าน  ท่านว่ากูไม่หวงหรอก  มึงลองเสี่ยงบารมีดูสิ  ถ้ามึงจับได้มึงก็บูชาเอาไปได้    ชายผู้นั้นกราบแล้วกราบอีก จึงเอื้อมมือไปจับเหล็กไหลที่ท่านนำมาวางไว้บนพานข้างหน้า   แต่เขาก็สะดุ้งโหยง  เพราะก้อนเหล็กนั้นไม่ได้แตกต่างจากเหล็กเผาไฟเลย  
                องค์พ่อจิตรากล่าวว่า  เงินทองกูก็อยากได้ให้ลูกกูเหมือนกันนะ  กูอยากให้มันนำไปใช้ประโยชน์ช่วยเหลือผู้คน   แต่เมื่อมึงไม่มีบารมีเป็นเจ้าของกูก็ให้ไม่ได้    ท่านว่าของท่านอย่างนี้    ดังนั้น ใครคิดจะเป็นเจ้าของก็ลองไปทดสอบบารมีดูนะครับ   ท่านคงไม่คิดขายร้อยล้านพันล้านหรอก    ถ้าชอบใจคนผู้นั้นจริง ๆ  ท่านอาจยกให้ฟรี ๆ ก็ได้ 
 
                   องค์พ่อจิตราเป็นเทพที่คุ้มครองเหล็กไหล  และเป็นใหญ่กว่าเทพทั้งปวงที่อยู่กับเหล็กไหล   ท่านจะเรียกเหล็กไหลมาจากไหนเมื่อไรก็ได้    แต่ท่านจะมอบให้ใครอยู่ในดุลยพินิจของท่าน   องค์ญาณผู้เป็นร่างของท่านก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินในเรื่องนี้  เพราะที่ผ่านมา  องค์ญาณก็มอบให้สานุศิษย์ใกล้ชิดบางคนที่องค์ญาณชอบพอ   แต่ผ่านไปไม่นานองค์พ่อจิตราก็เรียกคืนไปอยู่ที่ตำหนัก
 
                 เจ๊เล็ก  เจ้าของร้านเงินไหลมา ราชาวีดิโอ  ที่ตลาดโชคชัย  ได้เล่าให้ฟังว่า   เหล็กไหลที่องค์ญาณให้ฉันไว้ติดตัวนั้นเป็นองค์เล็กขนาดแคปซูลยา  ฉันก็ใส่กรอบทองใส่สายสร้อยทองไว้อย่างดี    วันที่จะหนีไปนั้น  เปิดกรอบออกมาเอง แล้วมาเกาะอยู่ที่สร้อยทอง  ไต่ขึ้นไต่ลง ฉันตกใจ อัศจรรย์จนขนหัวลุก   ฉันก็กราบ แล้วใส่กรอบไว้ตามเดิม   วันต่อมาก็วางไว้บนโต๊ะส่วนตัวในห้อง   ลูกชายเข้าไปในห้อง  ไปพบเข้าจึงทักว่า  แม่  ทำไมกรอบพระของแม่ว่างเปล่า  ของที่อยู่ข้างในไปไหนล่ะ  ฉันรีบวิ่งไปดู  ตกใจ เสียใจจนน้ำตาร่วง   ท่านเปิดกรอบออกเองแล้วหนีไป   ท่านไม่อยากอยู่กับฉันแล้ว  ฉันมีบาปอะไรหรือต้องทำเช่นนี้    ต่อจากนั้นไม่กี่วัน เหล็กไหลองค์นี้ก็ไปอยู่บนพานที่ตำหนัก   แต่ฉันไม่เอาคืนเพราะท่านไม่อยากอยู่กับฉันแล้ว  
                เหล็กไหลองค์เล็ก ๆ อีกองค์หนึ่ง  องค์ญาณมอบให้น้องชายที่ทำงานอยู่ท่าอากาศยานกรุงเทพ (คุณประมิน)  เขาก็รักษาอย่างดี   แต่ไป ๆ มา ๆ ก็หายจากกรอบอย่างไร้ร่องรอย   เจ้าของตกใจโทร.สอบถาม และเล่าเรื่องให้องค์ญาณฟัง   ถามว่าเสด็จกลับไปที่ตำหนักหรือเปล่า 
                ทำไมเหล็กไหลจึงไม่อยู่กับเขา   เขาทำผิดอะไรหรือ   มีแต่เจ้าตัวและพ่อจิตราเท่านั้นที่รู้  เพราะใครจะมากล่าวตำหนิติว่าลูกสาวท่านไม่ได้   ใครมารังแกลูกสาวท่านก็ไม่ได้     เพราะใครจะอยู่ที่ไหน  ในที่ลับหรือที่แจ้ง  คิดอะไร  พูดอะไร  องค์พ่อจิตรารู้หมด (องค์ญาณก็รู้ด้วย) ไม่มีใครโกหกท่านได้    ถ้าท่านไม่พอใจท่านก็เรียกของกลับหมด   ลูกสาวข้าใครอย่าแตะ 
 
ได้จากมือพ่อล้วนศักดิ์สิทธิ์
                ความจริงแล้ว สิ่งใดที่พ่อ ๑๖ และพ่อจิตรามอบให้สานุศิษย์ ล้วนเป็นของศักดิ์สิทธิ์วิเศษทั้งสิ้น    ท่านอาจเก็บก้อนหินขึ้นมามอบให้   บอกว่าของนี้ดี  ช่วยชีวิตเองได้   ของนั้นก็กลายเป็นของวิเศษยิ่งกว่าพระเครื่องที่เราไปบูชามาด้วยเงินหมื่นเงินแสน  ถ้าท่านบอกว่า  ของนี้ยิงไม่ออก ลองได้   ถ้าท่านรับรองและท้าอย่างนั้น  ใครจะเอาปืนชนิดไหนยิงก็ไม่ออกเช่นกัน  นี่คือความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน     ผมรู้เรื่องนี้ดี  จึงนำพระสมเด็จเก่า ๆ  และพระเบญจภาคี แท้ ๆ ที่ตัวเองสะสมไว้ไปมอบให้ท่านไว้จำนวนมาก   เพื่อให้ท่านมอบให้คนที่บริจาคทรัพย์ช่วยท่านสร้างอาศรมปฏิบัติธรรมในฝัน  
                มีหลายคนที่ทราบว่าผมจะสร้างสำนักวิปัสสนาสำหรับฆราวาส  จึงถามผมว่า แล้วใครจะเป็นอาจารย์สอนกรรมฐาน   ผมขอตอบ ณ ที่นี้ว่า  องค์พ่อ ๑๖  ซึ่งเป็นพระอนาคามี ในพรหมชั้นสุทธาวาส  จะลงมาสอนกรรมฐานแก่สาธุชนผู้สนใจ     และมารักษาคนเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่รักษาไม่รู้หาย  ทั้งช่วยเหลือผู้ประสพปัญหาชีวิตทุกรูปแบบซึ่งท่านสามารถช่วยได้ อันไม่เกินวิบากกรรมของผู้นั้น  
                   สำนักนี้จะมีแต่ฆราวาสเท่านั้น  ทุกคนอยู่แบบอิสระ ไร้รูปแบบ  จะใส่เสื้อผ้าชุดไหนสีอะไรไม่มีกำหนด   ชอบใจปฏิบัติทางจิตแบบไหนเราก็ไม่ขีดเส้นตาย  เพราะอุปนิสัยของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน จะให้มาปฏิบัติแบบเดียวกันเป็นไปไม่ได้  เพราะพระพุทธเจ้าตรัสสอนกรรมฐานไว้หลายสิบรูปแบบ   แต่องค์พ่อ ๑๖  ท่านรู้จิตใจคน  ท่านคงรู้หรอกว่าคนไหนควรรับกรรมฐานแบบไหน   
 
การปฏิบัติทางจิตมันไม่มีรูปแบบ  มันไม่มีท่ามีทางอะไร จะแก้ผ้านั่งสมาธิก็ได้  ถ้าถนัดหกคะเมนตีลังกาทำสมาธิ ก็ทำได้ไม่ผิด  จะนอนซมอยู่กับที่ทั้งวันเหมือนคนขี้เกียจก็ได้  จะเดินไปมาอยู่ทั้งวันก็ได้   ขอให้มีสติรู้กายกับจิตเพียงเท่านี้   กิเลส ตัณหา ความสุข ความทุกข์  มันอยู่ที่จิตเท่านั้นแหละ    อย่าหลงรูปแบบว่าต้องใส่ชุดนั้นชุดนี้   ต้องปฏิบัติท่านั้นท่านี้  ขอเพียงแต่เอาจริง  สถานที่สงบ  มีอาหาร  มีที่อยู่ที่สบาย    ไม่ต้องกลัวว่าถ้าแต่งชุดฆราวาสบรรลุเป็นอรหันต์จะต้องตายใน 7 วัน   ขอให้มันบรรลุจริง ๆ เถอะ  จะตายภายในวันนั้นก็ยิ่งวิเศษ 
 
 
 
          มีข้อที่แปลกอยู่ประการหนึ่ง   ผมได้รับพรพิเศษจากองค์พ่อ ๑๖ และองค์พ่อจิตรา    โดยปกติ ถ้าใครต้องการอัญเชิญท่าน  ต้องมีพิธีรีตองมากมาย    แต่สำหรับผมแล้ว  ถ้าผมพบกับองค์ญาณ  ต้องการสอบถามสนทนากับเทพองค์ไหน   ท่านจะลงมาสนทนากับผมทันที โดยไม่มีพิธีรีตองอะไร   ท่านให้พรผมว่าอยากได้อะไรให้ขอท่านได้ จะขอให้ร่ำรวยเท่าไรท่านก็จะให้    ผมขออะไร รู้มั้ยครับ  
               
ผมเบื่อหน่ายการถือครองทรัพย์สมบัติทั้งปวงในโลกนี้  เบื่อหน่ายการแสวงหา  ไม่อยากได้ ไม่อยากมีอะไร  เพราะมีอะไรก็เป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น   แล้วทรัพย์สินทั้งหลายมันเป็นของในโลกนี้  ตายแล้วก็เอาไปด้วยไม่ได้ ใครจะรวยล้นฟ้าอย่างไรก็ล้วนต้องทิ้งมันไป   แต่ยามมีชีวิต คนร่ำรวยก็ล้วนเป็นทุกข์เพราะทรัพย์สมบัติ  แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันก็เพราะแย่งทรัพย์สมบัติเงินทอง   โกหกหลอกลวงกันก็เพราะหวังได้ทรัพย์สินเงินทอง ฆ่ากันตายก็เพราะทรัพย์สินเงินทอง    ดู ๆ แล้ว ทรัพย์สินเงินทองเป็นตัวก่อให้เกิดทุกข์  และทำให้คนชั่วต้องทำชั่วมากขึ้น   ผมจึงไม่อยากได้ ไม่อยากมีอะไร  ขออยู่ลอยตัวแบบเทวดา    มีกินมีใช้  มีที่อยู่กันร้อนกันหนาว  พอแล้วครับ             
               
ผมบอกท่านว่า ผมอยากมีตาทิพย์ หูทิพย์  มองเห็นพวกภูตผีปีศาจที่ตกทุกข์ได้ยาก  ผมอยากช่วยเหลือให้เขาพ้นทุกข์   เพราะผมคบหากับคนมามากมายแล้ว   ผมช่วยใครก็ไม่เห็นคนที่ได้รับการช่วยเหลือรู้สึกรู้สม   เพราะคนเรามันเต็มไปด้วยกิเลสตัณหาไม่มีที่สิ้นสุด   มันนึกจะเอา ๆ ๆ  ได้แล้วมันก็ไม่รู้สึกถึงคุณงามความดีของคนที่ให้   แต่พวกภูตผีมันตกทุกข์ได้ยากมานาน  หาใครช่วยไม่ได้  ถ้าเราช่วยเขา เขาจะเคารพบูชาเราอย่างจริงใจ   หน้าที่ช่วยเหลือมวลมนุษย์เป็นขององค์ญาณ   แต่หน้าที่ช่วยเหลือวิญญาณที่ตกทุกข์ได้ยากจะเป็นของผม   ผมจึงขอพรให้มีหูทิพย์ตาทิพย์  
                 พ่อจิตราบอกว่า มึงมันบ้า   เขาอยากพบเห็นแต่ของสวย ๆ งาม ๆ  แต่มึงอยากเห็นของน่าเกลียดน่ากลัว   เออ...กูให้มึงได้  แต่ต้องรอหน่อย   แต่ให้รับรู้ไว้ด้วยว่า ถ้ามึงไม่กำหนดเวลา  มึงจะถูกมันรบกวนตลอด  แม้หลับนอนก็ยังไม่วายเว้น    ผมยอมนะครับ  เพราะผมเบื่อมนุษย์  ตั้งแต่นี้ผมจะเป็นเพื่อนกับผี   
 
องค์พ่อ ๑๖ และองค์พ่อจิตรารับปากกับผมว่าจะช่วยรักษาคนเจ็บป่วย และผู้มีปัญหาเดือดร้อนตามที่ผมต้องการ  แต่ต้องติดต่อผ่านองค์ญาณของท่านก่อน     มีคนโทร.ไปหาองค์ญาณมากมาย  ทุกคนทึ่งที่องค์ญาณสามารถทำนายทายทักได้โดยไม่ต้องบอกวันเดือนปีเกิด   แม้คนที่โทร.อยู่ต่างจังหวัด  เธอก็สามารถบอกถึงรูปร่างหน้าตา  ใส่เสื้อผ้าสีอะไร  เจ็บป่วยด้วยโรคอะไร  แต่ถ้าจะรักษาก็ต้องไปหาองค์พ่อที่ตำหนัก  เมื่อเขาไปหา  ท่านสามารถรักษาโรคเรื้อรังที่เขาเป็นให้หายภายในวันนั้น  อย่างช้าก็ไม่เกินอาทิตย์  ซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อ   โรคที่หายเร็วที่สุดคือคนถูกคุณไสย  ดื่ม และอาบน้ำทิพย์ของท่านจะอาเจียนเอาของออกจนหมด  และหายภายในวันเดียว     คนตายแล้วท่านยังทำให้ฟื้นขึ้นมาได้   คนเป็นอัมพาต ท่านทำให้ลุกขึ้นเดินได้    คนตาบอดหูหนวก  ทำให้หายได้      นี่คือความศักดิ์สิทธิ์ขององค์เทพผู้รักษาแก้วมณีโชติ  และองค์เทพชั้น 16 
ท่านผู้อ่านหลายท่านคงอยากถามว่า  แล้วคนจนทำให้หายจนได้หรือไม่    ผมตอบแทนทันทีว่า  ได้เป็นบางคน   ถ้าเป็นคนชอบทำบุญให้ทาน   ไม่เป็นคนเห็นแก่ตัวตระหนี่ถี่เหนียว   ท่านทำให้หายจนได้   ทุกอย่างเป็นไปตามวิบากกรรม  ท่านบอกผมเอง ครับ 
มันก็ตรงกับที่พระอาจารย์เกษมได้พูดสอนไว้มากในแผ่นซีดีที่ผมแจกไปแล้ว  คนไหนอยากร่ำรวย  ให้ทำบุญแล้วอุทิศให้เทวดาที่รักษาตัวเอง   เทวดาที่รักษาที่อยู่อาศัยของตัวเอง อุทิศให้ญาติทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้ว  ให้แก่เจ้ากรรมนายเวร  ให้แก่เทวดาผู้เป็นใหญ่ในภูมิภาคที่ตัวเองอาศัยอยู่   เมื่อเขามีบุญมากเขาก็มีฤทธิ์อำนาจมากขึ้น  เขาก็สามารถช่วยเหลือเราได้เอง 
 แต่ในที่นี้  เทพที่เราไปอาศัยเป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่  เราไปเคารพนบนอบท่าน  ฝากตัวเป็นศิษย์  ท่านก็คุ้มครองเราได้  ให้โชคเราได้  แต่ให้เฉพาะคนมีบุญที่สร้างไว้ดีแล้วเท่านั้น   ไม่สามารถแหวกกฏแห่งกรรมไปได้
 
ให้เลขแม่นยำ 
ผมตั้งข้อสังเกตดูการบอกเลขของท่านที่ผ่านมา 3-4 งวด  งวดไหนที่ผมทราบและบอกกระจายไปสู่คนหลาย ๆ คน งวดนั้นตัวเลขจะไม่ออกมา  แต่ถ้างดไม่บอก เลขจะออกมาตรง ๆ  จึงพอสรุปได้ว่าท่านต้องการให้แก่สานุศิษย์ผู้ใกล้ชิด และผู้มีบุญบารมีที่จะถูกเท่านั้น  ถ้าบอกไปมาก  คนที่ไม่มีบุญผสมเข้ามาซื้อด้วย มันก็ทำให้เกิดขัดโชคขัดลาภกันเสียเอง  ผมจึงตัดใจว่าต่อไปจะไม่บอกใครอีก  เพราะมันเกิดผลเสีย 2 ทางคือ ขัดโชคคนที่ควรจะได้โชค  และทำให้คนซวยต้องซวยซ้ำอีก เพราะเสียเงินทองซื้อเลขแล้วมันไม่ออกตามนั้น
 ถ้าผู้ใดมาเป็นศิษย์ ถึงคราวจะได้โชค ท่านก็ดลจิตใจให้ซื้อเอง    และขอเรียนให้ทราบว่า   ถ้าไม่มีวาสนาผูกพันกันมา  ไม่มีโอกาสได้เป็นสานุศิษย์ของท่านหรอกครับ แม้จะพยายามโทร.ติดต่อกับองค์ญาณกี่ครั้ง ๆ ก็ไม่ติดอยู่ดี    และเมื่อโทร.ติด  องค์ญาณได้รับญาณวิเศษจากองค์พ่อ ๑๖  ท่านจะรู้จิตคนที่กำลังคุยด้วย   ถ้าไม่บริสุทธิ์ใจท่านจะไม่คุยด้วย  หรือไม่รับเข้ามาเป็นสานุศิษย์    ไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับตำหนักหรอกครับ
 
ถ่ายรูปไม่ติด
หลังจากผมเขียนเรื่องนี้จบ ก็ต้องมีการถ่ายรูปเหล็กไหลโกฏิปีสีปีกแมลงทับลงปกหนังสือเพื่อเป็นหลักฐาน
 แต่ผมก็ไม่ได้เป็นคนถ่ายเอง  ผมเคยคุยกับองค์ญาณมาก่อนว่าอยากได้รูปถ่ายของเหล็กไหลโกฏิปีมาดูบ้าง  องค์ญาณบอกว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด  เพราะเคยถ่ายท่านจนกล้องพังไป 2 กล้องแล้ว  ก็ไม่ติดภาพ  ต่อมาซื้อกล้องดิจิตอลอย่างดี  เวลาถ่ายเสร็จเปิดดูก็เห็นภาพอยู่ในกล้อง  แต่เมื่อนำมาล้างอัด ก็พบแต่ความว่างปล่า   แต่เคยได้อยู่รูปหนึ่ง เป็นภาพที่อยู่ไกล  องค์ญาณได้นำมาให้ผมดูด้วย  ผมใช้กล้องของผมถ่ายอีกครั้ง  แต่ภาพนั้นสูญหายไปจากคอมฯ ของผมอีก   คราวนี้ผมจึงให้กล้องของผมแก่องค์ญาณไปถ่ายอีกครั้ง   คนถ่ายคือหลานชายที่องค์ญาณรักเหมือนลูก  คนที่ถูกวัยรุ่นเอามีดดาบฟันแล้วไม่เข้านั่นแหละ  หลานชายคนนี้ถ่ายรูปเก่ง  ก่อนถ่ายแกก็ทำพิธีกราบแล้วกราบอีก   แกก็มั่นใจว่าต้องมีภาพในกล้อง เพราะแกทดสอบดูแล้วว่ามีภาพจริง ๆ   จึงถ่ายลงแผ่นส่งมาให้    เมื่อผมเปิดในคอมพิวเตอร์  ผอบขี้ผึ้งที่วางเหล็กไหลองค์พ่อจิตราไว้ก็มีแต่ความว่างเปล่า  เห็นแต่ผอบและสำลี  หามีภาพเหล็กไหลโกฏิปีสีปีกแมลงทับไม่   ดังภาพที่นำลงมาประกอบให้ดูแล้ว
ผมก็จนใจนะครับ   มีหลายคนที่เสนอองค์ญาณว่าอยากได้ภาพถ่ายขององค์พ่อจิตรามาไว้บูชา  แต่องค์ญาณก็พยายามแล้ว  ท่านไม่ยินยอมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร  ผมก็มานั่งหาเหตุผลว่าทำไมท่านจึงไม่ยอมให้ภาพของท่าน   ก็คงมีประการเดียว   ภาพถ่ายครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ที่ลงหนังสือนิตยสารต่าง ๆ  ถูกทิ้งถูกขว้าง  เมื่อวางขายตามแผงต่าง ๆ ก็เอาไปวางกับหนังสือโป๊  หนังสือดารา  หนังสือสัตว์เลี้ยง ไก่ชน กีฬา นักมวย  เมื่อเป็นหนังสือเก่าก็เป็นหนังสือวางแบกะดิน   ไอ้เจ้าคนขายหน้าโง่มันเอาหนังสือดาราโป๊วางบนโต๊ะสูง ๆ  เอาหนังสือพระวางแบกะดิน  ผมยังไปต่อว่าเขาเลย  เขาบอกว่าจัดไม่ทัน   ต่อมาผมไปพบอีก คนเดียวกัน  ที่เดียวกัน  มันก็เอาพระสงฆ์องค์เจ้า พระพุทธเจ้า วางแบกะดิน  คนเดินผ่านไปมา ชายกระโปงพะเยิบพะยาบคลุมหัวพระอยู่แล้ว   ถ้าใครกล่าวหาว่าผมพูดเกินไปก็ลองไปเที่ยวดูตามแผงหนังสือต่าง ๆ เถิด   
บันทึกเสียงไม่ติด
ต่อมา เมื่อผมมีโอกาสพบองค์ญาณอีกครั้งในสถานที่อันเหมาะสม เพื่ออัญเชิญองค์พ่อจิตราลงมาสนทนา  ก่อนอื่นก็ขอบันทึกเสียงไว้  ท่านก็ยิ้ม ไม่ตอบว่าอนุญาตหรือไม่  ท่านว่ามึงจะถามอะไรก็ถามมา  อย่าถามเรื่องสวรรค์ชั้นฟ้า  ไม่ใช่เรื่องของมึง  ผมจึงสอบถามเรื่องถ่ายภาพไม่ติด    องค์ท่านตอบว่า  ลูกเอ๊ย...คนในโลกนี้มีทั้งคนดีคนชั่ว  มีทั้งเลื่อมใสและไม่เลื่อมใส   ถ้ารูปของพ่อกระจายเรี่ยราดออกไป  ถูกเหยียบย่ำไม่ยำเกรง มันจะทำให้บารมีพ่อตกต่ำ  แม้องค์ญาณก็อยู่ไม่เป็นสุข    มันก็ตรงกับที่ผมได้คาดการณ์ไว้ว่าทำไมท่านจึงไม่ยินยอมให้ภาพของท่านลงหนังสือ    เมื่อผมขออนุญาตนำภาพไว้ให้สานุศิษย์บูชาประจำตัว  ท่านว่าให้พ่อคิดอีกที  จะให้คำตอบหลังวันไหว้ครู
 
 
ขับภูตผีปีศาจได้ทันใด
ที่พักของผมเป็นสถานที่เปลี่ยว  ล้อมรอบไปด้วยป่า  มีนกมากมายหลายชนิดส่งเสียงเจื้อยแจ้วทั้งวันทั้งคืน  ยามค่ำคืนจะสงัดเงียบ  คนขี้กลัวไม่สามารถมาอยู่ตรงนี้ได้   องค์พ่อบอกว่าที่ตรงนี้เข็ดขลังมาก  นอกจากเองแล้วยากที่จะมีใครมาอยู่ได้     ถึงกระนั้นผมก็ไม่เคยหวาดกลัว   คืนวันหนึ่งผมออกจากที่พักไปเดินจงกรมอยู่ลานหน้าที่พักกลางดึก เกือบเที่ยงคืน   เดินไปก็ส่งบุญให้ภูตผีปีศาจที่ตกทุกข์ได้ยากไปด้วย   ทันใดขนหัวของผมก็ลุกตั้งชัน  บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือก  ผมก็ถามตัวเองว่าเรากลัวหรือ  ก็ได้คำตอบว่าไม่กลัว   แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร   มันเหมือนมีวิญญาณชั่วร้ายเป็นร้อยเป็นพัน พากันมามะรุมมะตุ้ม   เหมือนลิงพากันมายื้อแย่งอาหารจากมือ  จนขนลุกเกรียวไปหมด   จึงระลึกถึงองค์พ่อ ๑๖  องค์พ่อเหล็กไหลทุกองค์ โปรดมาขจัดวิญญาณชั่วร้ายออกไปที 
อาการต่าง ๆ ที่ผมเป็นก็หายไปฉับพลัน   ผมได้รับคำตอบว่าคือวิญญาณชั่วร้าย จะเป็นพวกไหนก็ไม่ทราบ ที่ทำให้ผมเกิดอาการเช่นนี้     ผมจึงกราบเรียนถามองค์พ่อ   ท่านว่า วิญญาณที่อาศัยตรงนี้ล้วนเป็นพวกจิตต่ำช้า ปีศาจอสุรกาย  มันไม่เป็นมิตรกับผู้ใด   มึงส่งบุญให้มันอย่างไรก็ไม่ได้ทำให้มันดีขึ้นหรอก   เพราะอะไร   เพราะดวงมึงตก  ถึงแม้บุญบารมีของมึงจะมีมากมายมหาศาล แต่ถ้าดวงตก กระแสบุญมันก็ไม่เกิด   เปรียบเหมือนสายไฟฟ้ามีไฟฟ้าแล่นอยู่  แต่ถ้าหลอดไฟในบ้านขาดเสียหาย มึงจะเปิดอย่างไรมันก็หามีแสงเกิดขึ้นไม่  นี่คือช่วงชีวิตมีจุดบอด   มึงต้องเข้าใจว่าชีวิตคนมันมีขึ้นมีลง   ยามดวงตกก็คือช่วงที่เราต้องเสวยวิบากกรรมเก่า  บุญบารมีของตัวเองให้ผลไม่เต็มที่   อย่าคิดเลยว่าจะส่งบุญให้ผู้อื่นสัมฤทธิ์ผล   ถ้าพ่อมาช่วยไม่ทัน  ป่านนี้มึงเป็นบ้าสติแตกไปแล้ว   ต่อไปอย่าออกไปเดินนอกที่พักยามค่ำคืนเด็ดขาด 
มึงรู้มั้ย  ถ้าบุญเก่าบารมีเดิมของมึงไม่มี  ป่านนี้มึงเป็นศพอยู่ที่ไหนก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้   แต่เพราะบุญเก่าบารมีเดิมของมึงนั่นเองที่ทำให้พ่อต้องดึงมึงมาที่นี่  คอยช่วยชุปอุปถัมภ์ไม่ให้ทุกข์ร้อน    ต่อผ่านวันเกิดไปแล้วดวงจะดีขึ้น  บารมีจะกลับมา   ให้อดใจรอไว้ 
ผมคุยกับท่านแบบพ่อลูกนั่งคุยกัน  มีอะไรถามท่านก็ตอบ  ไม่ถามท่านก็นำเรื่องนั้นเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังมากมายหลายเรื่อง   และเพิ่งได้รายละเอียดขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง   องค์พ่อจิตราคือท้าวยมบาล  หรือท้าวกุเวร  ซึ่งครั้งก่อนที่ผมฟังท่าน ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียดก็เลยเล่าผิดไป  แต่คราวนี้ท่านบอกตรง ๆ เลย   ส่วนท้าวเวสสุวรรณเป็นอีกองค์หนึ่ง เป็นกษัตริย์เหนือท่านขึ้นไปอีก  และสถิตย์อยู่ชั้นที่ ๑๖  เมื่อท่านทำอะไรผิดนอกลู่นอกทาง ท่านจะได้รับการพิพากษาจากองค์ท้าวเวสสุวรรณ  ก็คือองค์พ่อ ๑๖ นั่นเอง 
หลังจากผมได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ทั้งจากพระไตรปิฏก และหนังสือเทวกำเนิด  ก็ได้ความรู้เกี่ยวกับเทพขึ้นเป็นอันมาก  แต่มีทั้งตรงกันและผิดแผกกันไปบ้าง  จึงได้เขียนเพิ่มเติมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง โปรดอ่านเรื่องท้าวเวสสุวรรณ  ท่านจะเข้าใจได้ดี
  แต่เรื่องบ้านเรื่องเมืองผมไม้กล้านำมาเขียน  บอกได้เพียงว่าท่านรักไอ้แป๊ะยิ้ม หรือไอ้ 30 บาท  เวลาท่านพูดถึงคนท่านจะตั้งฉายานามให้เอง   เรียกผมว่าไอ้เทวดา   เรียกองค์ญาณว่า คำก้อน  เรียกเจ๊เล็กว่าผีเขื่อนตา  เรียกครูพรว่าอีคำแพง  เรียกพี่ดาบว่าไอ้หมูตอน    แต่คำว่าไอ้ขันที  ผมไม่รู้ว่าหมายถึงใคร 
ท่านคุยกับผมเกิน 2 ชั่วโมงจึงลากลับ   ผมเอาเครื่องบันทึกเสียงมาเปิดฟัง   มีแต่ความว่างเปล่าอีกแล้วครับ  ท่านไม่ทิ้งร่อยรอยอะไรให้เป็นหลักฐานไว้เลย    เสียดายภาษาเทพที่ท่านพูดกับผม  เมื่อผมถามความหมาย ท่านแปลให้ฟังประโยคต่อประโยค  ถ้อยคำชัดเจน  ไม่ใช่บาลี  ไม่ใช่สันสกฤต   ท่านเรียกว่า ภาษาโมยะเป็นภาษาที่เทพชั้นสูงใช้พูดกัน   องค์ญาณจึงไม่ได้ฟังภาษาเทพที่ออกจากปากของตัวเอง  นี่แหละคือความศักดิ์สิทธิ์ที่เห็นง่าย ๆ  พิสูจน์ง่าย ๆ 
 
งานไหว้ครูประจำปี 2550
เชื่อมั้ยครับ  ผมไม่เคยไปบ้านองค์ญาณ  ไม่เคยเห็นตำหนัก   ทั้ง ๆ ที่ผมสนิทกับองค์พ่อเหล็กไหล    และรู้ว่าท่านโปรดปรานผม    เพราะชีวิตของผมไม่อยากยุ่งกับผู้คน   อยากอยู่คนเดียวเงียบ ๆ ที่ใดที่หนึ่งที่ไม่มีใครรู้     และท่านผู้อ่านหน้าใหม่ก็ดี  หน้าเก่าที่รู้จักผมแล้วก็ดี  ถ้าไปบ้านองค์ญาณ  ไม่พบหน้าผม  แม้งานไหว้ครูซึ่งเป็นวันสำคัญที่สุดขององค์พ่อ ๑๖ และองค์พ่อเหล็กไหล ก็ไม่พบหน้าผมไปร่วมงาน  ท่านอย่าแปลกใจ   นี่คือนิสัยแท้จริงของผม   ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับประเพณีรีตองอะไรทั้งสิ้น   ผมเคารพรักพ่อ ๑๖  เคารพรักพ่อจิตรา และพ่อเหล็กไหลทุกองค์   แต่ผมไม่ชอบจุ้นจ้าน    
 
งานวันไหว้ครูใหญ่ปี 2550  ตรงกับวันที่ ๑๕  มีนาคม   ใครอยากไปร่วม  อยากไปพบอิทธาภินิหาริย์ขององค์พ่อ ๑๖ และองค์พ่อเหล็กไหล ก็ขอเชิญนะครับ ที่ตำหนักองค์ญาณ   ผมรู้เพียงว่าอยู่ใกล้ ๆ กับที่ว่าการอำเภอโชคชัยนั่นเอง   
                และขอเรียน...กราบเรียน...  กราบนมัสการ....   เพราะมีพระหลายรูป...หลายคน..ที่โทร.หาองค์ญาณ  เพื่อขอร้อง  ขอความช่วยเหลือ  ให้ไปโปรดคนตกทุกข์ได้ยากที่วัดนั้นวัดนี้    บางท่านก็บอกว่าวัดนั้นวัดนี้กำลังก่อสร้าง  ขอความช่วยเหลือไปหาเงินสร้างวัดหน่อย  
                เหอๆๆๆ  พ่อ ๑๖ และพ่อจิตรา  ท่านไม่ได้ลงมาเพื่อจะช่วยเหลือมนุษย์ผู้เต็มไปด้วยกิเลสตัณหาสร้างชื่อเสียงและลาภสักการะแก่ตัวเอง   ท่านลงมาเพื่อช่วยขจัดปัดเป่าความทุกข์ของผู้คน    แต่ถ้าท่านผู้ใดมีทุกข์ใจ  ทุกข์เพราะกิเลสตัณหาทะยานอยากอันเกินพอดี  ท่านควรหาที่สงบ   นั่งมองกายมองจิตของตัวเองทุกเวลานาที   ความทะยานอยากของท่านก็จะหาย  ความทุกข์ดิ้นรนอันเกินขอบเขตก็จะหายไปเช่นกัน    อย่าทำอะไรเกินตัวมันก็ไม่ทุกข์   ถ้าเป็นพระจริง ๆ   อยู่กับกรรมฐานจริง ๆ  ก็ไม่ทุกข์แน่นอน
               
เกิดมาเป็นคนทั้งทีจะเอาอะไรนอกจากคุณงามความดี  ทุกสรรพสิ่งเป็นมายาลวงโลก   ตายแล้วต้องทิ้งทุกอย่าง   เมื่อเข้ามาอาศัยพระศาสนาดำรงอยู่ ก็จงทำกิจอันควรแก่พระศาสนา   อย่าให้เทพยดาดูหมิ่นดูแคลน    จงสร้างบุญ  ละบาป  ทำจิตใจให้ผ่องใส  นี่คือคำสอนของพระศาสดา
               
เรื่องศักดิ์สิทธิ์อภินิหารขององค์พ่อ ๑๖ และองค์พ่อจิตรา  เทพเจ้าผู้รักษาเหล็กไหลโกฏิปีสีปีกแมลงทับ ผู้เป็นเทพที่เหนือเหล็กไหลทั้งปวงในปฐพีนี้  มีมากมายเกินจะนำมาเขียนได้หมดในหนังสือเล่มเดียว   ผมนึกได้ถึงตอนไหนก็นำมาเขียน   และจะหามาเขียนเล่าให้อ่านกันอีก 
                องค์ญาณเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสืออะไรเลย   ไม่ชอบสวดมนต์ไหว้พระ ไม่รู้คำสวดมนต์ไหว้พระ ไม่รู้เรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีอะไรเลยเกี่ยวกับชาวพุทธ   เพราะเธอมาจากครอบครัวมุสลิม   ดังนั้น เรื่องอะไรต่ออะไรที่ออกจากปากเธอ  แม้กระทั่งภาษาเทพ  และคำสวดมนต์ บทคาถาบางบทที่พ่อจิตรา และพ่อ ๑๖ บอกลูกศิษย์นั้น เธอไม่รู้เรื่องหรอกครับ  เชื่อผมเถอะ  และเดี๋ยวนี้ถึงแม้เธอมอบกายถวายชีวิตเป็นชาวพุทธเพราะองค์พ่อจิตราและองค์พ่อ ๑๖  แต่เธอสวดมนต์ได้เพียง นโม ตัสสะ ...และคาถาที่องค์พ่อมาสั่งสอนในความฝันเท่านั้น
เผลอแพล็บเดียวแก้วมณีโชติก็ผ่านไป 3 ตอน 3 ฉบับแล้วครับ   กลายเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากผู้คนมากมายจริง ๆ   ตั้งแต่ผมเขียนหนังสือมาไม่รู้กี่เรื่อง กี่ฉบับ  เขียนถึงพระสงฆ์องค์เจ้าไม่รู้กี่องค์ต่อกี่องค์  ไม่รู้กี่เล่มกี่ค่ายหนังสือ  ยังไม่มีเรื่องใดที่ได้รับการตอบรับหรือสนใจจากคนอ่านเท่าเรื่องแก้วมณีโชติ     มันร้อนแรงเสียจนแก้วหูองค์ญาณผู้รับโทรศัพท์จะไหม้อยู่แล้ว  ตั้งแต่ตื่นนอน จนค่อนดึกจะเข้านอน  โทรศัพท์สองเครื่องไม่เคยว่าง   บางครั้งก็แกล้งเซ่อไม่ยอมรับเสียงั้นแหละ   (ใครจะทำไม)   ตามประสาองค์ญาณผู้ไม่เคยงอนง้อใคร   ผู้ไม่ประจบสอพลออ้อล้อใคร  ไม่สนใจทรัพย์สินเงินทองของใคร   จะยากดีมีจนไม่เกี่ยว  ถ้าพอใจจะรับก็รับ  พอใจจะพูดคุยด้วยก็พูด  ถ้าไม่อยากพูดไม่อยากคุยก็ไม่รับเอาเสียดื้อ ๆ 
                บางคนโทร.แล้วโทร.อีก  ไม่ยอมติด  ถึงติดก็ไม่มีคนรับสาย      แต่ความที่อ่านติดต่อกันมา 2-3 ฉบับ ก็รู้เคล็ดลับ   เพราะมีเรื่องเดือดร้อนต้องขอบารมีองค์พ่อ ๑๖  และองค์พ่อเหล็กไหล จึงอยากพบองค์ญาณใจจะขาด   เข้าห้องพระ จุดธูป ๙ ดอก  ระลึกถึงองค์พ่อ ๑๖ และองค์พ่อเหล็กไหล ขอให้องค์ญาณรับสายหน่อยเถิด   เท่านั้นก็ได้เรื่อง    องค์ญาณไม่อยากรับก็ต้องรับ  เพราะองค์พ่อ ๑๖ สั่งให้รับครับ เพราะท่านต้องการช่วยเหลือคนเดือดร้อน  หรือคนเจ็บป่วยที่รักษาไม่รู้หาย   เมื่อมาหาท่านด้วยจิตศรัทธาเต็มร้อยก็หายจริง ๆ 
                องค์ญาณไม่ใช่คนเย่อหยิ่งจองหองหรอกนะครับ   ท่านพูดเพราะ  ถ่อมเนื้อถ่อมตัวเสมอ  เพียงแต่ท่านไม่ได้ใส่ใจกับทรัพย์สินเงินทอง   แต่การคิดค่าครูนั้นเป็นไปตามเทพเบื้องบนท่านกำหนดไว้   แต่ถ้าคนไหนลำบากยากจนท่านก็คืนให้   คือรับเป็นพิธีแล้วคืนให้     ถ้าท่านคิดจะร่ำรวยด้วยอาชีพนี้   วัน ๆ  คงรับสานุศิษย์ตั้งแต่เช้ายันเย็นจนไม่พักผ่อน   คงได้ทรัพย์หลายหมื่นหลายแสนต่อวัน   แต่ส่วนมากองค์ญาณจะได้จากผู้เลื่อมใสศรัทธามอบให้ด้วยความเคารพศรัทธามากกว่า  ไม่ใช่จากขันครูหรือบายศรี   เพราะบายศรีนั้นต้องจ้างเขาทำ  ในอัตราที่องค์ญาณบอกนั่นแหละครับ   ไม่ได้มีกำรี้กำไรอะไร   แม้ได้ทรัพย์มาก็ใช้จ่ายไปทางช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากเสียมากกว่า
                ถ้าผมลงที่อยู่ขององค์ญาณ  น่ากลัวท่านไม่มีเวลาพักผ่อนแน่ ๆ  คนที่รู้ที่อยู่ก็จะตรงไปหาตามที่อยู่  ไม่รับก็ไม่ได้แล้ว   ก็จะหาเวลาเป็นของตัวเองไม่ได้      คนเป็นจำนวนมากที่เป็นคนทรง  เป็นอาจารย์ไสยเวทวิทยาคม  เป็นพระเป็นชี ที่ลงหนังสือก็อยากให้คนหลั่งไหลไปหาเป็นร้อย ๆ คนต่อวัน   แต่องค์ญาณกลับไม่อยากให้คนมามากมาย  อยากอยู่อย่างสงบ ๆ    ผมเองกลับทำให้ชีวิตขององค์ญาณขาดความสงบสุข    แต่องค์พ่อ ๑๖  ท่านก็อยากโปรดปรานสัตว์ผู้ตกทุกข์ได้ยาก    ส่วนองค์พ่อเหล็กไหล ท่านอยากคุยกับผู้ที่ท่านพอใจ  และคนที่พอใจจะคุยกับท่านจริง ๆ   ด้วยความเคารพเชื่อมั่นจริง ๆ   ส่วนมากแล้วจะเป็นผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับท่านมาแต่ชาติปางก่อน  เช่นเคยเป็นลูกหลาน  เป็นศิษย์ของท่านมาก่อน เป็นต้น   ถ้าคนทั่ว ๆ จะเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีก็แล้วแต่เถอะมาอัญเชิญลงท่านจะไม่ลงมาประทับร่างองค์ญาณ    เพราะไม่มีความเกี่ยวข้องกับท่าน
                แต่ผมจะบอกเคล็ดลับให้    ใครอยากอัญเชิญองค์พ่อเหล็กไหลลงพูดคุยด้วย ต้องซื้อวิสกี้แบล็คเลเบิ้ลไปถวาย      นั่นเป็นเครื่องวัดว่าคนผู้นั้นเคารพเลื่อมใสท่าน อย่างแรงกล้า   แม้แบล็คขวดละพันกว่าบาทก็ลงทุนซื้อไปถวาย   ท่านก็จะลงประทับร่างองค์ญาณมาสนทนาด้วย    แต่คุณต้องทำใจและเข้าใจท่านด้วย   เพราะท่านใช้ภาษาโบราณ  กู ๆ มึง ๆ  และท่าทางนักเลงโต    ยิ่งมีนักเลงไปหา  ท่านท้าตีท้าต่อย  ท้ายิงท้าฟันเอาทีเดียว   นักเลงใหญ่ขนาดไหนไปพบท่าน ได้สนทนากับท่านกลับชอบอกชอบใจ  รักเคารพท่านเสียนักหนา   แต่องค์ญาณก็ไม่กล้าให้ท่านประทับร่างต่อคนแปลกหน้า  คน ๆ นั้นต้องไปหาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง  ยกเว้นถ้าท่านกำลังลงประทับคุยกับเจ๊เล็กเพื่อปรึกษาหารือปัญหาบางประการ   เมื่อมีคนแปลกหน้าเข้ามานมัสการตอนนั้น  ท่านก็จะคุยด้วย   แต่ต้องรับมุขให้ดีนะครับ  เพราะท่านดุจริง ๆ  ชอบพูดยียวนกวนประสาท มึงมาหาใคร   มาทำไม   ใครบอกให้มึงมา  มึงรู้จักกูแต่เมื่อไหร่ถึงอยากมาหากู   มึงเก่งหรือ  เป็นนักเลงหรือ   เอามั้ย  มายิงกับกู  มาฟันกับกู   ลีลาแบบนี้พูดกับนักเลง กับมือปืน  ไม่ใช่พูดกับคนทั่วไป   และท่านพูดว่า  มึงมาหากูมึงไม่ตายด้วยลูกปืนหรือคมหอกคมดาบ   ใครก็ทำอะไรมึงไม่ได้  แต่มึงจะวิ่งชนตอตาย   นักเลงก็นักเลงเถอะ   มือปืนก็มือปืนเถอะ  กราบท่านประหลก ๆ  ให้ท่านเป่าหัวพรวด ๆ    แต่ใครได้ชิดใกล้ก็จะเข้าใจว่าท่านรักและเมตตา  พูดเย้าแหย่แบบกันเอง   คุยไปคุยมาก็ฮากันไม่หยุด  
         
การมากราบขอบารมีองค์พ่อ ๑๖  และองค์พ่อจิตรา  ต้องมาด้วยหัวใจจริง ๆ  มาด้วยความเชื่อมั่นว่าเป็นที่พึ่งได้จริง  อย่าคิดมาทดลองหรือมาทดสอบ  เพราะท่านไม่ได้ใส่ใจคนไร้ศรัทธา  ถ้าไม่เชื่อก็ไม่ต้องมาหาท่านให้เสียเวลาและเงินทอง   หรือถ้าคิดจะมาทดสอบองค์พ่อจิตรา(พ่อเหล็กไหล)  มันก็ไม่คุ้มกับการอยากรู้อยากเห็น   เพราะท่านอาจทำให้คุณเจ็บตัวและเสียทรัพย์  รถของคุณอาจเสียระหว่างทาง   รถอาจวิ่งลงข้างทาง  คุณอาจหลงทางวกวนจนไม่รู้จะไปไหน   นั่นคือผลตอบแทนแด่ผู้ไร้ศรัทธาแต่อยากลองดี   ท่านชอบพูดว่า มาดีก็ขอให้ได้ดี   ถ้ามาไม่ดีก็ขอให้สำลีพันหัวกลับไป  กูไม่ได้พันหรอก   อีชุดขาวจะพันให้มึง...
               
ในโลกนี้ไม่ว่ายุคไหนกาลไหน  มนุษย์ไม่มีสิทธิ์ทดสอบความศักดิ์สิทธิ์ของเทวดา  ไม่สามารถทดสอบความเมตตาปราณีของเทวดา   มีแต่เทวดาเท่านั้นที่มีสิทธิ์ทดสอบมนุษย์    ถ้าท่านอยากแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ใด ๆ  ก็เพราะท่านต้องการโปรดมนุษย์คนใดคนหนึ่งที่ท่านอยากโปรด    เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า   พระองค์เสด็จท่องเที่ยวแสดงธรรมโปรดสัตว์โลก   คนไหนมีบารมีถึง  เหมาะสมที่พระองค์จะไปโปรดให้เป็นพระอริยเจ้า  พระองค์จะไปแสดงฤทธิ์ให้เห็น  ให้เขาเลื่อมใสศรัทธา จนมาเป็นพระสาวก    แต่พวกนักบวชนอกรีตบางคนที่อวดดี  ได้ยินกิตติศัพท์ของพระองค์ก็อยากไปลองภูมิบ้าง  ลองฤทธิ์บ้าง  ไปถามปัญหาบางปัญหา  ทั้งที่พระองค์ตอบได้พระองค์ก็นิ่งเสีย  หาได้ตอบไม่   บางคนไปขอให้พระองค์แสดงฤทธิ์ให้ดู  พระองค์ก็นิ่งเสีย  หาได้แสดงให้เห็นไม่   ทั้งนี้เพราะมันไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ที่จะไปต่อความยาวสาวความยืดกับคนไร้บุญบารมี   พูดให้มันฟังทั้งปีมันก็ไม่เข้าใจ   แสดงฤทธิ์ให้มันเห็น  มันก็คิดไปอีกเรื่องหนึ่ง     ยกตัวอย่างง่าย ๆ  ผมเขียนความศักดิ์สิทธิ์ปาฏิหาริย์ขององค์พ่อ ๑๖ แลองค์พ่อเหล็กไหล   เชื่อมั้ยว่าคนอ่านบางคนมีความคิดที่อยากฉกชิงเหล็กไหลจากองค์ญาณไปครอบครอง   แทนที่จะเกรงกลัวบารมีกลับมีความโลภอยากได้เข้าครอบงำ   แต่ใครอยากลองฉกชิงดูก็ทดลองได้นะ  เพราะท้าวกุเวรนั้นเป็นที่เคารพยำเกรงของภูตผีเทวดาทั้งหลาย   มนุษย์คนไหนโง่พอที่จะลองก็ทดลองดูได้   ท่านไม่ทำให้ตายหรอก   อาจบ้าใบ้ พิการ อย่างใดอย่างหนึ่ง  ขอร้องให้ตายก็ไม่มีใครทำให้ตายได้   แต่อยู่อย่างทนทรมาน    คุ้มมั้ย ?
          แต่สำหรับองค์พ่อ ๑๖ หรือท้าวเวสวัณแล้ว ถึงแม้ท่านจะมีพระพักตร์อิ่มเอิบ  ยิ้มแย้มแจ่มใส  พูดจาราบเรียบ  แต่ท่านจะไม่พูดเล่นพูดหัวกับใคร   ท่านพูดเป็นการเป็นงาน   ที่พ่อพูดมาเข้าใจมั้ย   มีอะไรจะถามอีก   เมื่อคนถามปุ๊บท่านจะตอบปั๊บ   บางทีเขาถามยังไม่ทันจบประโยคท่านก็ตอบแล้ว  และตอบได้ตรงกับที่ผู้ถามต้องการ   เมื่อเจ็บป่วยท่านก็ประทานพรให้หายป่วย   ทำน้ำทิพย์ให้ดื่มและอาบ   เอาหัวใจพุทธองค์(เหล็กไหล)อธิษฐานแล้วจี้ตามจุดต่าง ๆ ที่เจ็บป่วย   หยิบดอกรุ่งเรืองมณี(ดาวเรือง)มาอธิษฐาน มอบให้   บอกว่าอยากให้พ่อช่วยอะไรให้ยกดอกรุ่งเรืองมณีขึ้นจบหัวคิดถึงพ่อ  แล้วพ่อจะไปช่วย
               
ดอกรุ่งเรืองที่ท่านมอบให้นี้วิเศษนัก  อย่าทิ้งขว้างละเลย  เมื่อถึงบ้านให้วางบนหิ้งบูชา   เวลาออกจากบ้านไปไหนก็นำไปด้วย  ก่อนออกจากบ้านไปไหน ก็ยกขึ้นจบหัว  ขอความคุ้มครองจากท่าน   หรือขอโชคลาภจากท่าน   ขอให้มีลูกค้ามาก ๆ  ทำมาค้าขายคล่อง   จะไปติดต่อธุระกับใครก็ยกขึ้นจบหัว  ขอให้พบคนนั้น  ขอให้เจรจาประสบผลสำเร็จ     ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าพระเครื่องราคาล้านเชียวนาจะบอกให้     ผมกำลังรวบรวมดอกไม้บูชาพระต่าง ๆ ที่ตำหนัก อีกไม่นานจะทำเป็นพระรูปของท่าน และขององค์พ่อจิตรา (ท้าวกุเวร)  เป็นเทวรูปสองหน้า    ต้องรอให้ได้ดอกไม้มาก ๆ ก่อนนะครับจึงจะทำออกมา   แค่องค์พ่อ ๑๖ และองค์พ่อเหล็กไหลอธิษฐานจิตก็เพียงพอแล้ว  ไม่ต้องมีพิธีใหญ่โตอะไรอีก   เพราะวัตถุมงคลจะศักดิ์สิทธิ์ก็ด้วยท้าวจตุโลกบาลสั่งให้เทพองค์ใดองค์หนึ่งคอยติดตามคุ้มครองรักษา   ถ้าไม่มีเทพรักษา ก็ไม่ต่างจากวัตถุธาตุทั่ว ๆ ไปหรอก  
 
         
แต่ตอนนี้ก็มีผู้มีจิตศรัทธาได้นำพระรูปของพระองค์พ่อ ๑๖  มาถวายจำนวนหลายองค์ด้วยกัน  เป็นเทวรูปเก่าแก่  มาจากกรุไหนไม่ปรากฏ  เจ้าของไปพบเข้าจึงเช่าเก็บไว้  แต่ไม่รู้จักว่าเป็นรูปอะไร  เมื่อมาอ่านเรื่องที่ผมเขียนจึงรู้ว่าเป็นท้าวเวสวัณ  จึงนำไปฝากไว้ที่พุทธามหาเวท ให้ถวายองค์พ่อ ๑๖  เพื่อมอบให้ผู้เลื่อมใสศรัทธา  นำทรัพย์มาสร้างตำหนัก หรือสำนักกรรมฐาน     ท่านผู้นั้นคือคุณรัตนชัย  รัตนภาณุมงคล   ก็ขอขอบพระคุณท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย   วันที่ได้รับมานั้น คุณปานได้ฝากคุณปารณี มีบุญ ไปพร้อมกับหนังสือ   องค์พ่อ ๑๖ และองค์พ่อจิตรา  ได้รับเทวรูปนี้กับมือ   ท่านพอพระทัยมาก   ทั้ง 2 พระองค์ตรัสว่า ไอ้คนไหนที่มันถวายรูปนี้มากูจะแผ่บารมีให้มันรวย   กูอยากให้มันมาหากูสักครั้ง     จึงขอฝากความนี้ถึงคุณรัตนชัย ผู้ถวายด้วย  
               
องค์พ่อเหล็กไหลหรือองค์พ่อจิตรา เวลาพูดเสียงจะใหญ่และห้าว  หนักแน่น  ชอบเล่นศัพท์  เช่น เพ-ลิด-เพ-ลิน,   แป-ลก,  ปรา-รถ-นา,    บางทีก็พูดภาษาอังกฤษ  แต่เชิงพูดให้ตลกสนุกสนาน   แต่ส่วนมากชอบพูดภาษาเทพ (ภาษาโมยะ)   ภาษาสันสกฤต  และภาษาบาลี   ซึ่งเป็นภาษาพูด  ไม่ใช่บทสวดมนต์ต่าง ๆ ที่พวกเราใช้สวดกัน   ท่านพูดเป็นสำเนียงแขก พูดเร็ว  เหมือนแขกเปี๊ยบเลย   ท่านร้องเพลงแขกได้ไพเราะมาก  ร้องไปรำไป  ร้องอย่างมีความสุข   ตรงกับที่มาในพระบาลี (พระไตรปิฎก) ว่าทรงโปรดปรานการร่ายรำและขับร้อง  แม้องค์พ่อ ๑๖ ท่านก็ร่ายรำและขับร้องในพิธีไหว้ครู   
               
ภาษาเทพ  ภาษาสันสกฤต  และภาษาบาลีที่องค์พ่อจิตราท่านกล่าว และเขียนด้วยอักษรเวสาลี  พร้อมกับเพลงที่ท่านร้อง  ผมเขียนไว้ในเรื่องท้าวเวสวัณมหาราช   ในฉบับหน้า  เพราะฉบับนี้เขียนไม่ทัน         จะได้มั่นใจว่า ท่านไม่ใช่เทพเก๊  ไม่ใช่มนุษย์เสแสร้ง    ถ้าองค์ญาณสามารถแสดงได้โดยไม่มีเทพลงประทับผมก็ขอกราบงาม ๆ สักร้อยทีแล้วครับ   ยอมรับว่าเป็นมนุษย์อัจฉริยะ   เก่งเสียจนนักจับผิดอย่างสันยาสียังไม่สามารถจับได้   
               
ช่วงชีวิตที่ผ่านมาผมก็เคยท่องไปตามสำนักทรงเจ้าเข้าผี  จับเท็จได้บ่อยครั้ง  แม้พระสงฆ์องค์เจ้า  หมอดูหมอเดา  ผมก็ไปทดสอบมามากต่อมากแล้ว    บางครั้งก็เผลอเชียร์ก็มี   เข้าทำนองลูบหน้าปะจมูก   พูดมากก็ไม่ดี คนอื่นเสียหาย    แต่ถ้าใครได้รับความเสียหายเพราะเชื่อข้อเขียนของสันยาสีในบางเรื่องที่ผ่านมาก็กราบขออภัยงาม ๆ  เป็นอดีตที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก   เดี๋ยวนี้ต้องเฟ้นแล้วเฟ้นอีก   ถ้าไม่จริงจะไม่ยอมเขียน   เพราะไม่อยากตกเป็นเครื่องมือของใคร   สงสารคนอ่านจริง ๆ ครับ    เขาเชื่อเรา  เราเขียนถึงใครเขาก็ต้องไปหาพึ่ง    ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะดี      เสียเงินตั้งมากมายก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น  ทุกข์หลายซับหลายซ้อน   มันเจ็บกะดองใจ
                 
เรื่องขององค์พ่อ ๑๖ และองค์พ่อจิตรา  ผมรับประกันว่าเป็นเรื่องจริง ของจริงที่พิสูจน์ได้   ไม่มีการโกหกหลอกลวง   องค์ญาณไม่เคยเรียกร้องเอาเงินหมื่นจากใคร   แต่ที่เขาให้เป็นหมื่นเป็นแสนนั้นเป็นเรื่องของความสิเนหา  แต่ใช่ว่าองค์ญาณจะรับของใครง่าย ๆ   มีหลายคราที่คนเอาเงินแสนใส่ซองให้   องค์ญาณเปิดดูแล้วยื่นกลับคืนทันที  บอกว่ารับไม่ได้  มันมากเกินไป    แต่ก็ไม่ทำให้เขาเสียใจ  บอกว่า วันหลังถ้ามีความต้องการจะบอกนะ   แต่ถ้ารู้ว่าเขาร่ำรวยจริง ๆ  มีเงินหลายร้อยหลายพันล้าน  และเคารพเลื่อมใสจริง ๆ  องค์ญาณก็ไม่ขัดศรัทธาเช่นกัน  เพราะผู้ให้ไม่เดือดร้อน   นี่คือองค์ญาณ   ผมจึงนับถือท่าน   นับถือองค์พ่อ ๑๖  และองค์พ่อจิตรา   และทุกท่านก็เมตตาผมมาก  เพราะท่านรู้ใจผม  รู้ว่าผมเสียชีพไม่เสียสัตย์   ยึดมั่นในอุดมการณ์   ห้ำหั่นอลัชชีและคนลวงโลก 
         
โปรดทราบว่าผมไม่ได้รับจ้างองค์ญาณในการเขียนเรื่องลงหนังสือ    ท่านไม่ได้ขอร้องผม   และปฏิเสธคำขอของผมมาก่อน   แต่ผมขอร้องท่านเพื่อนำเรื่องของท่านลงหนังสือ  ทั้งนี้เพราะผมประจักษ์แก่ตาตนเองว่าองค์เทพ ๑๖ และองค์เทพจิตราสามารถช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากจริง ๆ    แต่ผมมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะการช่วยเหลือขององค์ญาณและองค์เทพที่มาอาศัยท่าน   เพราะท่านเมตตาผม  แสวงหาตัวผม  นำผมมาชุบอุปถัมภ์   ก็เพราะเห็นว่าผมเป็นคนดี  และเป็นลูกของท่านมาแต่อดีตชาติ   เมื่อผมละทิ้งทรัพย์สมบัติทั้งหลาย แล้วเร่ร่อนหาที่ปฏิบัติธรรม  ท่านก็สมเพทเวทนา ไม่อยากให้ผมตกทุกข์ได้ยาก   จึงสั่งให้องค์ญาณติดต่อผม  นำผมมาอาศัยในสถานที่ท่านจัดสรรไว้ เพื่อไม่ให้ตกทุกข์ได้ยาก   เรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ   ผมจึงเป็นข้าทาสรับใช้พระองค์ท่านทั้งสอง  และเผยแพร่เรื่องราวของพระองค์ท่านให้เป็นที่รู้จักกันทั่วหน้า  
                องค์พ่อจิตรานั้นท่านไม่อยากยุ่งกับมนุษย์มะนาคนไหนหรอก นอกจากลงมาคุยกับลูกหลานชิดใกล้  ท่านคิดแบบเดียวกับองค์ญาณ   แต่องค์พ่อ ๑๖  หรือท้าวเวสวัณ ท่านอยากช่วยเหลือผู้คน โปรดสัตว์ผู้ตกทุกข์ได้ยาก  ท่านต้องการสร้างบารมีเพื่อเข้าถึงนิพพานให้เร็วที่สุด     การกระจายข่าวให้คนรู้จักจึงเป็นความปรารถนาขององค์พ่อ ๑๖  ซึ่งองค์พ่อจิตราก็ไม่สามารถขัดได้   เพราะท้าวเวสวัณเป็นเจ้านายเหนือหัวของท้าวยมราช (ท้าวกุเวร)
               
 
              เมื่อหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา  มีญาติของผู้ป่วยมะเร็งขั้นสุดท้ายมาอัญเชิญไปอวยพรให้คนป่วยถึงห้องพิเศษที่โรงพยาบาลสีคิ้ว   องค์ญาณก็ไป  แล้วบอกให้ญาตินำบายศรีไปถวายที่ตำหนัก  เขาก็ทำตาม   เดี๋ยวนี้คนป่วยลุกเดินเหินได้  กินข้าวกินน้ำได้   อาการเจ็บปวดก็ทุเลาเบาบางลงมาก  แพทย์ให้ออกจากโรงพยาบาลกลับไปอยู่บ้านแล้ว  พวกเขาจะพากันมากราบองค์พ่ออีกในไม่กี่วันนี้
               
อีกรายหนึ่งเป็นโรคหัวใจโต   เมื่อ 3 เดือนก่อนก็เข้าหองไอซียู  ทางญาติไปขอพรจากพระองค์ท่าน  ท่านก็ต่ออายุให้  จนสบายดี ออกจากโรงพยาบาลมาอยู่บ้าน   แต่ท่านว่าเมื่อถึงวันไหว้ครูใหญ่ ( ๑๕ มีนาคม) ให้ไปหาท่านที่ตำหนัก   คนป่วยไม่ไป  องค์พ่อจิตรา (ท้าวยมราช) ลงมาบอกว่า กูนั่งรอมันใต้ต้นขนุน มันก็ไม่ยอมมาหาดุจที่มันรับปาก   ท่านก็ไม่พอใจ      เมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา  คน ๆ นี้ก็ล้มป่วยลงอีก และหนักกว่าเดิม   ทั้งโรคหัวใจโต  ม้ามโต  ตับโต แพทย์นำเข้าห้องผ่าตัด  ลงมีดลึกไปนิดเดียวไปกรีดเอาตับเข้า  เพราะตับก็โตขึ้นเช่นเดียวกัน   ปรากฏเลือดไหลทะลักไม่หยุด   พวกญาติพี่น้องระดมกันมาให้เลือดเพิ่ม  ให้เลือดเข้าไปก็ไหลออกจากปากและจมูก  ดูท่าจะจบชีวิตเสียในคืนนั้น   พี่สาวซึ่งสนิทกับองค์ญาณจึงไปที่ตำหนัก  ขอพรองค์พ่อ ๑๖ และองค์พ่อจิตรา   องค์พ่อจิตราลงประทับร่างองค์ญาณ   บอกว่ามันตระบัดสัตย์  มึงจะให้กูช่วยมันหรือ   พี่สาวคนป่วยก็อ้อนวอนขอความเมตตาจากท่าน    ท่านว่า กูเห็นแก่มึงที่ดีกับกูมาตลอด  รับใช้กูด้วยความซื่อสัตย์  กูจะให้โอกาสอีกสักครั้ง   มึงจะไม่ให้มันตายใช่มั้ย    พี่สาวคนป่วยก็รับตามท่านถาม    ท่านว่า กูจะให้มันอยู่ต่อไปอีก
               
เชื่อมั้ยครับ  ถึงวันนี้น่ากลัวผ่านมาประมาณ 5 อาทิตย์แล้ว   คนป่วยคนนี้ยังไม่ตาย  แต่นอนทนทรมานอยู่ในโรงพยาบาล   ทั้งหมอและนางพยาบาลต่างแปลกใจไปตาม ๆ กันว่าสภาพแบบนี้ทำไมจึงมีชีวิตอยู่ได้  
               
ความจริงเรื่องนี้ยืดยาวมาก  มีอดีตเป็นมาที่เกี่ยวพันกับองค์ญาณและองค์พ่อเหล็กไหล   ไม่สามารถนำมาขีดเขียนได้     ขอเล่าเพียงให้ทราบว่า  ท่านจะให้ใครตายก็ได้   จะให้ใครอยู่ก็ได้   จะทำให้หายป่วยก็ได้   ทำให้ทุกข์ทรมานสมใจท่านก็ทำได้  บางเรื่องที่เกี่ยวพันกับองค์พ่อเหล็กไหล  แม้องค์พ่อ ๑๖ ต้องการช่วยเหลือให้หายป่วยก็ไม่สามารถขัดความต้องการขององค์พ่อเหล็กไหล หรือพยายมราชได้   องค์พ่อ ๑๖ (ท้าวเวสวัณ)ถึงกับตรัสว่า  ท้าวกุเวรนั้นเป็นเทพที่ทรงอิทธิฤทธิ์มาก  บางเรื่องพ่อก็ไม่ก้าวก่ายเรื่องของท่าน  
               
มีอยู่วันหนึ่ง  ผมนำดินน้ำมันมาปั้นพระรูปของพ่อจิตรา  มีพระวรกายสีเขียวอ่อน  ประทับนั่งชันเช่าแบบท่าของท้าวกุเวร  มีเครื่องประดับเป็นสร้อยแดง และขาว คือทับทิมล้อมเพชร   กางเกงสีแดง   ชฎาสีแดงทับทิม  แต่ใส่เครื่องหมายตราชั่งไว้ด้านหน้าของชฎา   เมื่อท่านลงมาสนทนากับผม   จึงทูลถามท่านว่า  พ่อครับ   ลูกปั้นพระรูปขององค์พ่อถูกรึเปล่า    ท่านว่า ใกล้เคียง  แต่ท้องต้องใหญ่กว่านี้(ท้าวยมราชมีอีกพระนามหนึ่งว่า พฤโกทร  แปลว่าผู้มีท้องใหญ่  ซึ่งเป็นลักษณะของท้าวกุเวรที่เขาปั้นกัน  จิตรา ก็เป็นอีกพระนามหนึ่งที่ปรากฏในตำนาน )
                ผมถามว่า  ผมใส่เครื่องหมายตราชั่งบนชฎา  ถูกต้องมั้ยครับ
                ท่านว่า  กูไม่ชั่งอะไรกับใครทั้งนั้น     กูรักใครก็กูช่วยถึงที่สุด   กูชังใครกูก็ทำลาย   เรื่องของกู
 
ใครคือศิษย์คนโปรด
                   อาจมีคนอยากรู้ว่า แล้วพ่อจิตรารักใครที่สุด (ไม่นับองค์ญาณ)   ตอบว่า ท่านรักผีเขื่อนตาที่สุด   ผีเขื่อนตาของท่านคือเจ๊เล็ก  เจ้าของร้านเงินไหลมา ใกล้สี่แยกโชคชัย   เจ๊คือคนที่เคารพรักพ่อ ๑๖  รักพ่อจิตรา  และองค์ญาณที่สุด  เสมอต้นเสมอปลาย  ท่านจึงให้เจ๊ถูกเลขบ่อยที่สุด   ทุกวันนี้เจ๊มีอาชีพขายนิตยสารต่าง ๆ  ได้กำรี้กำไรไม่กี่บาท   แต่เจ๊ไม่จน  เพราะเจ๊ถูกเลขแทบจะทุกงวด   ระดับหลักหมื่นถึงหลักแสน  
                งวดที่ออกเลข 374  คืนก่อนนั้นพ่อลงมาสนทนากับเจ๊ที่ตำหนักใหญ่   พอดีมีเพื่อนของผมคนหนึ่งชื่อสันติ พะวง  ไปกราบท่านพร้อมกับนำสุราต่างประเทศไปถวาย   พอดึกคืนนั้นเป็นวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ  วันสรงน้ำเหล็กไหล  ท่านลงมาทำพิธี และพูดคุยกับลูกหลานใกล้ชิดไม่กี่คน   อยู่ไม่นานท่านก็ลากลับ   บอกว่า วันพรุ่งนี้กูจะให้ผีเขื่อนตาถูกเลข พร้อมกับเพื่อนของไอ้เทวดา  กูสงสารมัน  มันเอาเหล้ามาถวายกู  แต่เหล้าอะไรไม่รู้กูไม่เคยดื่ม   ใครอยากเอาไปดื่มก็เอาไป  วันนี้กูแจกเหล้า กูจะไปแล้ว  พรุ่งนี้จะไปกองสลาก  จะเอาเหล้าและบุหรี่ไปฝากไอ้พวกผีที่กองสลากด้วย  ว่าแล้วท่านก็ให้เขาหยิบเอาเหล้าที่ไม่ใช่แบล็คเลเบิ้ลมาแจกลูกหลานจนหมด  
          วันต่อมา  เมื่อหวยออกแล้ว   เจ๊เล็กและเพื่อนของผมถูกเลข 3 ตัวคนละ 300 บาท   เจ๊ถูกทั้ง 3 ตัวและ 2 ตัว 
                ส่วนตัวผมเองไม่ได้ใส่ใจเรื่องทรัพย์สมบัติเงินทอง  ไม่ซื้อเลขซื้อเบอร์อะไรกับใคร   ท่านก็รู้ดี  ท่านจึงหยอกผมว่า  มึงปวารณาตัวไม่ยึดถือทรัพย์สมบัติเงินทอง   กูก็ไม่ให้มึง   เกิดมาเป็นคนไม่เอาทรัพย์สินเงินทอง  ไปกินขี้ซะ  
               
งวดที่ ๑๖ พฤษภาคม ที่ผ่านมา   ท่านหมายมั่นปั้นมือจะให้สานุศิษย์ใกล้ชิดร่ำรวยหลักล้าน   ท่านสั่งสันติว่าให้ซื้อเหล้าขาว 40 ดีกรีมาให้สองขวด  และบุหรี่ใบตองด้วย   ไอ้พวกผีกองสลาก กูเอาเหล้าฝรั่งไปฝาก  มันกินไม่เป็น  มันว่าไม่เคยเห็นไม่เคยกิน   มันจะเอาเหล้าถูก ๆ  มึงซื้อมาให้พ่อ  พรุ่งนี้พ่อจะไปกองสลากเอาไปฝากพวกมัน
                ผมถามว่า พ่อครับ  ไอ้ผีพวกนั้นล้วนเป็นลูกน้องของพ่อทั้งนั้น   พ่อจะสั่งอย่างไรก็ได้ไม่ใช่หรือ
                ท่านตอบว่า ผีมันก็เหมือนคน   เราจะไปใช้พระเดชอย่างเดียวไม่ได้หรอกลูก   มันเป็นลูกน้องบริวาร เราก็ต้องเลี้ยงดูมัน   ผีเกเรก็มี  ใช่ว่ามันจะเชื่อฟังเราทุกคน   พ่อจะไปใช้อำนาจบีบบังคับมันก็ไม่เหมาะไม่ควร   ทำอะไรเกินไปก็ถูกองค์พี่ ๑๖ ลงโทษอีก     แต่เรื่องเลขนี่นะ พวกมึงจำไว้  อย่านำไปบอกใคร   ถ้ารู้มากไป คนไร้วาสนาบามีมาร่วมด้วยมันก็ขัดโชคที่ควรจะได้   รู้ไม่กี่คนเฉพาะพวกมึงก็พอ
          ก่อนหน้าวันหวยออก 2 วัน  มีสานุศิษย์อีกคนหนึ่งที่พ่อโปรดปราน  ท่านว่าชอบความเป็นนักเลงของมัน  คือคุณตี๋ ดอนเมือง   ท่านก็เขียนใส่กระดาษให้    ก่อนหน้านั้นประมาณ 2 อาทิตย์  องค์ญาณไปรักษาคนป่วยที่ศรีราชา   องค์พ่อ ๑๖ ก็เขียนให้เจ๊เจ้าของบ้าน  และกำชับว่าอย่าบอกใครเป็นอันขาด  รู้เฉพาะตัวเจ้าเท่านั้น
                วันหวยออก  มีทุกคตะ 2 ผัวเมียขี้เมาที่คอยมารับใช้ทำนั่นทำนี่ให้  ก็มาคะยั้นคะยอกราบขอโชคขอเลขจากองค์ญาณ     ท่านรำคาญก็เลยซื้อให้มัน 100 บาท  แต่ไม่ให้รู้ว่าเป็นเลขอะไร   พอตอนเย็นทุกคนถูกกินเรียบ จาก 865  กลายเป็น 897  หน้าจืดไปตาม ๆ กัน เลข 2 ตัวล่าง จาก 26 กลายเป็น 25  ก็เพราะคนไร้วาสนาบารมีเข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียด้วยนี่เอง  
               
คนมีวาสนาหลายคน  แต่ถูกคนไร้วาสนาคนเดียวถ่วงดึง   เรื่องนี้มีมาในพระไตรปิฎก  
               
มีคนขึ้นเรือลำใหญ่ข้ามแม่น้ำคงคาหลายสิบคน   พอเรือไปถึงกลางแม้น้ำก็หยุดกับที่   ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร   มีคนหนึ่งพูดว่า  ในเรือนี้ต้องมีคนกาลกิณี (คนซวย)  ที่ทำให้เกิดเหตุเช่นนี้   พวกเราจับไม้สั้นไม้ยาวดู   ถ้าใครจับได้ไม้สั้นสุด  คนนั้นคือคนซวย   ต้องจับโยนน้ำ เรือจึงจะไปได้    พวกเขาจึงจับไม้เสี่ยงทาย   ปรากฏว่ามีหญิงคนหนึ่งจับได้ไม้นี้ทั้ง 3 ครั้ง   จึงถูกจับโยนลงน้ำ จมน้ำตายในที่นั้น  และเรือก็แล่นจนถึงฝั่ง  ในเรือลำนี้มีพระภิกษุอยู่ในเหตุการณ์ด้วย  ท่านเดินทางไปกราบพระพุทธเจ้า   เมื่อถึงพระเชตวันจึงกราบทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องนี้   พระองค์จึงตรัสถึงกรรมเก่าของหญิงคนนั้นว่าเอาก้อนหินผูกเชือกและผูกคอสุนัขที่ตนเองเลี้ยงโยนลงน้ำจนขาดใจตาย  ผลกรรมจึงตามสนอง
                ดังนั้น  ผู้อ่านโปรดทราบ   ต่อไปอย่าคะยั้นคะยอขอเลขจากท่าน   ถ้าท่านพอใจท่านก็ให้เอง เมื่อทราบว่าคนนั้นมีบุญบารมีที่สมควรได้    และคนที่ได้ไปแล้วก็อย่าไปบอกเล่าเก้าสิบให้ใครรู้อีก   โปรดจำไว้ว่าท่านให้คนใดก็คือให้คนนั้น   ไม่ได้เผื่อแผ่ถึงคนอื่น    ถ้าคุณซื้อตัวละหมื่น แล้วไปกระซิบบอกเพื่อนคุณด้วย  ก็เท่ากับคุณมีเจตนาที่จะสละทรัพย์ก้อนนั้น   แล้วอย่ามาโวยวายทีหลัง
               
เจ๊เล็กรู้เคล็ดลับดี   ใครอย่ามาถามแก ไม่มีปริปากหรอก     
               
กว่าจะมาเป็นผีเขื่อนตาที่พ่อรักเมตตามาก ๆ ทุกวันนี้ เจ๊ต้องถูกทดสอบมาไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยครั้ง   จนท่านรู้ว่าผีเขื่อนตาจริงใจ มิใช่จริงโจ้    ท่านว่า ไอ้พวกจริงโจ้นี่มันกระโดดไปกระโดดมา  เอาความแน่นอนไม่ได้  กูจึงไม่ชอบไอ้พวกจริงโจ้   กูรักผีเขื่อนตา เพราะมันเคารพรักกูอย่างสม่ำเสมอ   ถึงแม้จะถูกโขกถูกสับมันก็ไม่เคยปริปากบ่น   กูแกล้งมันสารพัด นึกว่ามันจะโกรธและถอยห่าง  แต่ยิ่งแกล้งมันก็ยิ่งเข้าใกล้   คนอย่างนี้กูชอบ   ใจมันนักเลงดี     มันคือลูกที่กูรักที่สุด   ท่านว่าอย่างนั้น  จึงไม่แปลกที่เจ๊เล็กมีอาชีพถูกเลข โดยไม่ต้องไปทำงานให้เมื่อย
                ท่านเคยบอกว่า  องค์ญาณก็คือกู  กูก็คือองค์ญาณ  ใครรักองค์ญาณก็คือรักกู  ใครรักกูก็คือรักองค์ญาณ  กูก็โปรดปรานคนนั้น    แต่บางครั้งท่านก็โกรธให้องค์ญาณเช่นกัน   ท่านว่า อีคำก้อนมันดื้อ  บางทีพ่อก็โกรธที่พ่อสั่งสอนมันไม่ฟัง   พ่อจะทำโทษมันพ่อก็ทำไม่ได้   เพราะองค์ญาณคือลูกขององค์พี่ ๑๖  พ่อทำอะไรมัน องค์พี่ ๑๖ ก็ลงโทษพ่ออีก  
 
ฤทธิ์เหนือเครื่องใช้ไฟฟ้า
                ไม่กี่วันที่ผ่านมา  ผมไปเที่ยวเชิงเขาแห่งหนึ่ง  ได้หินดำมะเมื่อมตะปุ่มตะป่ำมาก้อนหนึ่ง ใหญ่กว่าหัวแม่มือนิดหน่อย  คล้ายหินตับเหล็กลองของหลวงพ่อครูบาสมจิต  หรือโคตรเหล็กไหล   นำมาพลิกดูจนทั่วก็ดูคล้ายองค์ท่าน  คือมีท้องใหญ่  เห็นแขนขาเลือนราง   จึงไปจุดธูปบอกขออนุญาตแกะเป็นพระรูปของท่าน   จึงนำเครื่องเจียรของนายทุกคตะใส่กระดาษทรายทดลองเจียรนัยปรับให้ได้รูปทรงก่อน   ทีแรกก็ใช้เครื่องได้ดี  พอทำไป ๆ  เครื่องก็ดับ  นึกว่าไฟดับ แต่พัดลมก็ยังใช้ได้นี่นา   ลองขยับปั๊กไฟดู  ก็ไม่ติด   พอวางก้อนหินเพื่อทดสอบเครื่อง   เครื่องก็ใช้ได้   แต่พอหยิบก้อนหินนั้นจะมาเจียร  เครื่องก็ดับอีก   ทำอย่างไรก็ไม่ทำงาน   จึงถอดปั๊กเก็บ  คิดว่าเครื่องคงเสีย  ก็ใช้หินกากเพชรที่ใช้ลับมีด นำหินชุบน้ำแล้วถูไปมาเพื่อปรับสภาพ   ก็พบว่าเนื้อหินเหมือนเหล็ก ดำมะเมื่อม  แข็งไม่ต่างจากนั่งลับมีดที่ทำด้วยเหล็กกล้า   ลองเอาตะไบที่ใช้แต่งใบเลื่อยมาถูก็เกือบไม่ระคายผิว   เป็นหินที่แกร่งมาก
               
เมื่อนายทุกคตะมาหาจึงให้ตรวจเช็คดูเครื่อง  แกก็ถอดดูถ่าน  เห็นว่าปกติ  ก็ลองเปิดสวิชดู  เครื่องก็ทำงานตามปกติ   จึงยื่นก้อนหินให้  บอกว่าแกช่วยปรับด้านหลังให้ราบหน่อย    พูดแค่นั้นแหละเครื่องก็ดับอีก   ผมก็ดึงก้อนหินกลับคืน   นายทุกคตะก็ลองเครื่องอีก   เครื่องก็ทำงานเป็นปกติ    พอยื่นก้อนหินให้ปรับ  เครื่องก็ดับอีก   ทดลองอยู่ 3 ครั้ง จนแน่ใจว่าท่านไม่ต้องการให้ใช้เครื่อง   ผมก็ก้มหน้าก้มตาชุบน้ำถูกับหินเจียรนัย และใช้กระดาษทรายปรับแต่งไปทีละนิด   พอเป็นรูปร่างคร่าว ๆ    พออีกวันหนึ่งก็เข้าเมืองไปแสวงหาเครื่องเจียรนัยแกะสลักหิน  แต่ไม่มีร้านไหนจำหน่าย   จึงซื้อหัวเจียร์อมยิ้มขนาดเล็กมา 2 หัว  ใส่ในเครื่องสว่าน  ค่อย ๆ ปรับแต่งไปเรื่อย ๆ  แต่เครื่องสว่านทำงานตลอด  ไม่มีปัญหาใด    พอนายทุกคตะเดินมาทักเข้าเท่านั้น  ขณะนั้นผมกำลังเจียรส่วนพระเศียร  ทำเอาพระเศียรหักครึ่งไปเลย   ก็ต้องหากาวติดหินมาติดอีก    ได้ข้อสรุป  ท่านไม่ต้องการให้นายทุกคตะมามีส่วนร่วม  แม้เครื่องมือของเขาท่านก็ไม่ยินยอมให้ใช้     เวลาพระองค์ท่านกำลังประทับร่างองค์ญาณ  ถ้านายทุกคตะมาที่ตำหนัก  ท่านจะบอกว่า อย่าให้มันเข้ามานะ  กูไม่ชอบ  มันไม่โสภา   มันอยากได้อะไรก็เอาออกไปให้มัน 
               
อยู่มาวันหนึ่ง ผมไปต่างจังหวัด 2-3 วัน   ก่อนออกจากที่พักก็ปิดไฟถอดปั๊กทุกอย่าง   เมื่อกลับมาถึงที่พักเป็นช่วง  4-5 ทุ่ม   ไฟหลังบ้านเปิดสว่างจ้า   จึงทราบว่าองค์พ่อช่วยเปิดไฟให้ (สวิชไฟอยู่ในบ้าน)
               
อีกคราวหนึ่ง  ผมใช้กระทะไฟฟ้าปรุงอาหาร   เสียบทิ้งไว้แล้วไปนั่งเขียนหนังสือจนเพลิน  พอนึกขึ้นได้ก็รีบวิ่งไปดู  ปรากฏว่าปั๊กไฟถูกถอดเรียบร้อย   กระทะเกือบไหม้  เพราะน้ำแห้งหมดแล้ว   จึงยกมือไหว้ขอบพระคุณท่าน     คราวหนึ่งองค์ญาณมาเยี่ยมที่อาศรม  แล้วใช้กระทะไฟฟ้าปรุงอาหาร  ทำอีท่าไหนไม่รู้ถูกไฟดูดแทบหงายหลัง   สวิชกระทะเด้งทันที   องค์ญาณจึงปลอดภัย    แต่กระทะก็ธรรมดา   สวิชก็ธรรมดา  ไม่ใช่ออโต้  มันเด้งได้อย่างไร   ถ้าไม่ใช่ฝีมือขององค์พ่อจิตรา
               
คราวหนึ่ง  องค์ญาณชวนเป็นเพื่อนเข้ากรุงเทพ เพื่อทำธุระสำคัญในสถานที่ที่ไม่เคยไป  ผมชำนาญกรุงเทพฯทุกซอกมุมจึงรับอาสา   เมื่อถึงหมอชิตก็พาขึ้นรถไฟฟ้า  ก็หยอดเหรียญซื้อตั๋วรถ  หยอดกี่ที ๆ เหรียญก็ตกลงมา  ไม่ได้บัตรสักที   เห็นอื่นเขาทำได้ง่าย ๆ  โดยใช้ตู้อื่น  ผมก็ไปใช้ตู้นั้น  ก็เหมือนเดิมคือไม่ได้ตั๋ว   จึงให้องค์ญาณเดินหนีไปไกล ๆ   ผมจึงได้ตั๋ว    แต่เมื่อองค์ญาณเสียบการ์ด ที่ประตูทางเข้า  ประตูก็หาเปิดไม่   ร้อนถึงเจ้าหน้าที่ต้องไปเปิดประตูพิเศษให้ผ่าน     ท่านหยอกล้อเราเล่นเท่านั้น   เพื่อแสดงให้ทราบว่าท่านมาด้วยนะ  และมีฤทธิ์ที่จะบังคับควบคุมเครื่องไฟฟ้าได้ทุกชนิด
               
มีอยู่วันหนึ่ง  ผมนั่งเขียนต้นฉบับท้าวเวสวัณ   เขียนได้ 16 หน้า  ไฟฟ้าก็ดับ  เครื่องสำรองไฟก็ทำงานอยู่  แต่คอมพิวเตอร์กลับปิดอัตโนมัติ   และไฟฟ้ามันก็ดับเพียงเสี้ยวนาทีก็มาเหมือนปกติ  ผมจึงเปิดเครื่องใหม่    เรื่องที่ผมเขียนไว้ 16 หน้า สูญสลายไปพริบตา   โปรแกรมกู้คืนไม่ยอมทำงาน   ผมต้องมาเริ่มต้นเขียนใหม่ทั้งหมด  เนื้อหาสำนวนก็เปลี่ยนไปหมด   ท่านไม่ชอบใจบทความที่ผมเขียนทีแรก จึงแกล้งล้างบทความของผม   เมื่อท่านลงมาประทับร่างองค์ญาณ ณ วันหนึ่ง  ท่านก็รื้อฟื้นเล่าเรื่องนี้   ท่านว่า ถ้ากูให้เขียนมึงก็เขียนได้   ถ้ากูไม่อนุญาตมึงก็เขียนไม่ได้   จำได้มั้ย   วันนั้นกี่หน้านะ   16 หน้าใช่มั้ย  หายไปพริบตา  เฮอะ ๆ ๆ
               
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์คือ  ท่านติดตามคุณประมินไปสนามบินสุวรรณภูมิ  ไปแกล้งเขาโดยทำให้ไฟฟ้าในสนามบินดับเกือบ 2 ชั่วโมง  ทำเอาโกลาหลอลหม่านกันหมด   แต่ไม่มีใครรู้ว่าเกิดจากอะไร  มีแต่ท่านมาเล่าให้ฟังว่าท่านไปแกล้งทำให้ไฟฟ้าในสนามบินดับ  
         
คุณสันติ พะวง  เป็นช่างอิเล็คโทรนิคโรงงาน  ส่วนมากจะเป็นโรงงานผลิตเส้นด้าย   แกมาขึ้นบายศรีเป็นสานุศิษย์ขององค์พ่อตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์   ไปที่ตำหนักใหญ่ บ้านสวนโชคชัย   จากนั้นมาแวะคุยกับผมที่อาศรมส่วนตัว  เมื่อออกจากโชคชัย  รถของแกก็เกิดอาการติดขัดบางอย่าง   แต่ก็สามารถขับมาหาผมในระยะทาง 100 กิโลเมตรได้ เมื่อเวลาจะออกจากอาศรมของผมนั้นผมได้บอกให้จุดธูปบอกองค์พ่อ ๑๖ และองค์พ่อเหล็กไหลก่อน    เมื่อแกไปสตาร์ทรถ ก็ปกติดีทุกอย่าง   สามารถขับจนถึงบ้านรังสิต   แล้วอาการผิดปกติก็เริ่มเกิดก่อนจะเข้าบ้าน    วันต่อมาจึงให้ช่างเช็คเครื่องดู  ปรากฏว่าน้ำมันพาวเว่อร์แห้ง    แต่พ่อก็พาไปจนถึงบ้าน โดยไม่มีอันตรายใด ๆ 
               
ต่อมาคุณสันติประสบปัญหาการซ่อมเครื่องมือซึ่งควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ของโรงงานใหญ่แห่งหนึ่งแถวสมุทรสาคร   แก้อย่างไรก็แก้ไม่ตก  ระดมเพื่อนที่เก่งกล้าสามารถทุกคนที่รู้จักมาช่วยก็ไม่สามารถแก้ไขได้   เป็นเวลา 3 เดือนกว่า   วันหนึ่งจึงนึกขึ้นได้ว่าต้องอาศัยบารมีขององค์พ่อ  จึงยกดอกรุ่งเรืองมณีขึ้นจบหัว  น้อมระลึกถึงองค์พ่อ ๑๖  และองค์พ่อจิตรา  โปรดช่วยลูกให้แก้ไขปัญหาให้เสร็จในวันนี้ เพราะเป็นวันสุดท้ายแล้ว  
                เมื่อแกไปถึงโรงงาน แกก็ทำเช่นเดิมที่เคยทำมาแล้วแต่มันไม่ดีขึ้น   แต่วันนี้  เครื่องกลับดีขึ้น  ติดพร้อมกันทั่วโรงงาน   แกตะโกนชัยโยก้องโรงงาน  แล้วแกก็พูดออกมาว่าจะซื้อเหล้าไปถวายพ่อในอีกไม่กี่วันนี้   ซึ่งต่อมาแกก็ซื้อเหล้าไปถวายองค์พ่อเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม  ก่อนหวยออกวันหนึ่ง  แล้วพ่อให้แกถูกเลข 3 ตัว 300 บาท ตามที่เล่ามานั่นแหละ   
               
คุณสันติ เป็นคนที่แสวงหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่เป็นเด็ก   เป็นศิษย์ไสยเวทสายอาจารย์ชุม ไชยคีรี  แต่เป็นศิษย์ของลูกอาจารย์ชุมอีกทีหนึ่ง   แกก็ไม่ใช่คนเชื่อง่าย  แต่เมื่อมารู้จักองค์ญาณและองค์พ่อทั้งสองท่าน แกก็เชื่อและเลื่อมใสศรัทธาจริง ๆ  พ่อจึงโปรดปรานแก    และบอกว่าสักวันกูจะให้เหล็กไหลมึง  แต่ไม่ใช่วันนี้    นั่นหมายความว่าท่านกำลังทดสอบดูใจสานุศิษย์คนใหม่ ว่าจะจริงใจหรือจริงโจ้  
               
ส่วนคุณตี๋ ดอนเมือง   ไปหาองค์พ่อด้วยความเคารพเลื่อมใสเต็มเปี่ยม  ท่านก็โปรดปรานแกมาก   ถ้าไม่มีคนบุญน้อยด้อยวาสนาเข้ามามีส่วนร่วม ในงวดที่ผ่านมาแกคงได้เงินหลายล้านอยู่   แม้คุณสันติก็จะได้ด้วย  องค์พ่อจิตราท่านเป็นนักเลง  ท่านจึงชื่นชอบนักเลง  ชอบคนจริง  ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องร่ำรวยหรือยากจน   แม้องค์ญาณก็ชอบนักเลง  ตัวองค์ญาณก็นักเลงน้อยเสียเมื่อไหร่  และเป็นนักเลงมาตั้งแต่เป็นเด็ก  ถึงมาตรว่าเป็นเด็กออทิสติกก็ตามเถอะ ใครรังแกองค์ญาณหรือเด็กหญิงโบตั๋นได้บ้าง    เด็กผู้ชายคนไหนชอบรังแกเด็กหญิง จะโดนเด็กหญิงโบตั๋นเล่นงานเสียงอมพระราม  จึงถูกยกเป็นหัวหน้าชั้นเรียนมาตั้งแต่เป็นเด็ก   ญาติผู้ใหญ่ถึงกับพูดว่าไอ้เสือเอี่ยวมันมาเกิดตั้งแต่ตัวมันยังไม่ตาย                ประวัติช่วงเป็นเด็กขององค์ญาณน่าทึ่งมาก เสือเอี่ยวเป็นใคร ฉบับต่อไปจะเขียนให้อ่านกันสนุก ๆ    มีนักสร้างภาพยนตร์มาขออนุญาตสร้างเรื่องลูกเหล็กไหลแล้ว 2 ราย   รอให้ผมเขียนประวัติองค์ญาณเสร็จสมบูรณ์ก่อนค่อยว่ากัน   จะเขียนบทให้ด้วย
               
ก่อนจบฉบับนี้ ขอต่อท้ายด้วยนิสัยองค์ญาณ    มีหลายท่านที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่  เป็นเศรษฐีร้อยล้านพันล้าน  มาปวารณาตัวต่อองค์ญาณ   อยากได้อะไร อยากสร้างอะไร  อยากซื้อที่ตรงไหน อยากได้รถยี่ห้อไหน  ให้บอก เขาจะมาทำให้หมดเท่าไรไม่ว่า    แต่องค์ญาณก็หาได้ติดต่อติดตามไม่  ไม่โทร.ถามไถ่ถึง   หาใช่เพราะองค์ญาณเย่อหยิ่งจองหอง   แต่องค์ญาณมีความละอายที่จะโทร.หาคนร่ำรวย  กลัวเขาคิดว่าไปประจบประแจงเพราะเห็นเขาร่ำรวย     แต่ถ้าเขาโทร.ถึงองค์ญาณก็ต้อนรับขับสู้ดี   พูดจาไพเราะอ่อนหวาน      คนร่ำคนรวยชักชวนไปเที่ยวบ้าน  องค์ญาณไม่นึกอยากไป   แต่บางคนไม่ได้ร่ำรวยอะไรองค์ญาณกลับไปหาเขา   บอกว่ามันสบายใจ  ไม่ตะขิดตะขวางใจ    แต่มีน้อยครั้งนักที่องค์ญาณจะออกจากพื้นที่ไปหาใคร    คนที่เคารพนับถือองค์พ่อต้องมาหาที่ตำหนักเอง   แต่ถ้าคุ้นเคยมาก ๆ   ไม่ว่ายากดีมีจนองค์ญาณก็จะไป   ชวนไปไหนก็จะไป  เอาความรู้สึก ความรัก และความจริงใจต่อกันเป็นที่ตั้ง   ทรัพย์สมบัติไม่เกี่ยว    นี่คือองค์ญาณ  ท่านมีนิสัยของพ่อเหล็กไหล   แม้องค์พ่อเหล็กไหลก็มีนิสัยขององค์ญาณ  
 
          วันที่ 2  เมษายน 2550  เป็นวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ     เที่ยงคืนมีพิธีสรงน้ำพระจันทร์เพ็ญให้เหล็กไหลทุกองค์    ค่ำคืนนั้นมีภาพแปลกประหลาดเกิดขึ้น  นอกจากภาพของดวงเทพซึ่งมีมากมายทุกครั้งแล้ว  คืนนั้นมีภาพสว่างคล้ายคนมีปีกลอยอยู่    เมื่อองค์พ่อจิตราลงมา ท่านบอกเองว่ามีพญาครุฑมาร่วมงานด้วย  ก็ภาพที่เองและอีคำก้อนเห็น และสงสัยกันอยู่ว่ามันคืออะไร  นั่นแหละพญาครุฑ  มันเหาะลงมาจวนจะชนหัวองค์ญาณอยู่แล้ว
 
.ติดต่อนัดหมายวันและเวลากับองค์ญาณ
 โทร. 085-0274968      087-4582500
 
 
 



สิ่งศักดิ์สิทธิ์

ท้าวเวสวัณ 1 article
ท้าวเวสวัณ 2
ท้าวเวสวัณ 3
งูหลามปากเป็ด



ก่อนหน้า12ถัดไป

ความคิดเห็นที่ 1 (98823)

ด้วยความเคารพ ถ้าผมมีบุญที่ผูกพันกับองค์ญาณมาแต่ชาติปางก่อน ขอให้ผมได้เจอ กับองค์ญาณสัก ครั้งเถิด จะได้ร่วมทำ บุญสัก ครั้ง และขอให้องค์พ่อ๑๖ และองค์พ่อจินดาขอให้ช่วยคุ้มครองคนที่ทำแต่ความดีด้วยเถิด ด้วยความเคารพและศรัทธา

ผู้แสดงความคิดเห็น นายฉัตรจพงศ์ ยอดคีรี (man_love_jee-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-10-26 04:51:26


ความคิดเห็นที่ 2 (98975)

หากลูกมีวาสนาอยากขอชมบารมีองค์พ่อ๑๖หรือองค์พ่อจิตราสักครั้ง

สุดแท้แต่ท่านจะเมตตา

ลูกในลักษณะใด...สาธุ

ผู้แสดงความคิดเห็น เจี๊ยบ..นครสวรรค์ วันที่ตอบ 2010-11-01 20:22:27


ความคิดเห็นที่ 3 (99152)

ด้วยความเคารพ ถ้าผมมีบุญที่ผูกพันกับองค์ญาณมาแต่ชาติปางก่อน ขอให้ผมได้เจอ กับองค์ญาณสัก ครั้งเถิด จะได้ร่วมทำ บุญสัก ครั้ง และขอให้องค์พ่อ๑๖ และองค์พ่อจินดาขอให้ช่วยคุ้มครองคนที่ทำแต่ความดีด้วยเถิด ด้วยความเคารพและศรัทธา

ผู้แสดงความคิดเห็น ด.ช.วิริยะ พึ่งน้ำ (wiriya53-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-11-08 11:19:39


ความคิดเห็นที่ 4 (99302)

อยากทราบว่า มีบทสวด เพื่อระลึกถึงองค์พ่อ16 องค์พ่อจิตรา หรือไม่ เพื่อจะได้สวดมนต์และระลึกถึงท่านที่บ้านได้นะครับ  ถ้ามีกรุณาบอกด้วย

ผู้แสดงความคิดเห็น ร.ท.ชาญปกรณ์ วันที่ตอบ 2010-11-12 15:52:07


ความคิดเห็นที่ 5 (99304)

ผมโทรศัพท์ไปหาหมอเมืองแล้วเมื่อกี้นี้เอง (ยังไม่เคยไปหา) แต่องค์ญาณรับสาย ท่านพูดคุยดีมาก ประทับใจทันทีที่ได้สนทนากับท่าน  ขอบคุณมากที่ได้ให้คำแนะนำ... ร.ท.ชาญปกรณ์ ฯ จ.ลพบุรี

ผู้แสดงความคิดเห็น ร.ท.ชาญปกรณ์ วันที่ตอบ 2010-11-12 16:06:14


ความคิดเห็นที่ 6 (100566)

ของวิเศษย่อมเลือกผู้ที่จะอยู่ด้วย (อมตะวาจา คุณปู่ประถม อาจสาคร)

พระเลือกคน มิใช่คนเลือกพระ

พญาเหล็กเลือกคน มิใช่คนเลือกพญาเหล็ก (ท่านเจ้าคุณหวล วัดพุทไธสวรรย์ ไม่ให้เรียก "เหล็กไหล" แต่ให้เรียกว่า "พญาเหล็ก" ครับ

มีเงินอาจหามาบูชาได้ แต่ถ้าเป็นคนไม่ดีพอ ก็จะรักษาไว้ไม่ได้ (หมายถึงเสียเงินเปล่า)

พระพิมพ์วังหน้า วังหลวง และพญาเหล็ก มิใช่ของซื้อขายเปลี่ยนมือในสนามพระเหมือนข้าวของเครื่องใช้สามัญ ผู้ที่จะได้ไปบูชาเทพยดาผู้สถิตย์รักษาพระพิมพ์และพญาเหล็กจะเป็นผู้เลือกผู้ที่จะอยู่ด้วยครับ ถ้าเป็นคนไม่มีศีลบริสุทธิ์ซักข้อหนึ่ง ก็คงยากที่ได้ไปกราบไหว้บูชากัน ถึงแม้จะมีอำนาจเงินได้ไป แต่ก็จะอยู่ด้วยไม่นานถ้าไม่เป็นคนดี

เปรียบเทียบง่ายๆ นึกถึงตัวท่านเอง ถ้าท่านจะไปอยู่กับใครสักคนหนึ่ง ถ้าคนที่ท่านจะไปอยู่ด้วยเป็นคนดี ใจบุญสุนทาน มีศีลธรรม ท่านเองก็คงจะสบายใจที่จะไปอยู่ด้วย ดังนั้นในทางตรงกันข้าม ท่านก็คงไม่อยู่กับคนที่ไม่มีอะไรดีเลยใช่มั้ยครับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ึึคงภัค (somlak-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-01-09 21:06:43


ความคิดเห็นที่ 7 (101908)

 

เคยเจอกับอาจารย์สันยาสีแล้ว  อยากเจอกับอาจารย์อีก ได้โทรนัดกับองค์ญาณแต่ท่านคงไม่ว่าง ช่วงงานของท่าน เลยไม่ได้ไปพบท่าน แต่ก็คิดยากอยากไปกราบองค์พ่อและอาจารย์อยู่ แต่ไม่รู้เมื่อไร อาจารย์ได้เขียนเนื้อหาต่าง ๆ ได้ดีมาก ๆ ค๊ะ ขอเป็นกำลังใจให้

ผู้แสดงความคิดเห็น พนิตตา สุขยืด วันที่ตอบ 2011-03-23 23:14:27


ความคิดเห็นที่ 8 (102011)

สวัสดีค่ะ

ได้อ่านแล้วเลื่อมใสมาก อยากไปพบเพื่อทำความเคารพองค์ญาณและองค์พ่อทั้งสอง

ติดขัดที่ตัวเองอยู่ไกลเหลือเกิน จะมีวาสนาได้ไปเยี่ยมคาราวะบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้

ที่ทำได้ตอนนี้ก็แค่ส่งจิตอธิฐานไป คาราวะ และขอให้ได้รับความช่วยเหลือด้วย

และขอให้ท่านองค์พ่อช่วยให้มีวิธีที่จะได้ไปเยี่ยมคาราวะด้วยเถอะ

ผู้แสดงความคิดเห็น เรวดี วันที่ตอบ 2011-04-02 02:13:57


ความคิดเห็นที่ 9 (102320)

อ่านแล้วสัทธามากตั้งใจจะต้องไปกราบท่านจัง

ผู้แสดงความคิดเห็น วิบูลย์ อยู่บางนา วันที่ตอบ 2011-05-03 20:01:57


ความคิดเห็นที่ 10 (102398)

เคยคุยกับองค์ญาณทางโทรศัพท์ น้ำเสียงหวานน่ารักมากๆคับ ผมโชคดีที่โทรหาท่านตู๊ดแรกก็ติดเลย และ

ผมสัมผัสได้ว่าองค์ญาณนั้นเยี่ยมยอดจริงๆ โดยส่วนตัว..บูชาพระรัตนตรัย เท่านั้น

แต่เวลามีทุกข์ ที่พึ่งทางหนึ่ง..คิดถึงองค์ญาณ..ไม่เสียหลายนะคับ สังเกตุได้ผู้ที่เกิดมาเพื่อช่วยคนเค้าไม่เอาเปรียบใครหรอก ถ้าบอกเรียกเอาเงิน หรือ ลาภสักการะใดๆเกินวิสัย นั่นไม่ใช่แล้ว..พึงสังวรณ์

อ.สันยาสี ท่านเก่งเป็นถึงตำนานหมอเมือง! คงไม่เอาชื่อเสียงมาสุ่มเสี่ยง พญาเหล็ก(เหล็กไหล) เลือกคนนะคับ ไม่ใช่คนธรรมดาจะมีกันได้ง่ายๆ เป็นสิ่งสูงสุดในโลกิยภูมิแล้ว

ผู้แสดงความคิดเห็น สิริราม (sirirahm-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-05-07 22:24:57


ความคิดเห็นที่ 11 (102836)

ดิฉันก็เป็นอีกคนคะที่เมื่อได้อ่านเรื่องราวของท่านองค์ญาณและองค์พ่อทั้งสองแล้วรู้ศึกศรัทธาเลื่อมใสมากๆอยากมีโอกาสพบท่านสักครั้งในฝันก็ยังดีเพราะมีเรื่องทุกข์ร้อนใจมากคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ปิดทองหลังพระ วันที่ตอบ 2011-06-14 15:54:17


ความคิดเห็นที่ 12 (102896)

 สวัสดีค่ะได้อ่านเรื่องราวแล้วอยากไปพบกราบเป็นลูกบ้างไม่ใช่คนดีมากนักแต่ก็ไม่เลวร้ายในนิสัยชีวิตติดขัดเหลือเกินลูกก็ไม่รักไม่เขื่อฟังจะทำไงดีไม่รู้ว่าจะได้กลับไปไหมถ้าพอจะมีบุญเก่าบ้างขอให้ได้พบเจอพ่อ๑๖พ่อจริตราแม้ในฝันก็ยังดีคืนนี้(เมืองไทยเช้า)จะโทรหาองค์ญาณขอให้ได้พบเจอแล้วชี้ทางสว่างให้ด้วยเทอญ  ใครว่าอยู่เมืองนอกจะสบาย

ผู้แสดงความคิดเห็น กนกพร (duke123kp-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2011-06-20 04:41:10


ความคิดเห็นที่ 13 (102988)

ไม่ได้คิดจะลบหลู่นะครับ เชื่อว่านี่คือเรื่องจริง แต่แค่อยากให้ความรู้คุณสันยาสีเพิ่มเติมนิดหน่อย เรื่องแมลงช้าง ซึ่งเป็นบริวาร ที่จริงแมลงชนิดนี้คือ จั๊กจั่นงวงช้างนะครับ ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นบริวารจริงๆ เพียงแต่เป็นแมลงที่มีอยู่จริงๆนะครับ ชื่อภาษาไทย 'จั๊กจั่นงวงช้าง' ชื่อวิทยาศาสตร์ 'Pyrops Candelarius' ลองเข้าไปดูใน http://www.malaeng.com/blog/?cat=156 นะครับ รูปภาพพร้อมข้อมูล.... เป็นนักเขียนต้องรู้ให้จริงในสิ่งที่เขียนนะครับ ด้วยความปรารถนาดีคับ

ผู้แสดงความคิดเห็น samson วันที่ตอบ 2011-07-02 19:28:08


ความคิดเห็นที่ 14 (103657)

กราบท่านองค์ญาณที่ศรัทธายิ่ง.

                  มีความศรัทธาเป็นอย่างยิ่งที่ได้อ่าน ถ้าลูกมีบุญวาสนากับเขาบ้าง คงได้มีโอกาสไปกราบ

ท่านองค์ญาณ.

                                            อิงอินทร์. 

ผู้แสดงความคิดเห็น อิงอนทร์. วันที่ตอบ 2011-09-09 12:09:43


ความคิดเห็นที่ 15 (103669)

ได้อ่านบทคามแล้วทึ่ง น่าสนใจ น่าคบหา หายากนักผู้ที่มีจิตอันกุศล หากมีวาสนาร่วมคงได้พบกันไม่ที่ใดก็ที่หนึ่งมีเรืองขอคำชี้แนะ ส่วนสำนักที่ทำ สร้างเสร็จแล้วใช่ไหม หากต้องการเปลี่นที่ สงบๆจะขอไปพำนักสักระยะ . 085-0274968      087-4582500   ไม่ทราบว่าต้องไปที่ใด เตรียมอะไรบ้าง รบกวนตอบคำถามด้วยจักขอบคุณ ตอบ ที่   pocharawat2009@gmail.com  หรือ 0890014802

ผู้แสดงความคิดเห็น พชรวัฒน์ วันที่ตอบ 2011-09-09 21:03:23


ความคิดเห็นที่ 16 (103766)

ได้อ่านแล้วมีความศรัทธามาก ค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น เจริญรัตน์ วันที่ตอบ 2011-09-15 12:25:32


ความคิดเห็นที่ 17 (104317)

ผมเจอมาแล้ว เชื่อ 100 เปอร์เซ็น เกิดขึ้นกับตัวผมเอง งอกขึ้นเองใหญ่กว่าเดิม

ผู้แสดงความคิดเห็น krijtawan วันที่ตอบ 2011-10-11 08:30:42


ความคิดเห็นที่ 18 (104591)

กราบขอบพระคุณ สำหรับเรื่องราวดี  ๆ  ที่ได้อ่าน ขอบูชาพระรัตนตรัย อันเป็นที่พึ่งอย่างหาที่สุดไม่ได้ ขอให้องค์พ่อ 16 องค์พ่อเหล็กไหล องค์พ่อจิตรา และองค์ญาณ ตลอดจนทุก ๆ คนที่เกี่ยวข้อง จงมีแต่ความสุข ไปทั่วทุกภพภูมิ และช่วยฉุดดึง มนุษย์อย่างลูก ให้มีโอกาสได้พบแสงสว่าง หรือสิ่งดีงาม ตลอดแต่นี้ไปที่ได้อ่านข้อความและเขียนข้อความนี้ จนถึงวันที่สิ้นลมหายใจนะค่ะ หากมีบุญคงได้พบองค์ญาณ หรือทางในนิมิตก็ดีค่ะ ขอเคารพและศรัทธาด้วยความจริงใจค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น กานต์ธีรา วันที่ตอบ 2011-10-24 18:44:13


ความคิดเห็นที่ 19 (104594)

ได้อ่านบทคามแล้วทึ่ง น่าสนใจ น่าคบหา หายากนักผู้ที่มีจิตอันกุศล หากมีวาสนาร่วมคงได้พบกันไม่ที่ใดก็ที่หนึ่งมีเรืองขอคำชี้แนะ ส่วนสำนักที่ทำ สร้างเสร็จแล้วใช่ไหม หากต้องการเปลี่นที่ สงบๆจะขอไปพำนักสักระยะ . 085-0274968      087-4582500   ไม่ทราบว่าต้องไปที่ใด เตรียมอะไรบ้าง รบกวนตอบคำถามด้วยจักขอบคุณ ตอบ ที่   pocharawat2009@gmail.com  หรือ 0890014802

ตอบ  ยังไม่ได้เริ่มครับ  ระยะนี้ถ้าต้องการอยู่อย่างเงียบสงบเพื่อบำเพ็ญภาวนา ขอแนะนำวัดป่าบำเพ็ญบุญ  อยู่ปากช่องนี่เอง  ถ้าต้องการไปให้ติดต่อสันยาสี 087-8030583  นัดหมาย เดินทาง  รถรับส่ง  เลี้ยงดูปูเสื่อพร้อม  ส่วนการสร้างสำนักกรรมฐานนั้นจะสร้างบนเขาแผงม้า เขตวังน้ำเขียว  แต่ยังรอให้ทางการปรับปรุงถนนหนทางให้ดีก่อนจึงจะเข้าไปสร้าง 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สันยาสี วันที่ตอบ 2011-10-25 00:26:34


ความคิดเห็นที่ 20 (104595)

เมื่อต้นเดือนตุลาคม ช่วงพายุเข้ามาติดต่อกันจนฝนตกเกือบทั่วประเทศ  ที่ปากช่องก็ตกติด ๆ กันจนน้ำเริ่มเอ่อขึ้นเรื่อย ๆ จนเกือบถึงสะพานขาว  ถ้าตกเพิ่มอีกวันน้ำต้องท่วมเหมือนปีที่แล้ว และจะหลากท่วมตำหนักองค์พ่อด้วย  (ท่านเคยบอกไว้ว่าปีหน้าจะท่วมหนักกว่านี้อีก ) องค์ญาณก็กลัวน้ำท่วม จึงจุดธูปขอองค์พ่อสิบหกและองค์พ่อจิตรา ขอให้ฝนหยุดเถิด อย่าให้น้ำท่วมเลย สงสารชาวบ้านชาวเมืองเถิด   เท่านั้นแหละ ทั้ง ๆ ที่ปากช่องเป็นดินแดนที่ฝนต้องตกหนัก  น้ำจากเขาใหญ่ต้องหลากลงสู่ลำตะคอง  แต่ความอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น  วันนั้นทั้งวันฝนหยุด  แดดออกจัดจ้าื  น้ำที่เอ่อสูงขึ้นก็ลดลงเรื่อย ๆ  จนหมดอันตราย

ความจริงเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นบ่อย  ผมรู้บ้างไม่รู้บ้าง  แต่ขี้เกียจเขียน  เขียนมากคนก็ว่าโม้  ขี้เกียจต่อปากต่อคำกับพวกอันธพาลมัน 

สิ่งที่เกิดประจำคือ เวลาไปไหนกับองค์ญาณ ท้องฟ้ามืดครื้มอยู่ข้างหน้า  เมื่อวิ่งไปถึงฝนก็ซาเม็ด   มีบ้างบางครั้งที่วิ่งฝ่าสายฝน  แต่เพราะองค์ญาณไม่ขอองค์พ่อ ท่านก็ไม่ช่วย 

ผู้แสดงความคิดเห็น สันยาสี วันที่ตอบ 2011-10-25 00:38:18


ความคิดเห็นที่ 21 (104675)

สาธุ สาธุ สาธุ

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้กอง (happy-man1 -at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-10-29 17:45:41


ความคิดเห็นที่ 22 (105275)

 อยู่เหนือ..คงไม่วาสนาได้ไปพบ เพราะติดขัดหลายประการโดยเฉพาะเรื่องปัจจัย แต่อยากให้องค์ญาณกับองค์ช่วยมากๆ ไม่รู้จะทำไงดีคะ อาจารย์ช่วยแนะด้วยได้ไหมคะ ถ้าโทรหาองค์ญาณแต่เราขัดสนเรื่องปัจจัย ท่านจะช่วยไหมคะ 

ผู้แสดงความคิดเห็น ทิพย์ (tantawantour-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-11-27 12:23:41


ความคิดเห็นที่ 23 (105635)

มีความศรัทธามากค่ะ อยากมีบุญวาสนาได้เจอกับองค์ญาณจริงๆ ดิฉันอยากหายจากโรคเกี่ยวกับหู ถ้าหายแล้วดิฉันจะชอบพบปะผู้คนมากขึ้นและอยากช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากค่ะ ขอให้ดิฉันได้เจอจริงๆด้วยเทอญ

ผู้แสดงความคิดเห็น Pisamai (wondergril2009-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-01-06 20:42:00


ความคิดเห็นที่ 24 (105790)

ลูกสาวผมป่วยมีอาการตาลาย หูมีเสียงดังตลอดเวลา ปัจจุบันเรียนแพทย์ปี 3 มีความทุกข์ทรมานมาก เขาพยายามอดทนเพื่อเรียนให้จบ เพื่อจะได้ช่วยรักษาคน ส่วนลูกชายเรียนอยู่ ม.6หูหนวกข้างหนึ่ง รักษาที่ไหนก็ไม่หาย อยากให้องค์ญาณเมตตาช่วยเหลือจะติดต่อได้ที่ไหนครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น คำพอง (joy-2510-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-01-30 09:37:18


ความคิดเห็นที่ 25 (105980)

 สวัสดีค่ะ

                ได้อ่าน ข้อความที่หลานท่านได้ประสบนับถือ และศัทธา มากยิ่ง ดิฉัน อยากจะไปพบ แต่ ภาระกิจเยอะมาก

แต่ ด้วยจิต ศัทธาแรงสูง ขอส่งบุญกุศลให้ ท่านเมตตา ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ตลอดไปค่ะ

               ดิฉัน มีญาณ วิเศษ เกินมนษย์ ทั่ว ไปมี  รู้เหตุการณ์ ล่วงหน้า แต่ ไม่กล้า ไปบอกใคร จะนิมิตร เห็นอะไรแปลกๆ บ่อย ๆ เห็นพญานาคราช   เห็นเทพ ที่มีปีก ด้านหลัง มาช่วยเหลือ เพื่อนมนุษย์  แล้ว ได้ ลูกสาว เป็นเทพ มาเกิดเป็นมนษุย์  ดิฉัน ถือว่า มีบุญบารมี มาก ที่ได้ เลี้ยงดู พวก ท่านเทพและ ทำบุญไม่ให้ขาดตลอดค่ะ แต่ ศัทธาใน ท่านพ่อญาณ มากๆ ค่ะถ้ามีโอกาศ จะไปหา ค่ะ เวลาถ่ายรูปภาพ จะมีแสง กลม ๆ ทั่ว ร่างเด็กลูกดิฉันค่ะ แต่ ไม่มีใคร เชื่อ  แต่ดิัฉันรู้ อยู่ ตลอดเวลา ค่ะ 

ผู้แสดงความคิดเห็น ศัทธาท่านมาก (piraya-dot-r-at-cpf-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2012-02-20 10:43:04


ความคิดเห็นที่ 26 (106412)

ปี2536ผมและคุณพ่อไปหาหลวงพ่อหวลตั้งแต่ท่านปวดหลังมาก  ท่านเป็นพระไม่ค่อยพูดแต่จิตเมตตาดีมาก  ผมและคุณพ่อได้บูชาพระรอดเหล็กไหลสีปีกแมลงทับคนละองค์  ราคาองค์ละ2000 บาท และเหล็กไหลแบบเค๊ปซูล องค์ละ1000บาท  องค์พระจะหนากว่าและใหญ่กว่าปัจจุบัน  สมัยนั้นจะบูชาไปบูชาได้ที่กุฎิหลวงพ่อเลย ปัจจุบันจะมีกรรมการวัดคอยดูแลอยู่ที่ตู้วัดถุมงคลแต่ไม่ทราบว่ามีเหล็กไหลอยู่หรือเปล่าเพราะ ตู้บุชาได้ย้ายมาด้านนอกในอุโบสถ เวลาถ้าว่างๆวันไหนคุณพ่อจะชวนผมขับรถไปหาหลวงพ่อหวล  ไปถึงก็ถวายเงินหลวงปู่ครั้งละ1000บ้าง 2000บ้างแล้วผมนำเอาพระเหล็กไหลที่บูชามาจากหลวงพ่อให้ท่านเป๋าเสกทุกครั้งครับ  ตอนที่จตุคามดังมากๆที่วัดพุทไธศวรรย์มีแต่คนไปหาอาจารย์โชติ  ส่วนใหญ่หม่ค่อยรู้จักหลวงพ่อ ไม่รู้ปัจจุบันอาจารย์โชติยังอยู่ที่วัดหรือเปล่า คนที่มาเป็นศิษย์พ่อจตุคามก็เข้าหาอาจารย์โชติ เพราะท่านกำลังมีอิทธิพลต่อวัด  ผมสังเกตุไม่ค่อยไปหาหลวงพ่อ  หวังแต่วัตถุมงคลจตุคามรามเทพ  พอหมดยุคจตุคาม  ไม่ทราบว่าลูกศิษย์เหล่านี้ยังไปวัดกันอยู่หรือเปล่า  ที่เล่ามาเป็นการย้อนอดีให้ท่านฟังกันเพลินๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น phairoje (ppkvut-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-03-26 21:35:16


ความคิดเห็นที่ 27 (106503)

ได้ไปพบองค์ญาณมาแล้ว เมื่อวันที่ 6 เม.ย.55 ได้ไปกราบขอเป็นลูกศิษย์องค์พ่อ16 และองค์พ่อจิตรา ท่านได้ให้ความเมตตามาก องค์ญาณก็คุยดีให้ความเป็นกันเองมันแปลกตรงที่ปกติผมไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญเรื่องแบบนี้เท่าไหร่ แต่วันนั้นผมอธิฐานจิตขอไปพบองค์ญาณ โดยที่ผมสอบถามทางไปบ้านองค์ญาณจากอาจารย์สันยาสีเพียงครั้งเดียว แล้วก็ขับรถไปหาเลย ไปบ้านองค์ญาณถูกโดยที่ไม่เคยไปมาก่อนเลย และปกติไปปากช่องจากลพบุรีผมขับรถประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งเผื่อไว้3ชั่วโมง แต่องค์ญาณบอกใช้เวลาแค่ 1 ช.ม.ครึ่งก็ถึง วันนั้นก็เป็นไปตามที่องค์ญาณบอกขับรถไปฉลุยเลยไม่มีอุปสรรคใดๆ ตอนนี้ก็เป็นศิษย์องค์พ่อทั้งสองแล้วครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ท้องถิ่นหนองโดน (nongdon-dot-job-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-04-07 19:07:45


ความคิดเห็นที่ 28 (106554)

ดิฉันได้ลองโืทรเข้าเบอร์ขององค์ญาณ ติดแต่ท่านไม่รับสายสองครั้ง คิดว่าเพราะดิฉันไม่มีวาสนาหรือบุญบารมีพอถึงท่านรึเปล่าคะท่านถึงไม่รับสายดิฉันเป็นคนที่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์บาปบุญคุณโทษกรรมดีกรรมชั่วและกฎแห่งกรรมอยากพบผู้ที่จะนำพาจิตใจให้เกิดความสงบหลุดพ้นจากความวุ่นวายว้าวุ่นในการดำเนินชีวิตปัจจุับันนี้มากๆเลยดิฉันอยู่ที่ประเทศสเปนค่ะ ตอนนี้เพิ่งเปิดร้านนวดไทยที่เมืองแมดริด แต่กิจการไม่ดีเลย ไม่มีลูกค้า มาใ้ช้บริการ ดิฉันต้องไปทำงานที่ร้านอื่นเพื่อจะได้ค่าเช่ามาจ่ายร้านตัวเองทั้งๆที่ทำที่ร้านอื่นลูกค้าถูกใจชอบใจในฝีมือการนวดของดิฉันทุกคนแต่ที่ร้านดิฉันไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลยหรือเพราะดิฉันไม่มีเมตตามหานิยมบูชาเหมือนร้านอื่น ๆ ดิฉันนวดไทยจริงๆ ไม่มีแอบแฝงอย่างอื่นทุนรอนก็ไ่ม่มีพอจะทำโฆษณาดิฉันต้องการให้องค์ญาณท่านช่วยเปิดทางให้ดิฉันสามารถดำเนินกิจการไปได้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ หรือแค่แนะนำว่าดิฉันควรปิดกิจการหรือสู้ต่อไปดี

ผู้แสดงความคิดเห็น nisa labutsri (nisa---may-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-04-19 18:12:33


ความคิดเห็นที่ 29 (106568)

ตอบความคิดเห็นที่ 28

องค์ญาณไมรับสายเพราะท่านยังไม่ว่างครับ   บางทีกำลังลงองค์อยู่  ต้องโทร.บ่อย ๆ ครับ


มีหมอนวดไทยคนหนึ่งอยู่เยอรมัน  ก็เคยเป็นแบบคุณมาก่อน   หลังจากติดต่อองค์ญาณได้ก็ขอถวายบายศรี  และขอพรให้ได้ลูกค้าวันละ 3 รายก็ยังดี   ปรากฏเป็นไปตามนั้น  บางวันได้มากกว่านั้นอีก  ก็เลยฟื้นตัวเลย   โทรหาองค์ญาณบ่อยมาก   ทราบจากองค์ญาณว่าเขาเชิญไปเยอรมันพร้อมสันยาสี จ่ายค่าเดินทางที่พักให้หมด 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สันยาสี วันที่ตอบ 2012-04-23 10:42:13


ความคิดเห็นที่ 30 (106603)

มีเงินน้อย อยากไปกราบสักครั้ง แต่คงไม่มีวาสนา

 

ผู้แสดงความคิดเห็น เงินน้อย วันที่ตอบ 2012-04-28 12:39:00


ความคิดเห็นที่ 31 (107403)

 สิ่งดีๆในโลกนี้ มีหลายอย่างชั่งสูงค่า ก่อนที่เราจะเคารพสิ่งที่สูงค่า เราทำจิตใจให้ดี วันนึงเราคงจะรู้สึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคารพ

ผู้แสดงความคิดเห็น เคารพด้วยใจ วันที่ตอบ 2012-07-25 22:01:21


ความคิดเห็นที่ 32 (108097)

อยากรู้จักอยากพบครับ ฉัตรฟ้า หนองบัวลำภู

ผู้แสดงความคิดเห็น ฟ้า (chatfa1-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-08-24 11:46:53


ความคิดเห็นที่ 33 (108303)

 

สวัดดีครับ คุณ สันยาสี

ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่นับถือองค์ญาณและได้เคยซื้อหนังสือเกี่ยวกับองค์ญาณมาอ่านเมื่อประมาณสัก 2 ปีที่แล้วหรือเปล่าไม่แน่ใจแต่ที่แน่ๆผมได้เคยซื้อมาอ่านแล้วก็รู้สึกศัทราในองค์ญาณแต่ก็ได้แต่นับถือโดยที่ไม่รู้ว่าวันหนึ่งผมจะได้มีโอกาสมาฝากตัวเป็นลูกเป็นหลานองค์พ่อ 16 และ องค์พ่อจิตรา และแม่องค์ญาณ เมื่อประมาณวันที่ 1กันยายนที่ผ่านมา โดยเป็นเรื่องที่บังเอิญหรือเปล่าหรือว่าพรหมลิขิตเพราะว่าพี่สาวแกทำธุรกิจขาดทุนมาหลายเดือนแล้วเลยมาปรึกษาผมว่าจะไปทำบุญหรือสะเดาะห์ที่ใหนดีที่จะช่วยให้ดีขึ้นผมเลยเข้าเวปเพื่อที่จะหาวัดหรือหลวงพ่อที่เก่งๆแล้วจะพาพี่สาวไป แต่ก็บังเอิญอีกนั้นแหละครับมาเจอเวปของท่านสันยาสีพอดีเลยเข้าไปอ่านและก็ได้จดเบอร์แม่องค์ญาณมาแต่ก็ยังไม่กล้าที่จะโทรไปเพราะว่ากลัวผิดหวังเห็นหลายคนที่โทรไปบอกว่าแม่องค์ญาณติดต่อยาก ผมก็เลยลองอธิฐานดูว่าหากตัวลูกนี้มีบุญร่วมกันมากับองค์พ่อ 16 และ องค์พ่อจิตรา แม่องค์ญาณ ขอให้ผมโทรติดและแม่องค์ญาณรับด้วยเถิด โทรไปติดและรับแต่ไม่ใช่แม่องค์ญาณแต่น่าจะเป็นลูกศิษย์แม่ ท่านเลยบอกว่าอีกหนี่งชั่งโมงค่อยโทรมาใหม่ คราวนี้โทรไปใหม่แม่องค์ญาณรับ แล้วแกก็พูดว่าบูญถึงแล้วนะลูกเท่านั้นแหละขนลุกขึ้นทันที ผมเลยนัดวันที่จะไปหาท่านในวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา ในวันนั้นองค์พ่อ 16 ท่านลงมาโปรดกิริยาท่านเรียนร้อยมากๆแล้วน้ำเสียงท่านก็นุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยพลังที่ต้องเงียบแล้วฟังท่าน ท่านก็พูดว่าหากไม่ได้เป็นลูกเป็นหลานหรือมีส่วนที่เกี่ยวพันธ์กันมาแล้วก็คงไม่ได้มาเจอกันแล้วท่านก็แนะนำวิธีการแก้ไขในเรื่องธุรกิจของพี่สาวและอาชีพผมหลายอย่างและท่านก็ให้พระองค์พ่อจิตรามาให้ผมหนึ่งองค์ที่เหมือนหน้าเวปท่านสันยาสีส่วนพี่สาวผมได้องค์พ่อ 16 องค์เล็กมาหนึ่งองค์ คุณเชื่อมั้ยล่ะครับว่าพี่สาวผมจากขาดทุนมาหลายเดือนพอไปหาแม่องค์ญาณมาเดือนที่ผ่านพี่สาวผมได้กำไรไม่ขาดทุน ส่วนตัวผมหรือครับพอกลับมาบ้านกลางคืนฝันว่ามีคนมาบอกว่าเลขออก 807แต่ผมไม่มีดวงเลยไม่ซื้อถ้าซื้อคงถูกล็อตเตอรี่งวดวันที่ 1/9/55 ที่ผ่านมา เรื่องที่ผมเล่ามานั้นเป็นเรื่องจริงโดยที่ผมก็อยากจะแบ่งประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัสมา ในความคิดผมว่าคนเราหากมีความมั่นคงศัรทธาในองค์พระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ องค์พ่อ16 องค์พ่อจิตรา พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์แล้วนั้นเรื่องบังเอิญหรือปาฏิหารย์อาจจะเป็นเรื่องเดียวกันที่จะก่อเกิดขึ้นได้ยามเราต้องการ

ผู้แสดงความคิดเห็น ลูกศิษย์ใหม่ วันที่ตอบ 2012-09-05 11:10:33


ความคิดเห็นที่ 34 (108304)

สวัสดีครับ คุณสันยาสี

มีอีกเรื่องหนึ่งครับที่ยังไม่ได้เล่า พอดีในวันที่ผมไปกราบองค์พ่อ 16 นั้นผมได้นำวัตถุหนึ่งที่คนนำมาให้ผมเขาบอกว่าเป็นเหล็กไหลตาแรดจากถ้ำแถวเมืองกาญจนบุรีมาให้ ผมเลยนำมาให้องค์พ่อดูว่าใช่หรือไม่ แต่ท่านไม่ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ ท่านเพียงแต่บอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวพ่อจะประจุพลังให้เป็นเหล็กไหล แล้วท่านก็นำเหล็กของผมไปแนบกับเหล็กไหลของท่านที่มีอยู่ โดยท่านบอกว่าให้ไปบูชาน้ำผึ้งแท้ น้ำมะพร้าว น้ำเปล่าในวันขึ้น 15 ค่ำให้ครบ จำนวน 3 ครั้ง แล้วสามารถนำบูชาติดตัวได้ แค่นี้ผมก็ว่าสุดยอดแล้วล่ะครับที่ท่านประพลังให้

ผมขอความคิดเห็นท่านสันยาสีหน่อยสิครับ ว่าที่ท่านทำให้แบบนี้โดยการประจุพลังให้เป็นเหล็กไหล แล้วอานุภาพ พลัง จะเหมือนเหล็กไหลแท้หรือเปล่าครับ

ป.ล ไม่รู้จริงเปล่าครับถ้าเหล็กไหลแท้จะหันไปเฉพาะทิศตะวันตก และ ออก  พอมาบูชาแล้วผมลองหันไปทางทิศเหนือ-ใต้แล้วสุดท้ายจะกลับมาทางทิศ ตะวันตก-ออกทุกที

(เหล็กอยู่ในน้ำผึงนะครับไม่สามารถขยับได้ง่าย เพราะเหนียว)

ผู้แสดงความคิดเห็น ลูกศิษย์ใหม่ วันที่ตอบ 2012-09-05 11:30:31


ความคิดเห็นที่ 35 (108314)

ตอบความเห็นที่ 33-34

ท่านเคยพูดว่า "กูไม่บ้าพอที่จะทำอะไรหรือใคร ๆ ให้มีฤทธิ์เหมือนกูหรอกนะ"    แต่สิ่งที่ท่านแผ่บารมีให้ก็มีฤทธิ์เพียงพอแก่ผู้ถือครองนะครับ  บางทีก็แสดงให้เห็นกับตา     ไม่นานที่ผ่านมา ท่านมอบเหล็กไหลก้อนเล็กแบบเหล็กไหลตาแรดแก่ผู้ศรัทธาที่มากราบคณะหนึ่ง   เมื่อเขากลับถึงบ้านได้นำใส่ในแก้วน้ำผึ้ง  เหล็กไหลก็แสดงฤทธิ์ให้เห็นโดยเกาะอยู่ปากแก้วแล้วเคลื่อนไปรอบ ๆ ขอบแก้ว  ทำเอาเจ้าของตะลึงทีเดียว

ตอบทุกเรื่องที่ถามว่า  "มันขึ้นอยู่กับองค์เทพเทวาท่านจะให้เป็นอะไรแบบไหน  เพราะวัตถุธาตุทุกชนิดไม่มีฤทธิ์ในตัวเอง"

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สันยาสี วันที่ตอบ 2012-09-05 17:05:40


ความคิดเห็นที่ 36 (108404)

 โทรไปไม่มีคนรับครับ วันที่2ถึงรับสายแต่บอกว่าเบอร์ขององค์ญานอีกเบอร์ผมโทรไปไม่ติดเลยสงสัยไม่มีบุญองค์พ่อคงไม่อยากคุยด้วย. โทรหาท่านสันยาสีก็ไม่รับผมจะซื้อสมุนไพรครับ  เลยไม่ได้ของเลยขนาดจุดธูปตามที่เขียนมาแล้วยังไม่มีคนรับเลย. เศร้าครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น หนุ่มลำพูน วันที่ตอบ 2012-09-12 22:56:18


ความคิดเห็นที่ 37 (108412)

 วันที่สามโทรติดแล้วครับ องค์ญาณรับสายเองเลยคุยกันไม่นานแต่ผมรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ. รอแค่วันไปกราบขอพรเท่านั้นครับ. 

ผู้แสดงความคิดเห็น หนุ่มลำพูน วันที่ตอบ 2012-09-13 20:11:09


ความคิดเห็นที่ 38 (108593)

เรียน คุณ สันยาสี

สวัสดีครับวันนี้ผมมีเรื่องจะมาเล่าให้ลูกศิษย์และบุคคลทั่วไปที่เคารพนับถือองค์พ่อท้าวเวสสุวรรณ องค์พ่อจิตตราและแม่องค์ญาณ ตัวผมเองเคยโพสข้อความในข้อความที่ 33-34  ในวันนี้ผมมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิของท่านเกี่ยวกับการเสี่ยงโชคงวดที่ผ่านมาคือ ก่อนวันที่หวยจะออกในช่วงเวลากลางคืนผมได้นำดอกดาวเรืองที่องค์พ่อเคยให้ไว้มาอธิฐานขอเกี่ยวกับตัวเลข ไม่น่าเชื่อว่าตอนกลางคืนผมได้ฝันเห็นผู้ชายแต่งชุดขาวรูปร่างสูงใหญ่ในความฝันท่านได้ชี้ให้ผมดูเหล็ก 3 อันรูปทรงคล้ายรูปลักบี้สีดำเล็กๆที่ฝังในดิน ท่านบอกเป็นเหล็กไหลในฝันผมก็ดูตามที่ท่านชี้แต่สดุดตรงที่เหล็กนั้น 2ใน 3 มีตัวเลขติดอยู่คือ เลข 5 กับ 8 พอตอนเช้าตื่นมาผมจำความฝันเมื่อคืนได้แม่นมาก ผมเลยนำตัวเลขที่ผมฝันไปเสี่ยงดวงไม่น่าเชื่อว่าเลขที่ฝันจะออก 2 ตัวล่างตรงๆทำให้ได้เงินมาพอสมควร  เลยนำเงินส่วนหนึ่งทำบุญ ตักบาตรถวายองค์พ่อทั้ง 2 และเผื่อแผ่คนอื่นๆด้วย

   ผมถือว่าตัวผมนี้โชคดีจริงๆที่ได้ฝากตัวเป็นศิษย์องค์พ่อท้าวเวสสุวรรณ องค์พ่อจิตตราและแม่องค์ญาณ นับตั้งแต่ที่เป็นศิษย์ท่านสิ่งดีๆก็เข้ามาตลอด

ขอบคุณครับ

ลูกศิษย์ใหม่

ผู้แสดงความคิดเห็น ลูกศิษย์ใหม่ วันที่ตอบ 2012-10-03 14:13:12


ความคิดเห็นที่ 39 (108647)

สาธุ สาธุ  ผมเองก็เชื่อในบารมีเหล็กไหล ผมมีทั้งหมด15 องค์ บอกเลยว่ายากที่จะให้ใครเชื้อ

เพราะคนกิเลสหนา คนที่จะได้ครอบครองต้องมีพื้นฐาน มีศืล บารมีทาน ทั้งชาตินี้และชาติก่อน

และต้องมีความเกี่ยวข้องกับธาตุฯในภพก่อนถึงจะได้ครอบครอง.....มนุษย์มักไม่เชื้อในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้

คนที่จะได้ครอบครองต้องสวดมนต์เป็น นั่งสมาธิเป็น มีจิตละเอียด เมตตาในสันดาน ไม่ใช่ทำเพื่อให้คนอื่นชม

ผู้แสดงความคิดเห็น มนัส (manus333-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-10-08 17:07:40


ความคิดเห็นที่ 40 (109058)

อ่านไป ขนลุกไป ขอบคุณมากครับที่นำมาเล่า และขออนุโมทนาในการสร้างความดีด้วยครับ

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น วิษณุ (ืnamo_kw-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-11-03 21:41:19


ความคิดเห็นที่ 41 (109145)

 โมทนาสาธุ เลื่่อมใสท่านเป็นอย่างมากมีโอกาศจะไปกราบท่านครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ไพบูลย์ 05@hotmail.com วันที่ตอบ 2012-11-09 13:41:37


ความคิดเห็นที่ 42 (109146)

 ถ้าข้าพเจ้ามีบุญวาสนาที่เคยร่วมสร้างกันมาขอให้ข้าพเจ้าประความสำเร็จในชีวิตครั้งนี้ด้วยเถิดโมทนาสาธุ

ผู้แสดงความคิดเห็น ไพบูลย์ 05 วันที่ตอบ 2012-11-09 14:12:51


ความคิดเห็นที่ 43 (109157)

อยากไปกราบท่านพ่อสักครั้ง

ยังมีลูกๆของท่าน ที่ยังระลึกขอพระเมตตา

จากพระองค์ท่าน คุ้มครองลูกด้วย

ผู้แสดงความคิดเห็น เล้ง วันที่ตอบ 2012-11-10 16:37:13


ความคิดเห็นที่ 44 (109534)

หากลูกได้เคยเป็นลูกหลานหรือหากลูกมีวาสนาบารมีต่อองค์พ่อ 16 และองค์พ่อจิตรา ก็ขอให้องค์พ่อทั้งสององค์ได้โปรดเมตตาให้ลูกได้พบกับองค์พ่อทั้งสองโดยเร็วด้วยเถิด และถ้าลูกไม่เคยเกี่ยวข้องกับองค์ท่านทุกภพทุกชาติมาก่อน ในชาตินี้ภพนี้ลูกคนนี้ขอเป็นลูกเป็นหลานองค์พ่อ 16 และ องค์พ่อจิตรา และแม่องค์ญาณสักคนด้วยเถิด

ลูกขอพึ่งบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ตั้งแต่องค์ปฐมจนถึงองค์ปัจจุบันได้โปรดบันดาลบุญบารมีที่ลูกได้สร้างสมมาอย่างดีและตั้งใจในการทำบุญทุกครั้งตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติและที่กำลังจะมีต่อไปในอนาคตนี้ ขอบุญบารมีทั้งหลายเหล่านี้จงถึงแด่องค์พ่อ 16 และองค์พ่อจิตรา ณ บัดเดี๋ยวนี้ด้วยเถิด ขอให้องค์พ่อทั้งสองมีอำนาจบุญบารมีสูงขึ้นๆๆ เพื่อพระนิพพานในภพนี้ชาตินี้ด้วยเถิด ผลบุญนี้จะมีอานิสงส์กับลูกเพียงใดขอให้จงมีผลกับองค์พ่อทั้งสองร้อยเท่าพันทวี ณ บัดเดี๋ยวนี้ด้วยเถิด

และขอผลบุญที่ลูกได้ตั้งใจทำมาดีแล้วขอผลบุญนี้ได้โปรดส่งผลให้องค์พ่อทั้งสองได้โปรดเมตตาอ่อนน้อมถ่อมองค์ให้ลูกได้กราบองค์พ่อทั้งสองโดยเร็วด้วยเถิด ขอคำอธิฐานของลูกจงสำเร็จเป็นจริงด้วยเถิด และขอให้ท่านพญายมราช นายนิรยบาล และท่านท้าวมหาราชทั้งสี่จงเป็นสักขีพยานในครั้งนี้ด้วยเทอญ และขอองค์พ่อทั้งสองได้โปรดมีเมตตาปกป้องคุ้มครองขอให้ลูกปลอดภัยจากสิ่งร้ายๆทั้งหลายในทุกสถานที่ด้วยเถิด สาธุ

ผู้แสดงความคิดเห็น พัทธยา วันที่ตอบ 2012-12-15 19:07:44


ความคิดเห็นที่ 45 (109542)

 ขอบคุณมากที่เล่าสู่กันฟัง  หากมีบุญวาสนาคงมีโอกาส 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นักรบ วันที่ตอบ 2012-12-16 12:37:27


ความคิดเห็นที่ 46 (109660)

สาธุ สาธุ สาธุ

ผู้แสดงความคิดเห็น king (e-hope-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-02 16:51:30


ความคิดเห็นที่ 47 (110056)

ก่อนปี 55 ชีวิตรุ่งเรืองราบรื่นโชคดีมาตลอด แต่พอมาช่วงปลายปี54เข้าปี55ที่ผ่านมาชีวิตล้มลุกคุกคานมาตลอด เกือบเอาชีวิตไม่รอดมาก็หลายครั้ง ไม่รู้เป็นเพราะอะไร หรือว่ามันมากับน้ำที่ท่วมกรุงเทพฯ และไม่ยอกกลับ

ช่วงที่ผ่านมาจากคนที่เคยกินเหล้าก็เลิดและปฏิบัติธรรมมาโดยตลอด แต่ไม่รู้เป็นไร ตั้งแต่เลิกกินเหล้ามานั่งสมาธิปฏิบัติธรรมกลับยิ่งปฏิบัติธรรมกลับมีชีวิตที่ยุ่งยาก เสียชื่อเสียง มีแต่เรื่องไม่ดีมีปัญหาเ้ข้ามา เคยคิดถึงขนาดเกือบจะได้บวช แต่ก็ยังมีสิ่งมาขัดขวางไม่ให้ต้องได้บวช

ถ้าองค์เทพพ่อ 16 องค์พ่อจิตรา องค์พ่อปู่เหล็กไหล ถ้าศักดิ์สิทธิ์จริง ช่วยดลบันดาลให้ชีวิตข้าพเข้าและครอบครัวกลับมาดีและเจริญรุ่งเรื่องมีความสุขตลอดไปโดยเร็ว และสิ่งที่เคยเสียไปให้ได้กลับมาคืนเป็นทวีคูณด้วยเทิด

ถ้าชีวิตดีขึ้นจริงจะไปกราบองค์พ่อเหล็กไหล และ ดลบันดาลให้ข้าพเจ้าได้เจอแต่สิ่งดีๆ และได้บวชปฏิบัติสมใจด้วยเถิด ไ่ม่บวช 7วัน 15วัน 1ปี หรือตลอดชีวิต และได้มีดวงตามองเห็นและบรรลุธรรม มองเห็นทั้งอดีตและอนาคต โดยเวลาอันรวดเร็วด้วยเทิอด สาธุ สาธุ สาธุ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น 1baths (1baths-at-hotmail-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-09 13:35:29


ความคิดเห็นที่ 48 (110064)

ตอบความเห็นที่ 47

ดูท่าจะเข้าใจผิดไปนะครับ   คุณเป็นใครก็ไม่รู้ พอมาอ่านพบเจอก็มากล่าวคำท้าทายขอให้ชีวิตแปรเปลี่ยนดังใจนึก  นี่ถ้าองค์พ่อจิตราท่านรู้ท่านก็คงจะซ้ำเติมเอาแน่ ๆ  หรือถ้าผมเป็นเทวดาที่เกี่ยวข้องคุณก็น่าจะอาการหนักกว่านี้แน่

ถ้าคุณมีศรัทธาที่จะทำคุณงามความดีเพื่อตนเองก็จงตั้งใจปฏิบัติไป  เพื่อจิตใจของตนเอง  เพื่อความเข้าใจชีวิตตนเอง  เพื่อทำให้ตนเองฉลาดขึ้น  ไม่มีเทพเทวาองค์ใดมาสนใจคุณหรอก   แต่ถ้าคุณมีคุณงามความดีเต็มเปี่ยมแล้วระลึกถึงท่านก็น่าจะเห็นผลอยู่  

ผู้แสดงความคิดเห็น สันยาสี วันที่ตอบ 2013-03-13 12:43:10


ความคิดเห็นที่ 49 (110070)

วันนี้ครอบครัวที่ศรัทธาองค์ญาณจากจังหวัดมหาสารคาม ไดัมีโอกาศเข้าถวายพานดอกไม้เพื่อรับพร

ในวันไหว้ครู 15 มีนาคม 2556 ซึ่งไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาสแบบนี้

ถือว่าครอบครัวเรามีบุญมาก  รู้สึกท่านเป็นผู้ที่มีความเมตตามาก น้ำเสียงอ่อนนุ่น

แฝงด้วยพลัง 

ผู้แสดงความคิดเห็น ครอบครัวอิ่มรัง วันที่ตอบ 2013-03-15 18:52:47


ความคิดเห็นที่ 50 (110084)

ขอบคุณครอบครัวอิ่มรังมากครับ  

เน็ตของผมช้าเลยไม่ค่อยได้เข้ามาดู เพราะโหลดได้ช้ามาก  มีที่โพสต์ข้อความอีกแห่งคือเว็บบอร์ดทั่วไป  ขอเชิญห้องนั้นนะครับ

สำหรับภาพของงานปีนี้เชิญคลิกภาพบายศรีที่หน้าแรก  เป็นภาพของปีที่แล้ว  แต่ถ้าคลิกเข้าไปก็พบภาพของงานปีนี้ครับ  ใครเป็นใครไปดูเอานะครับ 

ผู้แสดงความคิดเห็น สันยาสี วันที่ตอบ 2013-03-18 21:58:22



ก่อนหน้า12ถัดไป


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.

*** Disclaimer : ผลของการใช้ยาขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ***

www.sanyasi.org   เริ่มใช้งานเมื่อ  กรกฎาคม  2550
อภิญญา สันยาสี  เว็บมาสเตอร์
E-Mail.   sanyasi95@gmail.com
โทรศัพท์ 088-1063547